โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TSTE ปั้นธุรกิจอาหารแตะ 1,000 ล้านใน 5 ปี ดัน Market Cap ทะลุ 10,000 ล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ตุลาคม 2569 เวลา 18.47 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

TSTE วางธุรกิจอาหารเป็น New S-Curve ตั้งเป้ายอดขาย 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี ผ่าน TSF เป็นแกนหลัก ต่อยอดศักยภาพกลุ่มธุรกิจเดิมทั้งโลจิสติกส์ น้ำมันพืชและบรรจุภัณฑ์ หวังเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดจากปัจจุบันราว 4,000 ล้านบาท สู่ระดับเกิน 10,000 ล้านบาทในระยะยาว

27 ตุลาคม 2569 นายชนะชัย ชุติมาวรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีเอสทีอี จำกัด (มหาชน) หรือ TSTE เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดทิศทางการเติบโตระยะ 5 ปี โดยมุ่งขยายธุรกิจอาหารและส่วนประกอบอาหารให้มียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของกลุ่มบริษัทให้สูงกว่า 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยใช้ธุรกิจอาหารเป็น New S-Curve ควบคู่กับการต่อยอดธุรกิจหลักที่มีอยู่เดิม เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มบริษัทในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจอาหารมีบริษัท ที เอส ฟู้ด โฮลดิ้ง จำกัด (TSF) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจทั้งการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารสำหรับผู้บริโภค รวมถึงส่วนประกอบอาหารสำหรับลูกค้าอุตสาหกรรม พร้อมวางเป้าหมายให้ธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้นและเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในอนาคต

หนึ่งในธุรกิจสำคัญคือ บริษัท เนเจอร์ เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายและผงปรุงรส ซึ่ง TSTE เข้าซื้อกิจการและมีรายได้ 456 ล้านบาทในปี 2568 โดยบริษัทมุ่งต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายส่วนประกอบอาหารรายใหญ่ในตลาดโลก ขณะเดียวกันยังขยายตลาดสินค้าแบรนด์ผู้บริโภค เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากช่องทางที่หลากหลาย

สำหรับตลาดขนมขบเคี้ยว บริษัทผลักดันแบรนด์ Koriko พร้อมขยายผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายไปสู่สาหร่ายทอด สาหร่ายย่าง และปลาแผ่นปรุงรส โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนารสชาติและเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วน TSF มีแผนผลิตปลาแผ่น Surimi เพื่อจำหน่ายทั้งภายในกลุ่มบริษัทและลูกค้าภายนอก ขณะที่บริษัท เรดดี้ ทู อีท และบริษัท เนเจอร์ เอกซ์แทรกชั่น รองรับการผลิตสินค้าให้ผู้ประกอบการและธุรกิจ Start-up ในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) รวมถึงการผลิตล็อตเล็ก เพื่อเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ทางน้ำ ท่าเรือ และคลังสินค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท TSTE มุ่งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในการให้บริการขนถ่ายสินค้าและจัดเก็บน้ำตาล พร้อมต่อยอดไปสู่สินค้าอุตสาหกรรมอื่น เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่นรีดร้อน และปุ๋ยยูเรีย รวมถึงการพัฒนาธุรกิจ Tank Farm เพื่อรองรับการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ของเหลว เช่น น้ำเชื่อม เอทานอล น้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) และน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ตลอดจนผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง HVO

ขณะที่ธุรกิจน้ำมันพืชและบรรจุภัณฑ์ยังเป็นฐานรายได้สำคัญที่สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท โดย TSTE มุ่งใช้ความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจในเครือ ทั้งการดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน (Vertical Integration) และการสนับสนุนระหว่างธุรกิจ (Horizontal Integration) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่

ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทต่อยอดการบริหารสินทรัพย์ผ่านบริษัท ทีเอสทีอี รีท แมเนจเมนท์ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. และปัจจุบันบริหารกองทรัสต์ SIRIPRT โดยมีแผนพิจารณาสินทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีที่ดินประมาณ 165 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2568 กลุ่ม TSTE มีรายได้จากการดำเนินงาน 2,612 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 155.35 ล้านบาท โดยเป็นกำไรส่วนของผู้ถือหุ้น TSTE จำนวน 141.39 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวม 6,118.57 ล้านบาท สะท้อนฐานธุรกิจที่บริษัทสามารถนำมาต่อยอดการเติบโตในระยะถัดไป

นายชนะชัยกล่าวว่า การขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อไปจะให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและส่วนประกอบอาหาร ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจหลักให้มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการเติบโตของกลุ่มบริษัท และสนับสนุนเป้าหมาย Market Cap มากกว่า 10,000 ล้านบาทในระยะยาว

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...