โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

สวพ.FM91

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

>> รถตู้ชนกับรถบรรทุก และรถการเกษตร กลางถนนทางหลวงหมายเลข 1 มีผู้เสียชีวิต 2 และบาดเจ็บหลายราย จ.กำแพงเพชร

06.50 น. อาสามูลนิธิสว่างกำแพงเพชรธรรมสถาน รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถตู้โดยสารไม่ประจำทาง ชนท้ายรถสิบล้อ และรถการเกษตร มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย กลางถนนทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงทางกลับรถ ท่าเสากระโดง ม.2 ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

ที่เกิดเหตุ พบรถตู้ โตโยต้า คอมมิวเตอร์ สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. สภาพหน้ารถพังเสียหาย อยู่ติดกับรถการเกษตร สีฟ้า และ รถบรรทุก 10 ล้อ อีซูซุ สีขาาว ป้ายทะเบียน ลำปาง

ตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับาดเจ็บ จำนวน 10 ราย ทางอาสาสมัครฯ ให้การช่วยเหลือและนำส่ง รพ.กำแพงเพชร จำนวน 6 ราย ส่วนอีก 4 รายปฐมพยาบาลในจุดเกิดเหตุ และยังพบว่ามีผู้เสียชีวิต 2 รายภายในรถตู้ โดยเป็นชายไทย อายุ 40 ปี และผู้โดยสารเบาะหลังคนขับ เป็นชาย ชาวเมียนมา ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกำแพงเพชร

>> รถตู้รับ-ส่งนักเรียนชนเสาไฟฟ้า แยกโรบินสัน เมืองสุรินทร์ มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย และติดภายในรถ 1 ราย จนท.เร่งช่วยเหลือ

07.20 น. เกิดอุบัติเหตุรถตู้รับส่งนักเรียนชนกับรถกระบะ แล้วรถตู้เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า ที่ถนนทางหลวงหมายเลข 226 ที่บริเวณแยกโรบินสันสุรินทร์ เบื้องต้นมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย และมีผู้ติดอยู่ภายในรถ 1 ราย เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือและนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลสุรินทร์ อาการปลอดภัยทุกราย

ต่อมา รพ.สุรินทร์ รายงานสถานการณ์เบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุ รถตู้รับ-ส่งนักเรียน รายงานสถานการณ์เบื้องต้นจากกรณีรถตู้ รับ-ส่งนักเรียน ประสบอุบัติเหตุ ชนเสาไฟฟ้า มีผู้ประสบเหตุรวม 19 คน โดยนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บทุกราย ยังรู้สึกตัว

เบื้องต้นมีนักเรียน 2 ราย แพทย์พิจารณาให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล(Admit) เพื่อเฝ้าระวังและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ โรงพยาบาลสุรินทร์ ได้ให้การดูแลรักษาผู้ประสบเหตุอย่างเต็มที่และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อ

>> คุณป้าวัย 60 ถูกเครื่องสูบน้ำดึงผ้าโพกหน้าพร้อมศีรษะดูด เข้าไปในเครื่อง เสียชีวิตคาที่ ขณะสูบน้ำเข้านา จ.พิษณุโลก

09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางระกำ รับแจ้งว่าเกิดเหตุพบหญิงนอนเสียชีวิตข้างเครื่องสูบน้ำ บริเวณขอบสระน้ำริมนาบ้านห้วยชัน หมู่ 5 ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

ที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้เสียชีวิต ทราบต่อมา คือ หญิงไทย อายุ 60 ปี ชาว ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ สภาพศพนอนหงาย พบแผลแตกเลือดออกบริเวณศรีษะ มีคราบเลือดติดมู่เลย์สายพานเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า ที่ผู้ตายใช้สูบน้ำเข้านาเตรียมทำนารอบใหม่

เบื้องต้นจากการสอบถามญาติผู้ตาย ทราบว่า ผู้ตายออกจากบ้านพักมาดูเครื่องสูบน้ำกลางนานานผิดปกติ จึงออกมาดู พบว่าเสื้อที่ใช้โพกหน้าของผู้ตายถูกเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าดึงเข้าไปพร้อมกับศรีษะจนเป็นเกลียวแน่น ซึ่งขณะนั้นเครื่องสูบน้ำได้หยุดการทำงานแล้ว ญาติจึงใช้มีดตัดเสื้อออก เอนร่างนอนลงกับพื้น และแจ้งเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์นิติเวช ชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น แล้วมอบหมายให้หน่วยกู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถานนิติเวชโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ชันสูตรอีกครั้ง หลังแล้วเสร็จตามขั้นตอน จึงมอบศพให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิต ให้แน่ชัด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

>> เพลิงไหม้ภายในโกดัง ซอยนิมิตใหม่ 40 มีผู้บาดเจ็บถูกไฟลวก เร่งช่วยเหลือและนำส่ง รพ.

