โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

พันธมิตรโบลโซนารูแห่พึ่งสหรัฐ ใช้ต่างแดนเป็นฐานเคลื่อนไหว

เดลินิวส์

อัพเดต 30 ตุลาคม 2569 เวลา 0.06 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
บุตรชายอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู เดินทางไปพำนักในสหรัฐ ท่ามกลางปัญหาทางกฎหมายในบราซิล ตามรอยพันธมิตรทางการเมืองหลายคนที่ย้ายไปต่างแดน และยังเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายสื่อและกลุ่มอนุรักษนิยม สะท้อนบทบาทของสหรัฐ ในฐานะพื้นที่รักษาอิทธิพลทางการเมืองข้ามพรมแดนของฝ่ายขวาในบราซิล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ว่าสหรัฐกำลังกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มผู้สนับสนุนนายฌาอีร์ โบลโซนารู อดีตประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งเดินทางออกจากประเทศไปพำนักในสหรัฐระหว่างเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายในบราซิล โดยบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เพียงแสวงหาที่พักพิงในต่างแดน แต่ยังใช้เครือข่ายทางการเมือง สื่อสังคมออนไลน์ และความสัมพันธ์กับกลุ่มอนุรักษนิยมอเมริกัน เพื่อรักษาอิทธิพลและเคลื่อนไหวทางการเมืองจากนอกประเทศ

กรณีล่าสุดคือ นายฟลาวิโอ โบลโซนารู วุฒิสมาชิกบราซิล ซึ่งเป็นบุตรชายของโบลโซนารู เดินทางถึงเมืองไมอามี ในรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 28 ต.ค. หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบตัดสิน เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ให้แก่ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิลคนปัจจุบัน

ฟลาวิโอเดินทางออกจากบราซิลพร้อมภรรยาและบุตรสาว 2 คน โดยผ่านอาร์เจนตินาและเอกวาดอร์ ก่อนเดินทางต่อด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปยังสหรัฐ การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นหลังศาลฎีกาบราซิลมีคำสั่ง ให้ฟลาวิโอส่งมอบหนังสือเดินทางภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีออกนอกประเทศ ท่ามกลางการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตและการฟอกเงิน ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธการกระทำผิด

ก่อนหน้านั้น ฟลาวิโอกล่าวว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลและต่อสู้คดีในประเทศ แต่ท้ายที่สุดกลับเดินทางออกจากบราซิล โดยได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐพร้อมครอบครัว หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อนุมัติวีซ่าให้ และวิจารณ์การเลือกตั้งของบราซิล ซึ่งฟลาวิโอพ่ายแพ้ให้กับลูลาไปราว 4.5 ล้านคะแนนเสียงว่า "มีการทุจริต"

เมื่อเดินทางถึงสหรัฐ ฟลาวิโอประกาศว่า ตนเองคือ "ผู้นำที่ชอบธรรม" และพร้อมจะทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลบราซิลจากต่างแดน พร้อมอ้างว่า ตนเองตกเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้งทางการเมือง และอ้างว่าการดำเนินคดีที่เผชิญอยู่เป็นความพยายามปิดกั้นเสียงของฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม คำพูดทั้งหมดของฟลาวิโอยังไม่มีหลักฐานรองรับ

ฟลาวิโอไม่ได้เป็นบุคคลแรกในเครือข่ายการเมืองโบลโซนารูที่ย้ายไปพำนักในสหรัฐ นายเอดูอาร์โด โบลโซนารู อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและน้องชายของฟลาวิโอ เดินทางไปยังสหรัฐตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นเหยื่อการกลั่นแกล้งทางการเมือง และได้รับสถานะผู้พำนักถาวรในเดือนก.ค. ปีเดียวกัน

เอดูอาร์โดเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายเช่นกัน ศาลฎีกาบราซิลพิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 4 ปี 2 เดือน จากข้อหาบีบบังคับกระบวนการยุติธรรม โดยระบุว่า จำเลยพยายามล็อบบีเจ้าหน้าที่สหรัฐให้กดดันผู้พิพากษาที่กำกับดูแลคดีความพยายามก่อรัฐประหารของบิดา และมีคำสั่งให้จับกุมเขา เมื่อเดือนต.ค. 2569

อีกคนหนึ่งคือ นายอเล็กซองเดร รามาเจม อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองบราซิลและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดินทางออกจากบราซิลไปยังสหรัฐ ผ่านกายอานาในเดือนก.ย. 2568 ขณะที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับความพยายามพลิกผลการเลือกตั้ง เมื่อปี 2565

รามาเจมเดินทางถึงสหรัฐในวันที่ถูกพิพากษาลงโทษ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐควบคุมตัวเขาที่รัฐฟลอริดา เมื่อเดือนเม.ย. 2569 ก่อนปล่อยตัวในอีกสองวันถัดมา โดยพันธมิตรของรามาเจมระบุว่า ได้ยื่นขอลี้ภัยแล้ว

นอกจากนี้ นายอัลลัน ดอส ซานโตส ผู้แสดงความเห็นทางการเมืองแนวอนุรักษนิยม และนายเปาโล ฟิเกเรโด ผู้จัดรายการพอดแคสต์ ซึ่งต่างเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายในบราซิล ก็สร้างฐานผู้ติดตามและช่องทางสื่อสารในสหรัฐเช่นกัน

กรณีของบุคคลเหล่านี้มีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่สะท้อนแนวโน้มที่สหรัฐไม่ได้เป็นเพียงสถานที่หลบภัยสำหรับพันธมิตรของโบลโซนารูเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่สำหรับรักษาอิทธิพลทางการเมือง เชื่อมโยงกับบุคคลสำคัญในกลุ่มอนุรักษนิยมอเมริกัน และระดมการสนับสนุนจากชาวบราซิลในต่างแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างซึ่งสะท้อนว่า การลี้ภัยทางการเมืองในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากสังคมและการเมืองเหมือนในอดีตอีกต่อไป สื่อสังคมออนไลน์และเครือข่ายสื่อทำให้บุคคลที่พำนักอยู่ต่างประเทศยังสามารถสร้างอิทธิพลและขยายบทบาททางการเมืองข้ามพรมแดนได้

สำหรับฟลาวิโอ การย้ายไปสหรัฐยังเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เนื่องจากวาระวุฒิสมาชิกของเจ้าตัวจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค. 2570 ซึ่งจะทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี ขณะเดียวกัน ฟลาวิโอยังอยู่ระหว่างถูกสอบสวนในคดีทุจริต ที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของตัวเอง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของการเมืองฝ่ายขวาในลาตินอเมริกา ซึ่งเครือข่ายบุคคลและผู้สนับสนุนสามารถดำเนินกิจกรรมจากต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสหรัฐเป็นทั้งที่พำนัก แหล่งเชื่อมโยงทางการเมือง และพื้นที่เผยแพร่แนวคิด แม้บุคคลเหล่านั้นจะเผชิญข้อกล่าวหาหรือคดีความในประเทศบ้านเกิดก็ตาม.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...