อิหร่านโจมตี “เรือขนส่งน้ำมัน” ช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียด ดันราคาทะลุ 100 ดอลลาร์
สถานการณ์ใน ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังมีรายงานการโจมตีเรือในพื้นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางกำลังฟื้นตัว ส่งผลให้ตลาดพลังงานกลับมากังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
แม้ปริมาณน้ำมันที่ส่งออกจากภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงจากการโจมตีเรือยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังเคลื่อนไหวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
อิหร่านเพิ่มโจมตีเรือ แม้ส่งออกน้ำมันเริ่มฟื้น
สถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดพลังงานจับตา หลังมีรายงานเหตุโจมตีเรือหลายครั้งในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026
ก่อนหน้านี้ การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางในเดือนกันยายนฟื้นตัวมาอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 18.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในบางช่วงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของปริมาณส่งออกไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านพลังงานจะลดลงทั้งหมด เพราะการขนส่งยังต้องผ่านเส้นทางที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง
ราคาน้ำมันเบรนท์เหนือ101 ดอลลาร์ ตลาดกังวลความเสี่ยงฮอร์มุซ
ข้อมูลตลาดในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) อยู่เหนือ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่เหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลาดกำลังประเมินปัจจัยสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ ปริมาณน้ำมันที่กลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และความเสี่ยงจากการโจมตีเรือรวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่ยุติ
หากการส่งออกดำเนินต่อได้ตามปกติ ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทาน แต่หากการโจมตีรุนแรงขึ้นจนกระทบการเดินเรือ ความเสี่ยงด้านราคาก็อาจกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีก
ค่าขนส่ง–ประกันภัยพุ่ง ต้นทุนพลังงานไม่ได้มีแค่ราคาน้ำมัน
ปัญหาสำคัญของตลาดพลังงานในขณะนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่าโลกมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ว่า จะขนส่งน้ำมันออกจากตะวันออกกลางได้ด้วยต้นทุนเท่าไร
ความเสี่ยงจากการโจมตีเรือทำให้ผู้ประกอบการเดินเรือบางส่วนลังเลที่จะนำเรือเข้าสู่พื้นที่ ส่งผลให้ค่าระวางและต้นทุนประกันภัยทางทะเลปรับสูงขึ้น แม้ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบจะเริ่มฟื้นตัว
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ต้นทุนการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังเอเชียเคยพุ่งสูงกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อวัน สะท้อนภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสำหรับผู้ขนส่งและผู้ซื้อน้ำมัน
ต้นทุนดังกล่าวอาจส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง
สหรัฐฯ–อิหร่านเจรจาไม่คืบ ปมยูเรเนียมยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ
ขณะที่สถานการณ์ด้านพลังงานยังตึงเครียด การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้
เจดี แวนซ์ (JD Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ Reuters เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่า สหรัฐฯ ยังคงเปิดทางสำหรับการบรรลุข้อตกลง แต่ต้องการให้อิหร่าน ลดขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงให้คำมั่นว่าจะดำเนินการในอนาคต
แวนซ์ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) และรัฐมนตรีต่างประเทศอับบาส อารักชี (Abbas Araqchi) ของอิหร่าน แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอำนาจตัดสินใจภายในรัฐบาลอิหร่าน
ด้านอิหร่านยังยืนยันข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า ประเทศยังคงควบคุมเส้นทางดังกล่าวและจะรักษาสถานะนี้ไว้จนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขที่ต้องการ
ความขัดแย้งที่ยังไม่มีข้อยุติทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนสงครามเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของโลก ยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงาน
น้ำมันแพงกดดันต้นทุนผลิต–ขนส่ง เสี่ยงกระทบเงินเฟ้อโลก
ผลกระทบจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันดิบ เพราะหากราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ภาระดังกล่าวอาจส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจและผู้บริโภค
สำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน โดยเฉพาะในเอเชีย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบทั้งค่าขนส่งสินค้า ค่าไฟฟ้าบางส่วน ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้าปลายทาง
หากแรงกดดันด้านพลังงานทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางหลายประเทศก็อาจต้องระมัดระวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เพราะการลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคา
จับตาฮอร์มุซ ความเสี่ยงขนส่งอาจสำคัญกว่าปริมาณน้ำมัน
ข้อมูล Reuters ระบุว่า การส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์พลังงานจากประเทศอ่าวอาหรับที่ไม่รวมอิหร่านในเดือนกันยายนฟื้นตัวสู่ระดับเฉลี่ย 19.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 81% ของระดับก่อนสงคราม โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นแรงหนุนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการโจมตีเรือยังคงอยู่ และอาจทำให้ต้นทุนขนส่งกับประกันภัยเพิ่มขึ้น แม้ปริมาณการส่งออกจะเริ่มกลับมาแล้ว
โจทย์สำคัญของตลาดน้ำมันจึงไม่ใช่เพียงว่าตะวันออกกลางผลิตและส่งออกน้ำมันได้มากเท่าไร แต่คือสามารถขนส่งน้ำมันไปถึงประเทศผู้ซื้อได้อย่างปลอดภัยและมีต้นทุนที่รับไหวหรือไม่
หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงด้านพลังงานก็อาจกดดันทั้งต้นทุนธุรกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางเศรษฐกิจโลกต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจโลกอาหรับเสียหายกว่าแสนล้านดอลลาร์
- วิกฤตพลังงานทั่วโลก ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน-ฮอร์มุซตึงเครียด จับตาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด
- ราคาน้ำมันวันนี้ 15 ก.ย. ปรับขึ้น 85 สต. ดีเซลแตะ 40.69 บาท
- ทำไม “จีน” อาจเป็นผู้ชนะเงียบบน "สงครามอิหร่าน"-สหรัฐฯ โดยไม่ต้องลงสนามรบ ?
- โลกร้อนกำลังทำให้เรา “จนลง”? เปิดวิกฤต “Climateflation” ที่ทั่วโลกกำลังเจอ