“จิ้มก้องครั้งสุดท้าย” คำแนะนำจาก “เบาริ่ง” ทำไทยเลิกระบบการค้าบรรณาการ?
ตามคณะทูตสยามไปจิ้มก้องครั้งสุดท้ายที่กรุงปักกิ่ง ระหว่าง พ.ศ. 2394-2397 ทูตไทยไปเห็นอะไร หรือต้องเจออะไรบ้าง ? จนเป็นเหตุให้เมื่อกลับมาถวายรายงานรัชกาลที่ 4 แล้ว สยามถึงกับยกเลิกการส่งทูตบรรณาการไปเมืองจีนอย่างถาวร
ก่อนสยามจะยกเลิกการ “จิ้มก้อง” การค้าสำเภาระหว่างสยามกับจีนเริ่มเสื่อมลงมาตั้งแต่ทศวรรษ 2380 แล้ว ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากจักรพรรดิจีนทรงประกาศให้สยามเลื่อนระยะเวลาในการส่งคณะทูตไปจีน จากเดิมทุก 3 ปี เป็นทุก 4 ปี
แต่สยามยังส่งทูตไปถี่กว่ากำหนดอยู่ดี คือส่งไปปี 2383, 2384 และ 2386 ซึ่งจีนก็ให้การต้อนรับคณะทูตเหล่านั้นตามปกติ ด้วยเห็นว่าประกาศเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่ไปถึงพระเจ้าแผ่นดินสยาม แต่หลัง พ.ศ. 2386 กว่าสยามจะส่งทูตไปอีกก็ พ.ศ. 2391 ซึ่งเป็นคณะสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 3
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่จีนพ่ายแพ้สงครามฝิ่นต่ออังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2385 การค้าระบบบรรณาการที่กวางตุ้งเริ่มสูญเสียสถานภาพพิเศษไปพร้อม ๆ กับความเชื่อมั่นของราชสำนักกรุงเทพฯ เป็นเหตุให้สยามเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากการค้าสำเภาในระบบบรรณาการ มาสู่การค้าเสรีโดยใช้เรือแบบตะวันตก ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อังกฤษตั้งสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าของตนในภูมิภาคนี้เมื่อ พ.ศ. 2362 แล้ว
ทูตไทยไป “จิ้มก้องครั้งสุดท้าย”
พ.ศ. 2394 เมื่อรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต ปีเดียวกันนั้นรัชกาลที่ 4 ยังทรงปฏิบัติตามพระราชประเพณีที่ยึดถือต่อ ๆ กันมา คือส่งพระราชสาส์นไปยังจักรพรรดิจีนเพื่อไว้อาลัยจักรพรรดิเตากวง รวมถึงแจ้งข่าวการสวรรคตของรัชกาลที่ 3 และการขึ้นครองราชย์ของพระองค์
แต่การส่งคณะทูตไปในปี 2394 ไม่ได้ราบรื่นดังหวัง เพราะทูตสยามต้องรออยู่เฉย ๆ ที่กวางตุ้งถึง 3 เดือน จนทางการจีนขอให้กลับกรุงเทพฯ ไปก่อน เพราะราชสำนักที่กรุงปักกิ่งไม่พร้อมต้อนรับ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ช่วงไว้ทุกข์ ทูตสยามก็ปฏิบัติตามนั้น รัชกาลที่ 4 จึงทรงแต่งตั้งคณะทูตใหม่ไปจีนอีกครั้งในปีต่อมา
การเดินทางครั้งนี้เปลี่ยนท่าทีของสยามต่อระบบบรรณาการที่กระทำมาอย่างยาวนาน โดยมีตัวแปรสำคัญคือ เหตุการณ์ต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสของราชสำนักจีน สถานการณ์ไท่ผิงเทียนกว๋อ หรือ “กบฏไท่ผิง” และการพูดคุยกับ “จอห์น เบาริ่ง” (John Bowring) ที่ฮ่องกง
เรื่องนี้ เอริกะ มะซูดะเล่าไว้ในบทความ “นัยของ ‘จิ้มก้อง’ ส่งทูตบรรณาการไปยังจีนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์”ของนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 ว่า ความวุ่นวายทางการเมืองจีนในช่วงทศวรรษ 2380-2390 มีส่วนอย่างมากในการทำให้สยามเริ่มตระหนักถึงความล้าสมัยของการทูตระบบบรรณาการ
จากคำให้การของทูตคณะ พ.ศ. 2395 สยามให้ความสำคัญกับพิธีการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปจิ้มก้องอย่างมาก มีอธิบายถึงการรับรองทางการทูตที่กรุงปักกิ่งและกวางตุ้งอย่างละเอียด รวมถึงของพระราชทานจากจักรพรรดิที่ปักกิ่ง กวางตุ้ง หรือเมืองอื่น ๆ ตามเส้นทาง
เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อราชสำนักปักกิ่งเชิญคณะทูตสยามร่วมพิธีการต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศส ทำให้สยามตระหนักถึงสถานะอันต่ำต้อยของตน เมื่อเปรียบเทียบกับมหาอำนาจตะวันตกที่เข้ามาติดต่อกับจีน
ตอนแรก ทูตสยามปฏิเสธคำเชิญโดยอ้างว่าเคยเห็นคณะทูตฝรั่งเศสที่สยามแล้ว และอยากกลับกรุงเทพฯ โดยเร็ว แต่ทางปักกิ่งไม่อนุญาตให้เดินทางกลับไปกวางตุ้ง ด้วยเหตุผลว่า “เมืองเล็กน้อยอย่างสยามควรจะต้องรอให้สิ้นธุระเมืองใหญ่ก่อน”
