โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2030 จุดชี้ชะตาโลก! ร้อนขึ้น-น้ำท่วม-คนต้องอพยพ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ดร.สนธิ” เผย “วิกฤตโลกร้อน” อาจทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง หากโลกไม่เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2030, 2050 และ 2100 อุณหภูมิสูงขึ้น ภัยแล้ง คลื่นความร้อน น้ำท่วม และระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น อาจกระทบอาหาร น้ำ สุขภาพ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ ความน่ากลัว! กำลังก้าวมาสู่โลกของเรา

ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า หากโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเฉียบพลัน วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยมี 3 ช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ ปี 2030, 2050 และ 2100

ในปี 2030 ซึ่งถูกยกให้เป็น "เส้นตายของสภาพภูมิอากาศ" หรือ Climate Deadline นานาชาติต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 45% แต่จากสถานการณ์จริงมีแนวโน้มจะเลวร้ายลง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพดานอันตรายที่นานาชาติตั้งเป้าจะควบคุมไว้ไม่ให้เกิน ขณะเดียวกัน สภาพอากาศสุดขั้วจะเกิดถี่ขึ้น ทั้งภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนที่รุนแรง และน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดบ่อยกว่าเดิมจนกลายเป็นเรื่องปกติ

ผลกระทบยังลุกลามไปถึงความมั่นคงทางอาหาร โดยผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกเริ่มลดลงจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ขณะที่วิกฤตสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายก็เพิ่มสูงขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO คาดว่าโรคติดต่อ เช่น มาลาเรีย ท้องร่วง ภาวะขาดสารอาหาร และโรคลมแดด หรือ Heatstroke จะคร่าชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และค่าใช้จ่ายด้านการสาธารณสุขทั่วโลกจะสูงถึง 2,000 - 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

เมื่อเข้าสู่ปี 2050 โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความสูญเสียและการอพยพ หรือ The Era of Displacement หากโลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero ได้ภายในช่วงนี้ อุณหภูมิโลกอาจสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส หากยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปัจจุบัน

ธารน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำทะเลหนุนสูงจนเมืองชายฝั่งขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ เสี่ยงต่อการจมน้ำถาวรหรือน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น ขณะที่ประชากรมากกว่า 3 ใน 4 ของโลก หรือราว 75% จะต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรง และธารน้ำแข็งใน 1 ใน 3 ของพื้นที่ปัจจุบันจะละลายหายไปจนหมดสิ้น

สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การอพยพด้านภูมิอากาศ โดยผู้คนมากกว่า 200 ล้านคนอาจต้องย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากบ้านเรือนเดิมไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ประชากรกว่า 3,800 ล้านคนจะต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่รุนแรงและเป็นอันตราย ส่วนระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นโดยประมาณ 0.25 - 0.30 เมตร ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและเกาะต่ำเสี่ยงจมน้ำ

ด้านเศรษฐกิจ รายงานกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ระบุว่า วิกฤตนี้จะทำให้ GDP โลกลดลงทันที 4% ต่อปี และบีบบังคับให้ประชากรโลกมากกว่า 1,000 ล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน กลายเป็นผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ

ส่วนในปี 2100 โลกอาจเผชิญกับหายนะขั้นสุดและการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างถาวร จนกลายเป็นโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หรือ The Uninhabitable Earth โดยอุณหภูมิโลกอาจพุ่งสูงขึ้น 2.6 ถึงมากกว่า 4 องศาเซลเซียส ซึ่งจะกระตุ้น "จุดพลิกผันตามธรรมชาติ" หรือ Tipping Point เช่น ป่าฝนอเมซอนล่มสลาย และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือ Permafrost ละลาย ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาเร่งให้โลกร้อนขึ้นเองโดยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป โดยเกาะและเมืองชายฝั่งอาจหายไปจากแผนที่ โดยระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.1 เมตร หรือสูงกว่านั้นหากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด ประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก เช่น ตูวาลู มัลดีฟส์ รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างกรุงเทพมหานคร อาจถูกน้ำทะเลท่วมอย่างถาวร ขณะที่สิ่งมีชีวิตมากกว่า 1 ล้านสายพันธุ์จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างสิ้นเชิง

ด้านเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความเสียหายอย่างรุนแรง โดย GDP โลกจะหดตัวลงถึง 20% ซึ่งใกล้เคียงกับความเสียหายในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ Great Depression ในอดีต ขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนจะกว้างขึ้นจนนำไปสู่สงครามแย่งชิงทรัพยากร

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า คำกล่าวถึงสภาวะ "Terrible" หรือ "เลวร้ายมาก" อาจไม่ได้เกินจริง เพราะหมายถึงการล่มสลายของระบบนิเวศ ความอดอยาก และความล้มเหลวทางเศรษฐกิจที่มนุษยชาติไม่เคยพบเจอมาก่อน ขณะที่ความรุนแรงของวิกฤตทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับว่าโลกจะสามารถหยุดยั้งการปล่อยคาร์บอนได้เร็วแค่ไหนในปัจจุบัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...