“ฝรั่งเศส” ระส่ำ! ม็อบเดือดเขย่าตลาดการเงิน นักลงทุนจับตา 3 ความเสี่ยงใหญ่
วิกฤตประท้วงฝรั่งเศสซ้ำเติมความกังวลเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะ หลังบอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบ 24 ปี ขณะที่ Moody’s คงแนวโน้มเครดิตเชิงลบ นักลงทุนจับตางบประมาณปี 2027 และผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 13.23 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สถานการณ์ความไม่สงบในฝรั่งเศสกำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินและเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังของประเทศ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและการประท้วงที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
นักลงทุนกำลังประเมินว่าความรุนแรงและการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อการเติบโต ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และความสามารถของรัฐบาลในการลดการขาดดุลงบประมาณมากเพียงใด โดยเฉพาะก่อนการชุมนุมรอบใหม่ในวันที่ 24 ตุลาคม และการนัดหยุดงานทั่วประเทศในวันที่ 5 พฤศจิกายน
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ให้คำมั่นว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำรอยการประท้วงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดการเงินยังคงจับตา 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความสามารถของรัฐบาลในการผ่านร่างงบประมาณปี 2027 ผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจและตลาดหุ้นฝรั่งเศส
ด้านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ประกาศเมื่อวันศุกร์ (23 ต.ค.) คงอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสที่ระดับ Aa3 ซึ่งยังอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้คุณภาพสูง แต่ยังคงแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นเชิงลบ (Negative Outlook)
Moody’s ระบุว่า แนวโน้มเชิงลบสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความแตกแยกทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้กระบวนการนิติบัญญัติและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลขาดประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากสถาบันทางการเมืองสามารถผลักดันมาตรการลดการขาดดุลงบประมาณได้สำเร็จ ก็อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ Moody’s ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตกลับสู่ระดับมีเสถียรภาพ
1. รัฐบาลฝรั่งเศสจะผ่านงบประมาณปี 2027 ได้หรือไม่?
ความสามารถในการผลักดันงบประมาณถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดที่นักลงทุนกำลังจับตา เนื่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณจากระดับคาดการณ์ 5.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2026 เหลือ 5% ของ GDP ในปี 2027
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวกำลังเผชิญแรงต่อต้านจากฝ่ายค้าน โดยสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดกลับมาพิจารณามาตรการด้านภาษีภายใต้ร่างงบประมาณอีกครั้งในวันที่ 27 ตุลาคม ท่ามกลางข้อกังวลว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถผลักดันมาตรการลดรายจ่ายและควบคุมการขาดดุลได้ตามเป้าหมาย
อาแลง ดูร์เร (Alain Durré) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของ Natixis CIB ระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสมีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดยอาจพิจารณาใช้มาตรา 49.3 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดทางให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายผ่านสภาโดยไม่ต้องลงมติขั้นสุดท้าย เว้นแต่ฝ่ายค้านจะสามารถผ่านญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ หรืออาจใช้กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
เขามองว่า หากรัฐบาลสามารถรักษาเป้าหมายทางการคลังได้ จะช่วยลดความวิตกกังวลและฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยแรงขายพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการปรับพอร์ตลงทุนระยะสั้นเป็นหลัก ขณะที่นักลงทุนระยะยาวจำนวนมากยังคงรอดูสถานการณ์
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี หรือ OAT ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11 เบสิสพอยต์ เมื่อวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของตลาดตราสารหนี้ยูโรโซน ขยายตัวกว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2011
ชาร์ลอตต์ เดอ มงต์เปลลิเยร์ (Charlotte de Montpellier) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ของ ING กล่าวว่าความไม่สงบที่เกิดขึ้นกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับปัญหาทางการเมืองและงบประมาณที่กดดันสินทรัพย์ฝรั่งเศสอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังตอกย้ำมุมมองว่ารัฐบาลชุดต่อไปอาจเผชิญความยากลำบากในการดำเนินการปฏิรูปและลดรายจ่ายตามความจำเป็น
ขณะที่แมทธิว ไรอัน (Matthew Ryan) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดของ Ebury ระบุว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าร่างงบประมาณปี 2027 จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ และแม้จะผ่านได้ ก็อาจต้องแลกกับการประนีประนอมทางการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจนทำให้มาตรการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่เพียงพอ
2. การประท้วงจะฉุดเศรษฐกิจฝรั่งเศสรุนแรงแค่ไหน?
