TSTE ปั้นธุรกิจอาหารแตะ 1,000 ล้านใน 5 ปี ดัน Market Cap ทะลุ 10,000 ล้าน
TSTE วางธุรกิจอาหารเป็น New S-Curve ตั้งเป้ายอดขาย 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี ผ่าน TSF เป็นแกนหลัก ต่อยอดศักยภาพกลุ่มธุรกิจเดิมทั้งโลจิสติกส์ น้ำมันพืชและบรรจุภัณฑ์ หวังเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดจากปัจจุบันราว 4,000 ล้านบาท สู่ระดับเกิน 10,000 ล้านบาทในระยะยาว
27 ตุลาคม 2569 นายชนะชัย ชุติมาวรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีเอสทีอี จำกัด (มหาชน) หรือ TSTE เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดทิศทางการเติบโตระยะ 5 ปี โดยมุ่งขยายธุรกิจอาหารและส่วนประกอบอาหารให้มียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของกลุ่มบริษัทให้สูงกว่า 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยใช้ธุรกิจอาหารเป็น New S-Curve ควบคู่กับการต่อยอดธุรกิจหลักที่มีอยู่เดิม เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มบริษัทในระยะยาว
กลุ่มธุรกิจอาหารมีบริษัท ที เอส ฟู้ด โฮลดิ้ง จำกัด (TSF) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจทั้งการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารสำหรับผู้บริโภค รวมถึงส่วนประกอบอาหารสำหรับลูกค้าอุตสาหกรรม พร้อมวางเป้าหมายให้ธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้นและเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในอนาคต
หนึ่งในธุรกิจสำคัญคือ บริษัท เนเจอร์ เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายและผงปรุงรส ซึ่ง TSTE เข้าซื้อกิจการและมีรายได้ 456 ล้านบาทในปี 2568 โดยบริษัทมุ่งต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายส่วนประกอบอาหารรายใหญ่ในตลาดโลก ขณะเดียวกันยังขยายตลาดสินค้าแบรนด์ผู้บริโภค เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากช่องทางที่หลากหลาย
สำหรับตลาดขนมขบเคี้ยว บริษัทผลักดันแบรนด์ Koriko พร้อมขยายผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายไปสู่สาหร่ายทอด สาหร่ายย่าง และปลาแผ่นปรุงรส โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนารสชาติและเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วน TSF มีแผนผลิตปลาแผ่น Surimi เพื่อจำหน่ายทั้งภายในกลุ่มบริษัทและลูกค้าภายนอก ขณะที่บริษัท เรดดี้ ทู อีท และบริษัท เนเจอร์ เอกซ์แทรกชั่น รองรับการผลิตสินค้าให้ผู้ประกอบการและธุรกิจ Start-up ในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) รวมถึงการผลิตล็อตเล็ก เพื่อเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ทางน้ำ ท่าเรือ และคลังสินค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท TSTE มุ่งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในการให้บริการขนถ่ายสินค้าและจัดเก็บน้ำตาล พร้อมต่อยอดไปสู่สินค้าอุตสาหกรรมอื่น เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่นรีดร้อน และปุ๋ยยูเรีย รวมถึงการพัฒนาธุรกิจ Tank Farm เพื่อรองรับการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ของเหลว เช่น น้ำเชื่อม เอทานอล น้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) และน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ตลอดจนผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง HVO
ขณะที่ธุรกิจน้ำมันพืชและบรรจุภัณฑ์ยังเป็นฐานรายได้สำคัญที่สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท โดย TSTE มุ่งใช้ความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจในเครือ ทั้งการดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน (Vertical Integration) และการสนับสนุนระหว่างธุรกิจ (Horizontal Integration) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่
ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทต่อยอดการบริหารสินทรัพย์ผ่านบริษัท ทีเอสทีอี รีท แมเนจเมนท์ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. และปัจจุบันบริหารกองทรัสต์ SIRIPRT โดยมีแผนพิจารณาสินทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีที่ดินประมาณ 165 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2568 กลุ่ม TSTE มีรายได้จากการดำเนินงาน 2,612 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 155.35 ล้านบาท โดยเป็นกำไรส่วนของผู้ถือหุ้น TSTE จำนวน 141.39 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวม 6,118.57 ล้านบาท สะท้อนฐานธุรกิจที่บริษัทสามารถนำมาต่อยอดการเติบโตในระยะถัดไป
นายชนะชัยกล่าวว่า การขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อไปจะให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและส่วนประกอบอาหาร ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจหลักให้มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการเติบโตของกลุ่มบริษัท และสนับสนุนเป้าหมาย Market Cap มากกว่า 10,000 ล้านบาทในระยะยาว