โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดผู้ชนะ-ผู้แพ้ “เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026” เดโมแครตพลิกชัยครั้งประวัติศาสตร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 21.34 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

CNN เปิดบทวิเคราะห์ผู้ชนะและผู้แพ้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ หลังเดโมแครตคว้าชัยครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่ทรัมป์เผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 04.10 น. สำนักข่าว CNN เผยแพร่บทวิเคราะห์โดย Aaron Blake เรื่อง The biggest winners and losers of the 2026 midterm elections ประเมินบุคคลและกลุ่มการเมืองที่ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์จากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ขณะที่พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญความพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างหนัก

แม้การนับคะแนนในบางพื้นที่ยังไม่เสร็จสิ้น แต่ CNN วิเคราะห์ ว่า ผลการเลือกตั้งโดยรวมสะท้อนชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคเดโมแครต และเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งเหลือวาระการดำรงตำแหน่งอีกประมาณ 2 ปี

ผลการเลือกตั้งยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายรัฐที่เดิมถือเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะรัฐเท็กซัสและรัฐทางตอนใต้ ขณะที่บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ของพรรค กำลังเผชิญคำถามเกี่ยวกับอิทธิพลทางการเมืองของตนเอง

กลุ่มผู้ชนะ: เดโมแครตขยายฐานเสียง สร้างนักการเมืองดาวรุ่ง

1. นักการเมืองผิวดำสร้างประวัติศาสตร์ ขยายบทบาททางการเมือง

CNN วิเคราะห์ว่าหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการเพิ่มขึ้นของอำนาจทางการเมืองของนักการเมืองผิวดำในสหรัฐ

ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สหรัฐเคยมีผู้ว่าการรัฐผิวดำที่ได้รับเลือกตั้งเพียง 3 คน แต่ผลการเลือกตั้งปี 2026 ทำให้ในปีหน้าจะมีผู้ว่าการรัฐผิวดำดำรงตำแหน่งพร้อมกันถึง 5 คน

บุคคลสำคัญที่ได้รับชัยชนะ ได้แก่ Byron Donalds จากพรรครีพับลิกันในรัฐฟลอริดา, David Crowley จากพรรคเดโมแครตในรัฐวิสคอนซิน, Aaron Ford จากพรรคเดโมแครตในรัฐเนวาดา และ Keisha Lance Bottoms จากพรรคเดโมแครตในรัฐจอร์เจีย โดย Lance Bottoms จะกลายเป็นผู้ว่าการรัฐหญิงผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

CNN ยังมองว่าการเพิ่มขึ้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวดำที่ออกมาใช้สิทธิเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ

ขณะเดียวกันการแข่งขันวุฒิสภาในรัฐมิสซิสซิปปีได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจาก Scott Colom ผู้สมัครพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นชาวผิวดำ มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หากสามารถเอาชนะ Cindy Hyde-Smith สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันได้

2. กลุ่มฝ่ายซ้ายที่ใช้ศาสนาเป็นจุดแข็งในการหาเสียง

CNN ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักการเมืองพรรคเดโมแครตซึ่งใช้ความเชื่อทางศาสนาในการสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตัวอย่างสำคัญ คือAdam Hamilton ว่าที่สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐแคนซัส ซึ่งเป็นศิษยาภิบาล และ James Talarico ว่าที่สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐเท็กซัส ซึ่งมักอ้างอิงหลักคำสอนและความเชื่อทางศาสนาระหว่างการหาเสียง ทั้งสองคนได้รับคะแนนเสียงสูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง

CNN วิเคราะห์ว่าความสำเร็จดังกล่าวอาจทำให้พรรคเดโมแครตให้ความสนใจผู้สมัครที่สามารถสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งผ่านประเด็นศาสนาและคุณค่าทางสังคมมากขึ้นในอนาคต

3. Jon Ossoff ชนะเลือกตั้งท่วมท้น เสริมโอกาสชิงประธานาธิบดีปี 2028

Jon Ossoff สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐจอร์เจีย ถือเป็นหนึ่งในนักการเมืองเดโมแครตที่ได้รับชัยชนะอย่างโดดเด่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาชนะการเลือกตั้งอีกสมัยด้วยคะแนนนำคู่แข่งถึง 18 จุดเปอร์เซ็นต์ ในรัฐที่มีการแข่งขันทางการเมืองค่อนข้างสูสี

CNN มองว่า ผลการเลือกตั้งดังกล่าวช่วยยกระดับสถานะของ Ossoff ในฐานะนักการเมืองดาวรุ่งที่อาจมีบทบาทสำคัญในระดับประเทศ

