เปิดปมตีนเขา-ทางน้ำถูกขวาง ต้นเหตุภัยดินโคลนหลาก "ภูเก็ต"
วันนี้ (26 ต.ค.2569) เหตุการณ์ดินโคลนหลากที่เข้าพัดถล่มในพื้นที่ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในสังคมว่า เหตุใดเมืองท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้ จึงต้องเผชิญกับวิกฤตภัยพิบัติธรรมชาติต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแนวทางในการป้องกันยั่งยืนควรจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงพื้นที่ที่ครอบคลุมเกือบทั้งเกาะ
ในทางธรณีวิทยา รศ.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.ภูเก็ต มีความแตกต่างจากเหตุน้ำท่วมขังทั่วไป และไม่เหมือนกับเหตุการณ์ดินโคลนไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนืออย่าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย
แต่จัดอยู่ในกลุ่มภัยพิบัติทางธรณีวิทยาประเภท "การย้ายมวล" (Mass Wasting) ซึ่งมีลักษณะเป็นการเคลื่อนตัวของมวลเศษหิน ดิน โคลน และต้นไม้ที่หลากลงมาพร้อมกับกระแสน้ำป่าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีศักยภาพในการทำลายล้างสูง และสร้างความสูญเสียรุนแรงเกินกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมปกติ
ปัจจัยกระตุ้นหลักเกิดจากปริมาณฝนตกหนักสะสม โดยเฉพาะหากมีปริมาณฝนสะสมช่วง 3 วัน ในระดับ 80–100 มม. ขึ้นไป น้ำฝนจะเข้าไปซึมและสะสมในแอ่งรับน้ำบนเทือกเขา จนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัวและกัดเซาะชะล้าง ดึงเอามวลหิน ดิน และโคลนในร่องเขา พุ่งทะลักลงสู่ชุมชนเบื้องล่างอย่างฉับไว
เมื่อพิจารณาแบบจำลองพื้นที่อ่อนไหว ต่อการเกิดดินถล่มของศูนย์วิจัยวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าพื้นที่เสี่ยงภัยสูงกระจายตัวครอบคลุมทั้ง 3 อำเภอ ได้แก่ ถลาง กะทู้ และ เมืองภูเก็ต โดยเฉพาะบริเวณแนวตีนเขาทั้งหมดที่ติดกับชายหาดฝั่งทะเลอันดามัน เช่น ป่าตอง กมลา และกะรน ซึ่งเป็นฝั่งที่รับปะทะลมมรสุมและฝนตกหนักโดยตรง
รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า บริเวณตีนเขาในภูเก็ตถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งหมด และเคยมีงานวิจัยเตือนภัยล่วงหน้ามานานหลายสิบปีแล้ว
หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเกิดภัยพิบัติ ภูเก็ตเผชิญเหตุน้ำป่าและดินถล่มมาแล้วหลายครั้ง อาทิ ในปี 2544, 2546 และ 2547 บริเวณชุมชนนาใน ชุมชนกะหลิม และ ถ.ห้าสิบปี ซึ่งล้วนมีปัจจัยกระตุ้นจากการตัดลาดดินสร้างบ้านเรือน ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ และระบบระบายน้ำที่ไม่เพียงพอ
ส่วนเหตุการณ์รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2567 ในพื้นที่ ต.กะรน เมื่อมวลหินและดินโคลนทะลักจากเทือกเขานาคเกิด ทับบ้านเรือนและคนงาน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 13 คน
สาเหตุหลักที่ทำให้สิ่งปลูกสร้างและโรงแรมขยายตัวไปอัดแน่นบริเวณตีนเขา เกิดจากข้อกำหนดกฎหมายสิ่งแวดล้อมในอดีต ที่อนุญาตให้สร้างอาคารในระดับความสูง 0–40 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนระดับ 40–80 เมตรสร้างได้บางเงื่อนไข และเกิน 80 เมตรห้ามสร้างเด็ดขาด แม้วัตถุประสงค์เดิมคือการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชั้นบน
แต่ผลข้างเคียงตลอด 20–30 ปีที่ผ่านมา จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ตึกและบ้านเรือนเข้าไปอัดแน่นบริเวณตีนเขา ถมทับร่องน้ำธรรมชาติ และเปลี่ยนร่องน้ำกว้างให้เหลือเพียงท่อหรือรางระบายน้ำขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถรองรับมวลน้ำและเศษหินมหาศาลได้
นอกจากนี้ การสำรวจบนเทือกเขากมลาช่วงปี 2567 ยังพบการเปิดหน้าดิน ตัดถนน และร่องรอยดินถล่มหลายจุด ซึ่งสะสมความเสี่ยงอยู่เบื้องบน โดยที่ประชาชนเบื้องล่างไม่ทราบ
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหายั่งยืน นักวิชาการเสนอ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่
- การแก้ไขเชิงวิศวกรรมโครงสร้าง เร่งขยายระบบระบายน้ำบริเวณตีนเขาและสร้างกำแพงกันดินลดทอนแรงปะทะ
- การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. จัดการความปลอดภัยบนพื้นที่ลาดชันและพื้นที่สูง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย ให้ภาครัฐสามารถเข้าไปสร้างโครงสร้างป้องกันภัย ในเขตอุทยานหรือป่าไม้ได้อย่างถูกต้อง
- การปรับตัวตามผังเมือง โดยประชาชนและผู้ประกอบการต้องยอมรับแบบจำลองความเสี่ยง และค่อย ๆ ถอยสิ่งปลูกสร้างออกจากแนวร่องน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ ภาคใต้ฝั่งอันดามันยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีแนวโน้มฝนตกหนักต่อเนื่องในอีก 2–3 วันนี้
อ่านข่าว :
กฟผ. ลงทุน 7 หมื่นล้านเล็งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR แห่งแรกปี 2580
"พาณิชย์" หวั่นประท้วงยุโรปยืดเยื้อ กระทบกำลังซื้อ-กดดันส่งออก
น้ำท่วมภูเก็ต กระทบกว่า 100 ครัวเรือน เตือนเฝ้าระวังฝนหนักถึง 30 ต.ค.