ความเสี่ยงประการที่สองคือผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหากการชุมนุมยืดเยื้อจนกระทบการบริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุนของภาคเอกชน
ฝรั่งเศสมีกำหนดเผชิญการประท้วงรอบใหม่ในวันที่ 24 ตุลาคม ก่อนที่สหภาพแรงงานจะจัดการนัดหยุดงานและชุมนุมทั่วประเทศในวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยมีกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) ซึ่งเคยเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายรัฐบาลในอดีต เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการชุมนุมเพิ่มเติมด้วย
เดอ มงต์เปลลิเยร์ ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 20 ตุลาคมว่าแม้ตลาดการเงินอาจมองข้ามผลกระทบจากความไม่สงบระยะสั้นได้ แต่หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์
ก่อนเกิดเหตุความไม่สงบรอบล่าสุด ING คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศสจะขยายตัวเพียง 0.3% ในปี 2026 และ 0.6% ในปี 2027 แต่หากการประท้วงยังดำเนินต่อไป ความเชื่อมั่นลดลง หรือความตึงเครียดในตลาดการเงินเพิ่มขึ้น อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่าประมาณการดังกล่าว
บทเรียนจากการประท้วงในอดีตสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เคยประเมินว่าการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองในปี 2018 อาจทำให้อัตราการเติบโต GDP ในไตรมาส 4 ของปีดังกล่าวลดลงประมาณ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์
ขณะที่ธนาคารกลางฝรั่งเศสประเมินว่า การหยุดงานประท้วงต่อต้านการปฏิรูประบบบำนาญในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2023 ทำให้อัตราการเติบโต GDP ไตรมาสแรกของปีนั้นลดลงประมาณ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์เช่นกัน
นักเศรษฐศาสตร์ของ ING เตือนว่า เหตุการณ์รุนแรงอาจทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง นักท่องเที่ยวเลื่อนแผนการเดินทาง และภาคธุรกิจชะลอการลงทุน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ด้าน ดูร์เรจาก Natixis CIB กล่าวว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฝรั่งเศสอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อนเกิดการประท้วงรอบล่าสุด ทำให้เศรษฐกิจมีความสามารถจำกัดในการรองรับแรงกระแทกเพิ่มเติม
เขาระบุว่า นักลงทุนกำลังเผชิญสัญญาณเตือนสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความเสี่ยงที่การประท้วงยืดเยื้อจะฉุดการเติบโตของ GDP และแรงกดดันทางการเมืองที่อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถดำเนินมาตรการลดรายจ่ายที่จำเป็นได้
ทั้งสองปัจจัยอาจส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นและทำให้รัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการขาดดุลที่ 5% ของ GDP ในปี 2027
3. ธุรกิจและหุ้นกลุ่มใดเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด?
ผลกระทบจากการประท้วงเริ่มสะท้อนเข้าสู่ตลาดหุ้นฝรั่งเศส โดยดัชนี CAC 40 ปรับตัวลดลงประมาณ 4.5% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
ING ประเมินว่าธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ได้แก่ ภาคค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว ตลอดจนภาคขนส่งและโลจิสติกส์
สำหรับภาคค้าปลีก การประท้วงอาจทำให้จำนวนผู้เดินทางเข้าห้างสรรพสินค้าและร้านค้าลดลง บางแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว และสูญเสียยอดขาย ขณะที่โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยวอาจสูญเสียรายได้ที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนได้ เนื่องจากลูกค้าที่เลื่อนหรือยกเลิกการใช้บริการอาจไม่กลับมาใช้บริการในภายหลัง
ส่วนภาคขนส่งและโลจิสติกส์มีความเสี่ยงเผชิญการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งและการกระจายสินค้า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
หนึ่งในบริษัทขนาดใหญ่ที่เริ่มได้รับผลกระทบคือ Carrefour ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของฝรั่งเศส ซึ่งราคาหุ้นร่วงลงมากกว่า 14% เมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) หลังบริษัทปรับลดแนวโน้มกำไรและแผนการลงทุน โดยระบุว่าความไม่สงบและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกำลังกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค
อเล็กซองดร์ บอมปาร์ (Alexandre Bompard) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Carrefour ระบุว่าฝรั่งเศสกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ขณะเดียวกัน ING อ้างอิงข้อมูลจากเครือข่ายหอการค้าฝรั่งเศสว่า ณ วันอังคาร (20 ต.ค.) มีธุรกิจมากกว่า 2,000 แห่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุความไม่สงบ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประท้วงเท่านั้น
เควิน โทเซต์ (Kevin Thozet) ที่ปรึกษาด้านการลงทุนและกรรมการในคณะกรรมการการลงทุนของ Carmignac กล่าวว่าความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้ออาจกระทบหุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากต้นทุนเงินทุนของผู้ถือหุ้น (Cost of Equity) เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การปล่อยสินเชื่ออาจชะลอตัว และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมสินค้าหรู ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจสำคัญของฝรั่งเศส แม้บริษัทส่วนใหญ่จะสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก แต่การชุมนุมอาจกระทบยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวภายในประเทศ
ตัวอย่างเช่น LVMH เจ้าของแบรนด์สินค้าหรูระดับโลก มีรายได้จากตลาดฝรั่งเศสคิดเป็นเพียง 8% ของรายได้รวมในปี 2025 ทำให้ความเสี่ยงโดยตรงต่อรายได้รวมของบริษัทค่อนข้างจำกัด
อย่างไรก็ตามโทเซต์ ระบุว่า การประท้วงอาจกระทบยอดซื้อสินค้าปลอดภาษีของนักท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของรายได้ที่ LVMH สร้างจากตลาดฝรั่งเศส
เขายังเตือนว่า หากฝรั่งเศสต้องเผชิญภาวะสุญญากาศทางการเมืองต่อไปอีก 6 เดือน จะถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานอย่างมากสำหรับตลาดการเงิน ระบบเศรษฐกิจ และผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ ทิศทางตลาดการเงินฝรั่งเศสในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบ รักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน และผลักดันมาตรการทางการคลังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2027 ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ
อ้างอิง : www.cnbc.com