คณะทูตสยามจึงต้องคอยคณะทูตฝรั่งเศสอยู่ร่วมเดือนอย่างไม่เต็มใจ พร้อมทูตเมืองอื่น ๆ อีก 5 เมือง โดยได้เข้าเฝ้าในพระที่นั่งศรีกงก๊ก มีแต่คณะทูตฝรั่งเศสเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในพระที่นั่งไถกิมฮูหยี โดยเจ้าพนักงานให้เหตุผลว่า
“พาพวกท่านทั้ง 6 เมืองนี้เข้าไปดูในพระมหาปราสาทไม่ได้ด้วยท่านเป็นราชทูตเมืองเล็กน้อย จะเข้าเฝ้าในพระมหาปราสาทไม่ได้ ต้องเฝ้าที่หน้าพลับพลาเหมือนเมื่อมาเฝ้าแต่ก่อน ๆ …เฝ้าได้แต่ทูตประเทศใหญ่ คืออังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นต้น…เมื่อเฝ้าก็เฝ้าตามธรรมเนียมเหมือนประเทศราชของกรุงปักกิ่ง”
ทูตสยามจึงตระหนักว่า สยามได้รับความสำคัญน้อยกว่าฝรั่งเศส ดังว่า “ราชทูตฝั่งสยามได้เห็นจีนรับรองราชทูตฝรั่งเศสยิ่งกว่าทูตไทยเป็นหลายสิบเท่า”
นอกจากนี้ โดยปกติเมื่อคณะทูตออกจากกรุงเทพฯ จะเดินทางไปถึงกวางตุ้งในเดือนมิถุนายน พักอยู่ที่นั่น 4-5 เดือนแล้วจึงเดินทางต่อไปถึงกรุงปักกิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่ทูตต่างชาติมาร่วมพิธีขึ้นปีใหม่ จากนั้น 1-2 เดือน ทูตจะเดินทางกลับมาที่กวางตุ้งโดยใช้เวลาประมาณ 3 เดือน อยู่ที่กวางตุ้งครึ่งเดือน แล้วจึงกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือนธันวาคม
ปรากฏว่าการเดินทางขากลับจากปักกิ่งมาถึงกวางตุ้งของคณะทูตสยามเมื่อปี 2395 ต้องใช้เวลาถึง 10 เดือน เนื่องจากถูกกบฏไท่ผิงปล้นสะดมและสังหารล่ามจีนตายที่จังหวัดเหอหนาน
เมื่อออกจากกวางตุ้งเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ คณะทูตได้แวะพักที่ฮ่องกง 5 วัน เพราะได้รับคำเชิญจาก จอห์น เบาริ่ง ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการอยู่ที่นั่น การพบกันครั้งนี้มาจากการที่เบาริ่งอยากทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเหอหนาน พร้อมทั้งให้คำแนะนำทูตสยามว่า
“ให้กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยามว่า กรุงสยามทุกวันนี้เป็นบ้านเมืองใหญ่กว่าแต่ก่อน มีอำนาจเสมออังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกันแล้ว ไม่ควรจะไปก้องจีน ครั้งนี้ไทยได้ทีมีเหตุไม่ควรจะไปอีกเลย”
เป็นอันว่าคณะทูตสยามชุดที่ไปจิ้มก้องครั้งสุดท้าย ออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2395 ที่สุดก็กลับมาถึงมาตุภูมิในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2397 วันรุ่งขึ้น คณะทูตเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แล้วกราบบังคมทูลตามที่ไปราชการมา ปีต่อมาสยามก็ทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ เปิดฉากการค้าเสรีของสยามอย่างเป็นทางการ
น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานบอกว่าบุคคลที่พบกับจอห์น เบาริ่ง ที่ฮ่องกงคือใคร ? และเรื่องนี้ถูกหยิบยกมาพูดอีกหรือไม่ในการเจรจาสนธิสัญญาเบาริ่งในเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 แต่เชื่อได้ว่าคำแนะนำของเบาริ่งคงถึงพระกรรณรัชกาลที่ 4 แน่ ๆ …
อ่านเพิ่มเติม :
- ไทยยกเลิก “จิ้มก้อง” กับจีน สมัยไหน?
- รัชกาลที่ 4 รับสั่ง “จิ้มก้อง” ที่ยืนยาวมาได้เพราะมีพวกเห็นแก่ “กําไร”
- “จิ้มก้อง” การค้าพาณิชย์ “ไทย-จีน” สร้างรายได้มหาศาลในช่วงต้นรัตนโกสินทร์
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. “จิ้มก้อง” การค้าพาณิชย์ “ไทย-จีน” สร้างรายได้มหาศาลในช่วงต้นรัตนโกสินทร์. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม พ.ศ. 2544.
เอริกะ มะซูดะ. นัยของ “จิ้มก้อง” ส่งทูตบรรณาการไปยังจีนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน พ.ศ. 2546.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 สิงหาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “จิ้มก้องครั้งสุดท้าย” คำแนะนำจาก “เบาริ่ง” ทำไทยเลิกระบบการค้าบรรณาการ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com