โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อินโดนีเซีย.. เศรษฐกิจก็กำลังจะแผ่วไม่แพ้ไทย

Finnomena

เผยแพร่ 07 ส.ค. 2568 เวลา 06.18 น. • MacroView

ณ ช่วงเวลานี้ คงยากที่จะปฏิเสธว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่โหมดชะลอตัวลงมาก คนส่วนใหญ่ค่อนข้างระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างชัดเจน หันมาพิจารณาประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกันบ้าง ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าเราก็เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างจากเรา แม้จะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งเกือบจะที่สุดในภูมิภาคอย่าง “อินโดนีเซีย”

โดยแม้ว่าอินโดนีเซียจะเพิ่งประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตจีดีพีในไตรมาส 2 ที่ 5.1% ก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากผลเชิงบวกของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราวต่อกลุ่มเปราะบางมูลค่า $1.5 พันล้าน ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา อันประกอบด้วยการช่วยเหลือด้านค่าจ้างและส่วนลดสำหรับการเดินทางสาธารณะให้กับประชาชนหลายล้านครัวเรือน

โดยหากมองไปข้างหน้า คงต้องยอมรับว่าแนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังจะชะลอตัวลง ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง กลุ่มชนชั้นกลางท่ีลดน้อยลงเนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ: โดยเทรนด์ล่าสุด ท่ีตลาดแรงงานอินโดนีเซียประสบอยู่ในขณะนี้ คือตำแหน่งงานในเซกเตอร์ที่เป็นทางการลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จากการที่นโยบายรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดการจ้างงานในเซกเตอร์ที่เป็นทางการ ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ที่เข้าในตลาด มักจะไหลเข้าสู่เซกเตอร์ที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีรายได้ไม่สูงและไม่มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน

ที่เห็นได้ชัดเจน คือผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากสัดส่วน 30% ของจีดีพี เมื่อ 20 ปีก่อน เหลือเพียง 20% ของจีดีพีในปัจจุบัน ในขณะที่รัฐบาลหันไปเน้นส่งเสริมธุรกิจสินแร่โภคภัณฑ์อย่างนิคเกิล โดยมีนโยบายการห้ามส่งออกในสินแร่โภคภัณฑ์เพื่อนำมาพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ ซึ่งเมื่อระดับราคาสินแร่โภคภัณฑ์เหล่านี้ลดลง ผลประกอบการของธุรกิจในส่วนนี้ก็ซบเซาลง ทำให้มีการลดการจ้างงานในที่สุด

จึงส่งผลให้ชนชั้นกลางอินโดนีเซียลดลงจาก 60 ล้านคนในปี 2018 เหลือ 48 ล้านคนในปี 2024 ทั้งนี้ นิยามชนชั้นกลางของอินโดนีเซียคือผู้ที่ใช้จ่ายประมาณ 4,000 – 20,000 บาทต่อเดือน โดยในปี 2018 จำนวนชนชั้นกลางของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 21 ล้านคนจาก 4 ปีก่อนหน้า

ทำให้ผลกระทบที่ติดตามมา คือการลดปริมาณการใช้จ่ายของการบริโภคอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และมาตรวัดกำลังซื้อของอุตสาหกรรมรถยนต์ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงยอดขายรถยนต์รวมลดลง 14% เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ เศรษฐกิจอินโดนีเซียได้เกิดการลดลงของระดับราคา หรือประสบปัญหาเงินฝืดเป็นเวลา 5 เดือนที่ติดต่อกันเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างคาดไม่ถึงในเดือนมกราคมปีนี้ และลดเพิ่มอีกทั้งหมด 50 bp ในการประชุมนโยบายการเงิน 2 ครั้งที่ผ่านมา

สิ่งที่ตามมาจากช่วงขาลงของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย คือการไหลออกของเงินสกุลรูเปียะห์จากประเทศ จนระดับค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เข้าสู่ระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จนกระทั่งแบงก์ชาติอินโดนีเซียต้องใช้นโยบายแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักมือในช่วงปีนี้

สอง ความเสี่ยงของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Soverign Wealth Fund) ใหม่ที่มีชื่อว่า Danantara: โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี พราโบโว ซูเบียนโต ได้เปิดตัวกองทุนดังกล่าว โดยจะทำการรวบรวมสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจหลัก 7 แห่ง หรือ ที่เรียกกันว่า Mag-7 แห่งอินโดนีเซีย ประกอบด้วยแบงก์รัฐ 3 แห่ง ได้แก่ PT Bank Mandari, BRI และ BNI บริษัทพลังงาน Pertamina, บริษัทผลิตไฟฟ้า PLN, บริษัท PT Telekom และบริษัทเหมืองแรแห่งชาติ MIND ID เพื่อนำเงินทุนที่เหลือจากทั้ง 7 แห่งมาบริหารและลงทุนในโครงการต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ได้กำไรซึ่งจะนำกลับมาพัฒนาประเทศต่อไป

ทั้งนี้ มูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนนี้ ในที่สุดจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ $9 แสนล้าน ซึ่งถือว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก ใหญ่กว่าของซาอุดิอาระเบียและของสิงคโปร์

โดยแม้ว่ากองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริหารจัดการทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทว่าความเสี่ยงด้านความโปร่งใสของการบริหารกองทุนดังกล่าวก็ยังเป็นที่กังวลอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ก็เคยประสบปัญหาทุจริตในส่วนของกองทุน 1MDB

นอกจากนี้ ในช่วงที่รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าและผลกำไรของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่งลดลง จากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบัน อาจทำให้กองทุนต้องเน้นการลงทุนในประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมอาหารและพลังงาน ซึ่งอัตราผลตอบแทนยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าจะสูงเป็นที่น่าพอใจ

รวมถึงการเน้นวัตถุประสงค์ด้านผลกำไรของกองทุนดังกล่าว มีโอกาสที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง หันมาเน้นในส่วนของผลกำไรมากกว่าวัตถุประสงค์การช่วยเหลือสังคม

ท้ายสุด รัฐบาลอินโดนีเซียได้ทำการลดปริมาณการกระตุ้นด้านการคลังต่อโครงการ Infrastructure ของประเทศจากสภาวะการคลังรัฐบาลที่อ่อนแอลงในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีซูเบียนโตได้สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลทั่วประเทศลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ การใช้เครื่องปรับอากาศและการเดินทางไปต่างประเทศให้ได้มูลค่ารวม $1.9 หมื่นล้าน เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายอาหารกลางวันเด็กนักเรียน 82 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย $2.8 หมื่นล้านต่อปี นั่นทำให้มีนักวิชาการหลายท่านไม่แน่ใจถึงความเหมาะสมของนโยบายนี้ ภายใต้บรรยากาศที่รายได้ของรัฐบาลจากการจัดเก็บภาษีลดลงถึง 20% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroView, macroviewblog.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...