นอกจากนี้ชัยชนะของ Keisha Lance Bottoms ในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ยังช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองสำหรับ Ossoff หากเขาตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028 เนื่องจากจะไม่มีผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกันเป็นผู้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน หากเกิดตำแหน่งว่างตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

4. เดโมแครตพลิกชนะรัฐเท็กซัส ทำลายฐานเสียงสำคัญรีพับลิกัน

รัฐเท็กซัสเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับรัฐที่สำคัญได้ James Talarico ผู้สมัครวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต เอาชนะ Ken Paxton อัยการสูงสุดรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน

โดยมีคะแนนนำประมาณ 12 จุดเปอร์เซ็นต์ ผลการเลือกตั้งดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากพรรคเดโมแครตไม่เคยชนะการเลือกตั้งระดับรัฐทั่วทั้งเท็กซัสมาตั้งแต่ปี 1994 ขณะเดียวกัน Gina Hinojosa ผู้สมัครพรรคเดโมแครต ยังเอาชนะ Greg Abbott ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกันที่ดำรงตำแหน่งมาแล้ว 3 สมัย

CNN วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของเดโมแครตในเท็กซัสอาจส่งผลต่อสมการการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอนาคต หากพรรคสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในรัฐแห่งนี้ไว้ได้ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งเดียวไม่ได้รับประกันว่าเท็กซัสจะเปลี่ยนเป็นฐานเสียงถาวรของพรรคเดโมแครต

5. เดโมแครตเพิ่มอำนาจในรัฐบาลระดับรัฐ

CNN อ้างอิงข้อมูลจาก Daniel Nichanian แห่งนิตยสาร Bolts ว่า พรรคเดโมแครตสามารถเพิ่มจำนวนรัฐที่พรรคควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างน้อย 6 รัฐ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ พรรครีพับลิกันมีข้อได้เปรียบในการควบคุมรัฐบาลระดับรัฐหลายแห่ง

การที่เดโมแครตขยายอำนาจในระดับรัฐอาจส่งผลต่อการกำหนดนโยบายภายในรัฐ การออกกฎหมาย และกระบวนการกำหนดเขตเลือกตั้งในอนาคต

6. ฝ่ายเสรีนิยมในศาลฎีกาอาจได้รับประโยชน์จากเสียงข้างมากเดโมแครตในวุฒิสภา

อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการที่พรรคเดโมแครตได้รับเสียงข้างมากในวุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ

CNN วิเคราะห์ว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตอาจทำให้พรรครีพับลิกันเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันการแต่งตั้งผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม หากมีตำแหน่งว่างเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกรณีของ Samuel Alito และ Clarence Thomas ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาสายอนุรักษนิยม

Ron DeSantis ผู้ว่าการรัฐฟลอริดาจากพรรครีพับลิกัน แสดงความเห็นว่าโอกาสที่พรรครีพับลิกันจะสามารถผลักดันการแต่งตั้งผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมเพิ่มเติมอาจต้องรอไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2030

7. Ron DeSantis ได้จังหวะสร้างบทบาทใหม่ในพรรครีพับลิกัน

แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกัน แต่ CNN มองว่าRon DeSantis อาจได้รับประโยชน์ทางการเมืองในระยะยาว เนื่องจากฟลอริดาเป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐที่พรรครีพับลิกันยังสามารถรักษาชัยชนะสำคัญไว้ได้ ขณะที่ DeSantis เริ่มแสดงจุดยืนที่แตกต่างจากทรัมป์มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

CNN วิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจทำให้พรรครีพับลิกันพิจารณาผู้สมัครประธานาธิบดีปี 2028 จากนอกคณะรัฐบาลทรัมป์ มากกว่าการจำกัดตัวเลือกอยู่ที่ JD Vance รองประธานาธิบดี หรือ Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศ

นอกจากนี้ Brian Kemp ผู้ว่าการรัฐจอร์เจียที่กำลังพ้นตำแหน่ง ยังเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับแนวทางการเมืองของทรัมป์น้อยกว่า

8. ทนายความในวอชิงตันอาจมีบทบาทเพิ่มขึ้น หลังเดโมแครตเตรียมสอบสวนรัฐบาลทรัมป์

CNN ยังระบุว่ากลุ่มทนายความในกรุงวอชิงตันอาจได้รับประโยชน์จากการที่พรรคเดโมแครตเข้าควบคุมสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มเพิ่มการตรวจสอบประเด็นจริยธรรม การใช้อำนาจ และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทรัมป์

Robert Garcia สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเตรียมรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการตรวจสอบและกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ส่งสัญญาณถึงแนวทางดังกล่าวด้วยข้อความสั้น ๆ ว่า “Lawyer up” หรือ “เตรียมทนายความให้พร้อม”

