"วัส ติงสมิตร "แจงข้อกม. "ทักษิณ" ร้องขอใช้สิทธินิรโทษฯ "ชนกำแพงตัน" ติดล็อกคำพูดตัวเอง เคยกราบบังคมทูล "ทำผิดคดีทุจริต" !??
วันที่ 13 ตุลาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสตืข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มหากาพย์การเมืองและข้อกฎหมาย: เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ยื่นคำร้องขอพ้นผิดใต้ร่ม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 สังคมไทยต้องจับตากลุ่มอำนาจและกระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง เมื่อมีรายงานข่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เพื่อขอให้วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตาม พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จากปมความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตคำร้องฉบับนี้จุดประกายข้อถกเถียงทางกฎหมายอันเข้มข้นว่า ท้ายที่สุดแล้วคดีความของอดีตผู้นำประเทศจะสามารถใช้ช่องทางกฎหมายฉบับนี้ นิรโทษกรรมได้ทั้งหมดจริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญกันครับ 1.เปิดสาระสำคัญในคำร้องของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในคำร้องที่ยื่นต่อประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน) นายทักษิณได้ยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่: 1)คุณสมบัติและการเข้ามาสู่อำนาจ: อ้างถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนจะถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19–20 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองและคดีความต่างๆ 2)การอ้างอิงบัญชีท้าย พ.ร.บ. และ ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ(Fruit of the Poisonous Tree): อ้างว่ากระบวนการดำเนินคดีและคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หลายคดี (รวมถึงคดีริบทรัพย์สิน ตามคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553) มีความเกี่ยวพันกับ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ฉบับที่ 30) ซึ่งถูกบรรจุไว้ในบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ในลำดับที่ 29 จึงถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ 3)การอ้างว่าไม่มีคดีใดที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายทักษิณกระทำความผิดฐานทุจริต หรือ ประพฤติมิชอบ: ไม่จะเป็นคดีริบทรัพย์สิน 46,373,687,554.70 บาท (คดี อม.1/2553) หรือคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี (คดี อม.4/2551, อม.5/2551 และ อม.10/2552) แต่ปรากฏว่า ขณะขอพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 นายทักษิณได้กราบบังคมทูลว่า ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาว่าตนกระทำความผิด 3 คดี ได้แก่ความผิดต่อหน้าที่ราชการ (คดี อม.4/2551) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ (คดี อม.10/2552) รวมทั้งความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ (คดี อม.5/2551) ด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ตนยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด และขอรับโทษตามคำพิพากษา คำร้องของนายทักษิณที่ขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัยชี้ขาดการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จึงขัดหรือแย้งต่อคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 อย่างเห็นได้ชัด 2.มุมมองทางกฎหมาย: ทำไมคดีทุจริตจึง “ชนกำแพงตัน” ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้? แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องให้คณะกรรมการฯ พิจารณาตามช่องทางของมาตรา 6 (2) ได้ แต่เมื่อพิจารณาจากตัวบทกฎหมายอย่างรอบด้านแล้ว กลับพบอุปสรรคข้อกฎหมายที่สำคัญยิ่ง ซึ่งทำให้การขอรับนิรโทษกรรมในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดี อม.4/2551, อม.5/2551 และ อม.10/2552) เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ: 1)ติดล็อกข้อยกเว้นเด็ดขาดตาม “มาตรา 3”: พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติไว้ใน มาตรา 3 อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิด (1)ฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ (2) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (3) ที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (4) ต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้ง 3 คดีหลักแล้ว จะเห็นได้ว่าความผิดที่นายทักษิณกระทำล้วนแล้วแต่เป็นความผิดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตหรือประพฤติมิชอบ นายทักษิณจึงถูกตัดสิทธิจากการได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมายนี้โดยเด็ดขาด 2)การกระทำที่ได้รับประโยชน์: การกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ (มาตรา 7) 3)เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย: หากศึกษาจากหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ เจตนารมณ์หลักมุ่งเน้นไปที่การเยียวยา "ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้บังคับกฎหมายควบคุมการชุมนุมและการปะทะกันทางกายภาพ" ในช่วงความขัดแย้งเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ให้พ้นจากความรับผิดตามกฎหมายและปราศจากมลทินมัวหมอง มิได้มีเจตนารมณ์ให้ครอบคลุมไปถึงการนิรโทษกรรมในคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ประการใด บทสรุปทิ้งท้าย แม้ตาม มาตรา 6 (1) จะให้อำนาจคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขในการวินิจฉัยชี้ขาดและให้คำวินิจฉัยนั้นถือเป็นที่สุด แต่คณะกรรมการฯ จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายแม่บทอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบทบัญญัติห้ามมิให้นิรโทษกรรมคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบตามมาตรา 3 ดังนั้น คำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร จึงถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาชิ้นสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามใช้กลไกกฎหมายความปรองดอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญหน้ากับหลักนิติธรรมและข้อจำกัดทางกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างรัดกุม ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าลีลาและพฤติกรรมทางการเมืองนั้นยากที่จะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แม้จะก้าวเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัยแล้วก็ตาม วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 13/10/69 #พ.ร.บ.สันติสุข2569 #ทักษิณชินวัตร #นิรโทษกรรมคดีการเมือง #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข #กระบวนการยุติธรรม #วัสติงสมิตร