2030 จุดชี้ชะตาโลก! ร้อนขึ้น-น้ำท่วม-คนต้องอพยพ
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ ความน่ากลัว! กำลังก้าวมาสู่โลกของเรา
ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า หากโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเฉียบพลัน วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยมี 3 ช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ ปี 2030, 2050 และ 2100
ในปี 2030 ซึ่งถูกยกให้เป็น "เส้นตายของสภาพภูมิอากาศ" หรือ Climate Deadline นานาชาติต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 45% แต่จากสถานการณ์จริงมีแนวโน้มจะเลวร้ายลง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพดานอันตรายที่นานาชาติตั้งเป้าจะควบคุมไว้ไม่ให้เกิน ขณะเดียวกัน สภาพอากาศสุดขั้วจะเกิดถี่ขึ้น ทั้งภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนที่รุนแรง และน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดบ่อยกว่าเดิมจนกลายเป็นเรื่องปกติ
ผลกระทบยังลุกลามไปถึงความมั่นคงทางอาหาร โดยผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกเริ่มลดลงจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ขณะที่วิกฤตสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายก็เพิ่มสูงขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO คาดว่าโรคติดต่อ เช่น มาลาเรีย ท้องร่วง ภาวะขาดสารอาหาร และโรคลมแดด หรือ Heatstroke จะคร่าชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และค่าใช้จ่ายด้านการสาธารณสุขทั่วโลกจะสูงถึง 2,000 - 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
เมื่อเข้าสู่ปี 2050 โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความสูญเสียและการอพยพ หรือ The Era of Displacement หากโลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero ได้ภายในช่วงนี้ อุณหภูมิโลกอาจสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส หากยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปัจจุบัน
ธารน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำทะเลหนุนสูงจนเมืองชายฝั่งขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ เสี่ยงต่อการจมน้ำถาวรหรือน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น ขณะที่ประชากรมากกว่า 3 ใน 4 ของโลก หรือราว 75% จะต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรง และธารน้ำแข็งใน 1 ใน 3 ของพื้นที่ปัจจุบันจะละลายหายไปจนหมดสิ้น
สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การอพยพด้านภูมิอากาศ โดยผู้คนมากกว่า 200 ล้านคนอาจต้องย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากบ้านเรือนเดิมไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ประชากรกว่า 3,800 ล้านคนจะต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่รุนแรงและเป็นอันตราย ส่วนระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นโดยประมาณ 0.25 - 0.30 เมตร ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและเกาะต่ำเสี่ยงจมน้ำ
ด้านเศรษฐกิจ รายงานกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ระบุว่า วิกฤตนี้จะทำให้ GDP โลกลดลงทันที 4% ต่อปี และบีบบังคับให้ประชากรโลกมากกว่า 1,000 ล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน กลายเป็นผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ
ส่วนในปี 2100 โลกอาจเผชิญกับหายนะขั้นสุดและการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างถาวร จนกลายเป็นโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หรือ The Uninhabitable Earth โดยอุณหภูมิโลกอาจพุ่งสูงขึ้น 2.6 ถึงมากกว่า 4 องศาเซลเซียส ซึ่งจะกระตุ้น "จุดพลิกผันตามธรรมชาติ" หรือ Tipping Point เช่น ป่าฝนอเมซอนล่มสลาย และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือ Permafrost ละลาย ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาเร่งให้โลกร้อนขึ้นเองโดยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป โดยเกาะและเมืองชายฝั่งอาจหายไปจากแผนที่ โดยระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.1 เมตร หรือสูงกว่านั้นหากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด ประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก เช่น ตูวาลู มัลดีฟส์ รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างกรุงเทพมหานคร อาจถูกน้ำทะเลท่วมอย่างถาวร ขณะที่สิ่งมีชีวิตมากกว่า 1 ล้านสายพันธุ์จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างสิ้นเชิง
ด้านเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความเสียหายอย่างรุนแรง โดย GDP โลกจะหดตัวลงถึง 20% ซึ่งใกล้เคียงกับความเสียหายในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ Great Depression ในอดีต ขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนจะกว้างขึ้นจนนำไปสู่สงครามแย่งชิงทรัพยากร
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า คำกล่าวถึงสภาวะ "Terrible" หรือ "เลวร้ายมาก" อาจไม่ได้เกินจริง เพราะหมายถึงการล่มสลายของระบบนิเวศ ความอดอยาก และความล้มเหลวทางเศรษฐกิจที่มนุษยชาติไม่เคยพบเจอมาก่อน ขณะที่ความรุนแรงของวิกฤตทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับว่าโลกจะสามารถหยุดยั้งการปล่อยคาร์บอนได้เร็วแค่ไหนในปัจจุบัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- 21-27 ก.ย.นี้ ไทยยังฝนตกเกือบทุกวัน ส่วนไต้ฝุ่น “ตู้เจวียน” ไม่เข้าไทย
- อุตุฯ เตือนพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยวันที่ 21 ก.ย. 69
- อุตุฯ เตือน 49 จังหวัด เจอฝนตกหนัก-หนักมาก เช็กเลยพื้นที่ไหนเสี่ยงบ้าง?
- GISTDA เปิดข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง จับตา 3 ภูมิภาค
- ไทยเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้ว “ภัยแล้ง-น้ำท่วม”