CNN มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์จะเผชิญกระบวนการตรวจสอบและการสอบสวนจากสภาคองเกรสเพิ่มขึ้น

กลุ่มผู้แพ้: ทรัมป์และฐานอำนาจรีพับลิกันเผชิญแรงกดดัน

1. Donald Trump เผชิญความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่

CNN วิเคราะห์ว่าทรัมป์เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองมากที่สุดจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ เนื่องจากเขามีบทบาทอย่างมากในการกำหนดยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรครีพับลิกัน และทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกเชื่อมโยงกับผลงานของรัฐบาลโดยตรง ประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการแข่งขัน ได้แก่ นโยบายภาษีนำเข้า สงครามอิหร่าน และปัญหาค่าครองชีพของประชาชน

CNN มองว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลย้อนกลับต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนไม่พอใจต่อราคาสินค้าและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ทรัมป์ยังมีบทบาทสนับสนุนผู้สมัครบางรายในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรค ซึ่งท้ายที่สุดกลับพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป ผลการเลือกตั้งจึงทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญข้อจำกัดทางการเมืองเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

2. JD Vance ถูกผูกติดกับผลงานรัฐบาลทรัมป์

แม้ JD Vance จะเริ่มแสดงจุดยืนที่แตกต่างจากทรัมป์เกี่ยวกับสงครามอิหร่านและความสัมพันธ์กับอิสราเอลแต่ CNN วิเคราะห์ว่าเขายังคงเผชิญความท้าทายอย่างหนัก

เนื่องจาก Vance เป็นรองประธานาธิบดีในรัฐบาลชุดเดียวกัน และไม่สามารถแยกตัวออกจากความรับผิดชอบทางการเมืองต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้อย่างสมบูรณ์

CNN มองว่าความพยายามสร้างความแตกต่างจากทรัมป์อาจมีข้อจำกัด เพราะทรัมป์เองอาจไม่ต้องการให้รองประธานาธิบดีออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสำคัญของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อโอกาสของ Vance หากตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028

3. Elon Musk ทุ่มเงินสนับสนุนรีพับลิกัน แต่ผู้สมัครหลายรายพ่ายแพ้

Elon Musk มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ CNN จัดอยู่ในกลุ่มผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งนี้CNN ระบุว่า Musk ใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สนับสนุนพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะการแข่งขันวุฒิสภาในรัฐเท็กซัส ซึ่งท้ายที่สุดผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันกลับพ่ายแพ้

CNN วิเคราะห์ว่า การสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากของ Musk อาจกลายเป็นประเด็นที่พรรคเดโมแครตนำมาใช้โจมตีคู่แข่ง โดยเชื่อมโยงผู้สมัครรีพับลิกันกับอิทธิพลของมหาเศรษฐี สถานการณ์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับการแข่งขันเลือกตั้งผู้พิพากษาศาลฎีการัฐวิสคอนซินเมื่อปี 2025 ซึ่งเงินสนับสนุนจาก Musk กลายเป็นประเด็นถกเถียงทางการเมือง

นอกจากนี้ Musk ยังย้ายสำนักงานใหญ่ Tesla ไปยังรัฐเท็กซัสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผลการเลือกตั้งล่าสุดทำให้รัฐดังกล่าวเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต

4. นโยบายภาษีนำเข้าทรัมป์ถูกตั้งคำถาม หลังประชาชนไม่พอใจค่าครองชีพ

CNN วิเคราะห์ว่านโยบายภาษีนำเข้าถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งนี้

แม้ในช่วงแรกผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนจะเปิดรับแนวคิดการใช้ภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่การดำเนินนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งสร้างความไม่แน่นอนแก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค

CNN อ้างถึงผลการศึกษาล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ว่า ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมในปี 2025 อาจปรับตัวลดลงได้มากกว่าที่เกิดขึ้นจริง หากไม่มีการใช้มาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์ ผลการศึกษาดังกล่าวสนับสนุนข้อถกเถียงว่า ภาษีนำเข้าอาจมีส่วนเพิ่มต้นทุนสินค้าและสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน

5. Mike Johnson เตรียมลงจากตำแหน่งผู้นำรีพับลิกันในสภาล่าง

Mike Johnson ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Johnson ยืนยันมาอย่างต่อเนื่องว่า ผลสำรวจความคิดเห็นอาจไม่สะท้อนคะแนนเสียงที่แท้จริง และพรรครีพับลิกันยังมีโอกาสรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งกลับสวนทางกับคำประเมินดังกล่าวอย่างชัดเจน

