โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"ศาลฯ"ไฟเขียวผู้เสียหาย "สตาร์ค" รวมพลังทวงค่าเสียหายกว่า 4 หมื่น ล.

NATIONTV

อัพเดต 21 ส.ค. 2568 เวลา 16.48 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2568 เวลา 13.42 น.

21 สิงหาคม 2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง ซึ่งนายอภิวัชร์ อรรคลีพันธุ์ โดยนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจเป็นตัวแทนผู้เสียหาย ‘กลุ่มรวมพลังสตาร์ค’ ยื่นฟ้องและขอดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action) เพื่อเรียกค่าเสียหายจาก บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และจำเลยอีกหลายราย ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นักลงทุน ทั้งหุ้นกู้และหุ้นสามัญหลายหมื่นราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่าสี่หมื่นล้านบาท

โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ266/2567 ได้นัดอ่านคำสั่งตามคำร้อง ที่นายอภิวัชร์ อรรคลีพันธุ์ โดย นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่ม ไปเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ทั้งในส่วนของหุ้นกู้และหุ้นสามัญสตาร์ค และมีคำสั่งจำหน่ายจำเลยบางราย ที่เคยถูกพิทักษ์ทรัพย์ หรือบางรายถูกฟ้องคดีไปแล้วออกจากคดีบางส่วน แต่ยังคงมีจำเลยที่ถูกดำเนินคดีต่อไปอีก 19 ราย โดยโจทก์ในคดีนี้ได้เรียกค่าสินไหมทดแทนรวมค่าเสียหาย เพื่อการลงโทษให้สมาชิกกลุ่ม ทั้งส่วนหุ้นกู้และหุ้นสามัญ เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท

นายอภิวัชร์ อรรคลีพันธุ์ โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการลงทุน ทั้งในส่วนหุ้นกู้และหุ้นสามัญสตาร์ค และสูญเสียเงินออมทั้งของตนเองและครอบครัว เปิดใจหลังเข้าฟังศาลอ่านคำสั่งว่า

“ดีใจที่มีได้มาศาลวันนี้และได้พบเพื่อนๆ ผู้เสียหายที่เหมือนได้ลงเรือลำเดียวกัน เชื่อมั่นในความสามารถของทีมทนายความที่จะช่วยเรียกค่าเสียหายคืนกลับมาไม่ว่าจะเท่าใด”

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจเป็นตัวแทนผู้เสียหาย ‘กลุ่มรวมพลังสตาร์ค’

ด้าน นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และตัวแทน ‘กลุ่มรวมพลังสตาร์ค’ ซึ่งเข้าร่วมฟังคำสั่งได้กล่าวขอบพระคุณศาลที่ให้การดำเนินคดีแบบกลุ่มคืบหน้า และขอบคุณคุณอภิวัชร์ที่เสียสละเป็นโจทก์ริเริ่มคดี แม้จะมีอายุถึง 82 ปีแต่ยังมีแรงใจสู้เต็มเปี่ยม และขอบคุณน้ำใจจากเพื่อนผู้เสียหายหลายท่านที่ช่วยให้การฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้เสียหาย‘กลุ่มรวมพลังสตาร์ค’ ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการลงทุนทั้งหุ้นกู้ หุ้นสามัญ และ warrant ส่วนหนึ่งจากทั้งหมดที่มีอยู่หลายหมื่นรายได้ร่วมแรงร่วมใจร่วมทุนกันให้งานคืบหน้า

“คดีนี้เป็นเรื่องสตาร์คคดีเดียวในเวลานี้ที่ฟ้องบริษัทสตาร์คฯ และเรียกค่าเสียหายให้ทั้งผู้เสียหายทั้งส่วนหุ้นกู้และหุ้นสามัญรวมในคดีเดียว พร้อมฟ้องอดีตผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้สอบบัญชีและผู้เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ในคดีเดียวกัน จึงขอเชิญผู้เสียหายกลุ่มอื่นๆ ให้ร่วมหารือแนวทางในการรวมพลังดำเนินคดีให้เกิดประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ร่วมกันของผู้เสียหายทุกคน” นายวีรพัฒน์กล่าว

นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า คดีนี้แตกต่างอย่างมีสาระสำคัญไปจากคดีก่อนหน้านี้ ที่มีการยื่นฟ้องจำเลยแตกต่างกันไป บางคดีฟ้องเรื่องสตาร์ค แต่กลับไม่ฟ้องบริษัทสตาร์คฯ บางคดีอ้างงบการเงินเป็นเท็จ แต่ไม่ได้ฟ้องผู้สอบบัญชี และไม่ได้คุ้มครองผู้ลงทุนหุ้นกู้และหุ้นสามัญให้ครบถ้วนในคดีเดียวกัน จากนี้ตนจะขอนำคำสั่งไปศึกษาเนื้อหาโดยละเอียด และหารือกับผู้เสียหายและทีมทนายความ เตรียมใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์นำคดีแบบกลุ่มคดีอื่น ที่มีการฟ้องไปก่อนหน้านี้ ให้รวมการพิจารณาและกำหนดขอบเขตสมาชิกกลุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายทั้งหุ้นกู้หุ้นสามัญและวอร์แรนต์ สามารถรวมพลังต่อสู้คดีไปพร้อมกัน โดยฟ้องมีจำเลยที่เกี่ยวข้องให้ครบทุกรายในคดีเดียวกัน

ทั้งนี้ คดีนี้สืบเนื่องจากผู้เสียหาย ‘กลุ่มรวมพลังสตาร์ค’ ได้มีตัวแทนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบรรดาจำเลยในความผิดทางแพ่งฐานละเมิด ที่มีส่วนสร้างความเสียหายอันเกี่ยวกับการกระทำที่มีการตระเตรียมวางแผนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากตลาดทุน โดยเฉพาะการปล่อยละเลยหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จ ทำบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง ในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท สตาร์คฯ และบริษัทย่อย เพื่อลวงนักลงุทน

อีกทั้งเปิดเผยในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวน โดยเปิดเผยงบการเงินที่เชื่อได้ว่ามีการตกแต่งงบการเงินดังกล่าว รวมทั้งปกปิดข้อความจริงในข้อมูลในส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของตราสาร (factsheet) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแบบแสดงรายการข้อมูลสำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ STARK หรือแบบ 56-1 และการให้ข้อมูลต่อสาธารณะที่กระทบต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนว่าได้มีการเข้าลงทุนในบริษัท LEONI Kabel GmbH และ LEONIsche Holding Inc แล้ว ทั้งที่ยังเข้าลงทุนในกิจการดังกล่าวไม่เสร็จเรียบร้อย
ทั้งนี้ ปรากฏว่าหลังจากที่บริษัท สตาร์คฯ ได้รับเงินหุ้นกู้และเงินเพิ่มทุน พบการโอนเงินออกจากบริษัท สตาร์คฯ และบริษัทย่อยไปยังบริษัทหรือบุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการตกแต่งงบการเงินด้วย ตลอดจนการกระทำความผิดอื่นๆ เพื่อตักตวงประโยชน์จากราคาหุ้นสามัญและการได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์โดยไม่ชอบ จึงได้มีตัวแทนผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องและริเริ่มขอดำเนินคดีผู้บริโภคแบบกลุ่มเพื่อให้ผู้เสียหายจากการลงทุนหุ้นกู้ หุ้นสามัญ และ warrant STARK ทุกรายได้รับความเป็นธรรมสูงสุดยิ่งกว่าคดีอื่นที่อาจมีการฟ้องจำเลยไม่ครบรายหรือยกข้อเท็จจริงข้อกฎหมายได้ไม่ครบถ้วน