CNN ระบุว่า Johnson จะไม่ลงสมัครดำรงตำแหน่งผู้นำเสียงข้างน้อยของพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้พรรคต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกผู้นำคนใหม่

6. กลุ่มรีพับลิกันที่ไม่เชื่อผลโพลประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

ก่อนการเลือกตั้ง นักการเมืองและผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันหลายคนเชื่อว่าผลสำรวจความคิดเห็นประเมินฐานเสียงของทรัมป์ต่ำกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตามCNN ระบุว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้กลับแสดงให้เห็นว่าในหลายพื้นที่ ผลสำรวจประเมินคะแนนของพรรคเดโมแครตต่ำกว่าผลคะแนนจริง ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้กลุ่มการเมืองที่เคยปฏิเสธความน่าเชื่อถือของผลสำรวจความคิดเห็นต้องเผชิญคำถามเกี่ยวกับการประเมินสถานการณ์เลือกตั้ง

7. ยุทธศาสตร์แบ่งเขตเลือกตั้งรีพับลิกันอาจไม่ประสบความสำเร็จ

CNN วิเคราะห์ว่าความพยายามของพรรครีพับลิกันในการปรับเขตเลือกตั้งระหว่างรอบการแบ่งเขตปกติ หรือ Mid-Decade Redistricting เพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการเมือง อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง

ตัวอย่างเช่น ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญความเสี่ยงพ่ายแพ้หรือมีคะแนนตามหลังใน 10 จากทั้งหมด 14 เขตเลือกตั้ง นอกจากนี้พรรครีพับลิกันยังมีแนวโน้มไม่สามารถคว้าชัยชนะในเขตเลือกตั้งใหม่ที่พยายามสร้างความได้เปรียบไว้จำนวน 5 เขตในเท็กซัส และ 4 เขตในฟลอริดา

CNN มองว่าความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการแข่งขันในปี 2028 เนื่องจากเดโมแครตที่สามารถควบคุมรัฐบาลระดับรัฐเพิ่มขึ้นอาจมีโอกาสใช้อำนาจในการปรับเขตเลือกตั้งเช่นกัน

8. รีพับลิกันเผชิญความพ่ายแพ้หนักที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ยุควอเตอร์เกต

CNN ระบุว่า การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 อาจกลายเป็นหนึ่งในความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งกลางเทอม นับตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์วอเตอร์เกต โดยอ้างอิงการประเมินจาก The Economist ว่า พรรคเดโมแครตอาจได้รับคะแนน Popular Vote หรือคะแนนเสียงรวมทั่วประเทศมากกว่าพรรครีพับลิกันประมาณ 13 จุดเปอร์เซ็นต์

หากตัวเลขดังกล่าวได้รับการยืนยัน จะเป็นส่วนต่างคะแนนเสียงรวมที่สูงที่สุดสำหรับพรรคการเมืองหนึ่งในการเลือกตั้งกลางเทอมนับตั้งแต่ปี 1976 การเปรียบเทียบดังกล่าวสะท้อนขนาดของความพ่ายแพ้เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญในอดีต เช่น ปี 1994, 2006 และ 2010 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินในระหว่างที่การนับคะแนนบางพื้นที่ไม่เสร็จสิ้น

9. ผู้สมัครรีพับลิกันหลายรายพ่ายแพ้หนัก แม้อยู่ในรัฐฐานเสียงอนุรักษนิยม

CNN ระบุว่า ผู้สมัครพรรครีพับลิกันหลายรายได้รับคะแนนเสียงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะลงแข่งขันในรัฐที่ทรัมป์เคยได้รับคะแนนสนับสนุนสูง

Darline Graham วุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและความพร้อมในการดำรงตำแหน่ง ก่อนพ่ายแพ้ต่อ Annie Andrews จากพรรคเดโมแครต

ขณะที่Roger Marshall ผู้สมัครจากรัฐแคนซัส มีปัญหาด้านการระดมทุนและการจัดการหาเสียง ก่อนพ่ายแพ้ด้วยคะแนนตามหลังประมาณ 5 จุดเปอร์เซ็นต์ แม้รัฐดังกล่าวเคยให้คะแนนทรัมป์นำคู่แข่งถึง 16 จุดเปอร์เซ็นต์

ส่วน Ken Paxton ผู้สมัครวุฒิสภาจากรัฐเท็กซัส พ่ายแพ้ด้วยคะแนนตามหลังประมาณ 12 จุดเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อน ทรัมป์เคยชนะในรัฐดังกล่าวด้วยคะแนนนำ 14 จุดเปอร์เซ็นต์