สำหรับเนื้อหาคำสั่งศาลนั้น ในเรื่องข้อหา ศาลเห็นว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งในส่วนของหุ้นกู้และหุ้นสามัญได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์และกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะเดียวกับโจทก์แล้ว แม้ลักษณะความเสียหายของสมาชิกกลุ่มจะแตกต่างกันตามเงื่อนไขและช่วงเวลาในการซื้อขายหุ้นกู้และหุ้นสามัญของบริษัทสตาร์คฯ จำเลยที่ 1 ในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นรายละเอียดที่จะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาต่อไป ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบแสดงรายละเอียดของสมาชิกกลุ่มในชั้นพิจารณาได้
ในเรื่องกลุ่มผู้เสียหาย ศาลเห็นว่า โจทก์แสดงให้เห็นว่าโจทก์และสมาชิกกลุ่มต่างได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสี่มีส่วนเกี่ยวข้องคือการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับงบแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 อันเป็นเท็จ แม้ความเสียหายหรือผลกระทบมีความแตกต่างกัน แต่ความเสียหายสืบเนื่องมาจากการกระทำเดียวกัน จึงถือได้ว่าโจทก์ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันของกลุ่มบุคคลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อให้รู้ได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลใดแล้ว
ในเรื่องประสิทธิภาพในการดำเนินคดี ศาลเห็นว่า โจทก์เสนอบัญชีรายชื่อโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ซึ่งปรากฏว่าสมาชิกกลุ่มซึ่งเป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ และผู้ซื้อขายหุ้นสามัญในช่วงเวลาตามคำร้องกว่า 2 หมื่นรายดังนั้นหากดำเนินคดีอย่างคดีสามัญด้วยการเป็นโจทก์ร่วมหรือร้องสอดหรือสมาชิกกลุ่มแต่ละรายเป็นโจทก์แยกฟ้องเป็นคดีต่างหาก ย่อมจะทำให้เกิดความยุ่งยากและไม่สะดวก หรือผลแห่งคดีแต่ละคดีอาจมีความแตกต่างกันทั้งๆที่คดีมีลักษณะเดียวกัน ดังนี้ หากอนุญาตให้ดำเนินคดีนี้แบบกลุ่มจะเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินคดีอย่างคดีสามัญ
ในเรื่องความสามารถและคุณสมบัติของโจทก์และทนายความนั้น ศาลเห็นว่า โจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์และสมาชิกกลุ่มมีสิทธิอย่างเดียวกันอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์มีประสบการณ์ในการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและด้านคดีกลุ่ม ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีคุณสมบัติและมีส่วนได้เสียโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ และเมื่อพิจารณารายชื่อและผลงานของผู้รับมอบอำนาจ ทนายความโจทก์และทนายความของกลุ่ม เป็นผู้มีความรู้และความเข้าใจข้อเท็จจริงในคดี มีประวัติการทำงานและประสบการณ์ บทบาทและหน้าที่ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจและทนายความที่โจทก์เสนอมีความสามารถเพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิของโจทก์และสมาชิกกลุ่มได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม
ศาลจึงสรุปว่าคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มของโจทก์จึงครบหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ และให้คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ต่อไป

ทั้งนี้ ‘กลุ่มรวมพลังสตาร์ค’ มีคณะทำงานคดีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คือ นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมาย VLA และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนายวีรพัฒน์ยังดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action) ในคดีสำคัญที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก เช่น คดีซิปเม็กซ์ และคดีดิไอคอนกรุ๊ป โดยในคดีสตาร์คนี้ได้มี นายปกรณ์ อุ่นหิรัญสกุล ทนายความผู้มีประสบการณ์ร่วมฟ้องคดีคุ้มครองผู้บริโภคที่มีการขอดำเนินคดีแบบกลุ่มและคดีธุรกิจ

พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญการบัญชีและการตรวจสอบภายใน คือ อาจารย์สมชาย ศุภธาดา อดีตหัวหน้าภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานคณะทำงานพัฒนาวิชาชีพบัญชีนิติวิทยา สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร.ต.ท. ศิวะรักษ์ พินิจารมณ์ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบและควบคุมการทุจริตภายในบริษัทมหาชน
อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยในการดำเนินคดี โดยประชาชนผู้เสียหายจากการลงทุนหุ้นกู้และหุ้นสามัญสตาร์คสามารถติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมเรียกร้องค่าเสียหายได้ผ่านกลุ่มไลน์ ‘รวมพลังสตาร์ค’ เพิ่มเพื่อนที่รหัสไอดีไลน์ @ThaiStark

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...