CNN ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวเท่ากับเกิดการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างคะแนนเสียงประมาณ 26 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อน

10. การหาเสียงโจมตีคู่แข่งด้วยประเด็นส่วนตัวไม่ช่วยรีพับลิกัน

CNN ยังตั้งข้อสังเกตว่า ยุทธศาสตร์หาเสียงที่มุ่งโจมตีชีวิตส่วนตัวหรือคุณลักษณะของคู่แข่งไม่ได้สร้างความได้เปรียบให้พรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตัวอย่างสำคัญคือโฆษณาหาเสียงของ Vivek Ramaswamy ผู้สมัครผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ซึ่งนำประเด็นเกี่ยวกับมารดาของ Amy Acton ผู้สมัครเดโมแครตมาใช้ในการหาเสียง โฆษณาดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ขณะที่ Ramaswamy ได้รับผลการเลือกตั้งต่ำกว่าผู้สมัครรีพับลิกันรายอื่นที่แข่งขันระดับรัฐในโอไฮโอ นอกจากนี้ การหาเสียงโจมตี Annie Andrews และ James Talarico ในประเด็นส่วนตัวและอัตลักษณ์ก็ไม่ได้ช่วยให้ผู้สมัครรีพับลิกันได้รับชัยชนะ

CNN วิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งอาจสะท้อนข้อจำกัดของการใช้ยุทธศาสตร์หาเสียงเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ

11. ยุทธศาสตร์เปิดทางผู้สมัครอิสระแข่งรีพับลิกันไม่ประสบความสำเร็จ

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ CNN มองว่าไม่ได้ผลตามคาด คือ การที่พรรคเดโมแครตหลีกเลี่ยงการส่งผู้สมัครของตนเองในบางรัฐที่มีฐานเสียงรีพับลิกันเข้มแข็ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครอิสระแข่งขันกับพรรครีพับลิกันโดยตรง ตัวอย่างเช่น Dan Osborn ผู้สมัครอิสระในรัฐเนแบรสกา พ่ายแพ้ต่อ Pete Ricketts วุฒิสมาชิกรีพับลิกันด้วยคะแนนตามหลัง 6 จุดเปอร์เซ็นต์

ขณะที่ผู้สมัครอิสระในรัฐไอดาโฮและเซาท์ดาโคตาพ่ายแพ้ด้วยคะแนนตามหลังมากกว่า 20 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนรัฐมอนแทนา การที่ผู้สมัครเดโมแครตไม่ถอนตัวออกจากการแข่งขัน ทำให้คะแนนเสียงฝ่ายที่ไม่สนับสนุนรีพับลิกันถูกแบ่งระหว่างผู้สมัครเดโมแครตและผู้สมัครอิสระ

CNN วิเคราะห์ว่าผลลัพธ์ดังกล่าวอาจทำให้พรรคเดโมแครตต้องทบทวนยุทธศาสตร์การเลือกผู้สมัครในรัฐอนุรักษนิยม และอาจหันมาให้ความสำคัญกับผู้สมัครสายกลางที่สอดคล้องกับบริบททางการเมืองของแต่ละรัฐมากขึ้น

ผลเลือกตั้งปี 2026 อาจเปลี่ยนทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ก่อนศึกประธานาธิบดีปี 2028

CNN สรุปว่า การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่นั่งในสภาคองเกรส แต่ยังเปิดเผยความเปลี่ยนแปลงสำคัญภายในฐานเสียงของทั้งสองพรรคการเมือง

สำหรับพรรคเดโมแครต ความสำเร็จในการแข่งขันระดับรัฐ โดยเฉพาะในเท็กซัสและพื้นที่ทางตอนใต้ ช่วยเพิ่มบทบาทของนักการเมืองรุ่นใหม่และอาจส่งผลต่อยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028

ในทางกลับกัน พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญคำถามเกี่ยวกับทิศทางของพรรค หลังนโยบายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ ทั้งภาษีนำเข้า สงครามอิหร่าน และการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ กลายเป็นประเด็นสำคัญในการแข่งขันเลือกตั้ง

นอกจากนี้ การที่พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมสภาคองเกรสยังอาจเพิ่มข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ ทั้งด้านงบประมาณ การออกกฎหมาย และการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสำคัญ

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันทางการเมืองรอบใหม่ โดยพรรคเดโมแครตต้องพิสูจน์ว่าจะสามารถรักษาฐานเสียงที่ขยายตัวได้หรือไม่ ขณะที่พรรครีพับลิกันต้องพิจารณาว่าจะรักษาแนวทางของทรัมป์ต่อไป หรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีกสองปีข้างหน้า

อ้างอิง : edition.cnn.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...