10.31 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยนิมิตใหม่ 40 ถนนนิมิตใหม่ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นโกดังโครงสร้างเหล็กชั้นเดียว หลังคาเมทัลชีท ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์ประกอบฉากและถ่ายทำภาพยนตร์ ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในโกดัง เพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหมด พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 20 ตารางวา รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟติดผนัง ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 64 ปี ได้รับบาดเจ็บถูกไฟลวกตามร่างกาย อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน

>> ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ หลังเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือน เร่งจัดศูนย์พักพิง ดูแลผู้ประสบภัยกว่า 70 ครัวเรือน

11.03 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่พัฒนา บริเวณใกล้เคียงซอยปลูกจิตต์ 1 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน เพื่อตรวจสอบความเสียหายและติดตามการให้ความช่วยเหลือประชาชน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนเมื่อเวลา 00.51 น. โดยลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ปลูกติดกันหลายหลัง ส่งผลให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบ่อนไก่พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าระงับเหตุ ก่อนสามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลา 01.53 น. และเพลิงสงบในเวลา 02.37 น. เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ผู้ว่าฯ กทม. ได้เดินสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ สอบถามข้อมูลจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ประธานชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เพื่อรับทราบสถานการณ์และความเสียหาย เบื้องต้นมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบลงทะเบียนไว้แล้วกว่า 70 ครัวเรือน โดยกรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างสำรวจและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประเมินความเสียหายและจัดความช่วยเหลือให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด

สำหรับการดูแลผู้ประสบภัย กรุงเทพมหานครได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยปรับย้ายจากศาลาประชาคมไปยังศูนย์เยาวชนบ่อนไก่ ซึ่งมีพื้นที่รองรับประชาชนได้เหมาะสมกว่า พร้อมประสานนำเตียงและที่นอนเข้าจัดเตรียมให้ผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ได้กำชับให้ตรวจสอบความพร้อมของห้องน้ำและสถานที่อาบน้ำ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าพักอาศัยได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ยังได้พูดคุยให้กำลังใจครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ พร้อมสอบถามความต้องการจำเป็นเร่งด่วน อาทิ เครื่องแต่งกายและชุดนักเรียนสำหรับเด็กที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือ

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะเร่งสำรวจความเสียหาย รวบรวมข้อมูลผู้ประสบภัย และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง พร้อมดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในศูนย์พักพิงอย่างใกล้ชิด

>> นายกฯ เปิดศูนย์ผ่าตัดหัวใจ “เมตตา สุคโต” โรงพยาบาลหนองคาย เพิ่มโอกาสรักษาประชาชนใกล้บ้าน พร้อมมอบสมุด คทช. 308 ราย เดินหน้านโยบาย “อยู่ดี กินดี”

11.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดศูนย์ผ่าตัดหัวใจ “เมตตา สุคโต” โรงพยาบาลหนองคาย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนจังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียงเข้าถึงการรักษาโรคหัวใจได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องเดินทางไปรับบริการในจังหวัดอื่น พร้อมเน้นย้ำการสร้างเสริมสุขภาพควบคู่กับการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง

นอกจากนี้ นายกฯ เป็นประธานพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน (คทช.) ให้ประชาชน 22 ราย จากผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 308 ราย ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่ ครอบคลุมพื้นที่จัดสรร 324 แปลง ใน 4 ตำบล ของอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนความรู้ด้านการเกษตร การพัฒนาอาชีพ การเข้าถึงแหล่งทุน และช่องทางจำหน่ายผลผลิต เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มศักยภาพ มีรายได้มั่นคง พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายกฯ ขอบคุณทุกหน่วยงาน บุคลากรทางการแพทย์ ภาคเอกชน และประชาชนที่ร่วมขับเคลื่อนทั้งสองโครงการ โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนจังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งให้ประชาชน “อยู่ดี กินดี” พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่อื่นได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงต่อไป

>> หนุ่มเมียนมา คนงานก่อสร้างเสียชีวิตปริศนาบนที่นอน พบแผลที่หัวและคราบเลือดที่รถกระบะ ตำรวจเร่งสอบสวน จ.นนทบุรี

12.00 น. สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตถูกทำร้ายร่างกาย ที่บริษัทรับก่อสร้างแห่งหนึ่ง ย่านซอยติวานนท์ ในพื้นที่ ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี

ที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ก่อสร้างบ้านนน็อคดาวน์ตัวอย่าง พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ชาย ภายในบ้านตัวอย่าง ลักษณะนอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอน มีบาดแผลที่ศีรษะ ทราบต่อมา คือ ชายสัญชาติเมียนมา อายุ 35 ปี และที่รถยนต์กระบะ สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. กั้นคอก มีคราบเลือดที่ลังกระดาษท้ายรถ

สอบถามกับ นายจ้าง ทราบว่า เมื่อช่วงเช้าเวลา 06.00 น. ตนและคนงานคนอื่นพบผู้เสียชีวิตนอนอยู่บนที่นอนแล้ว เมื่อคืนผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ แต่ตนไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นตอนไหน

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่ให้การช่วยเหลือ ทราบว่า ตนได้รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บหัวแตกต้องการให้ทำแผล เมื่อมาถึงที่นี่เขาขอน้ำกินหลังจากนั้นตนจึงทำแผลให้ แล้วเขาก็นอนตรงที่พบศพ ตนไม่คิดว่าเขาจะเสียชีวิต จากนั้นเพื่อนเขามาดูคนเจ็บตอนเช้าพบว่าเสียขีวิตไปแล้ว ตอนที่แจ้งว่ามีบาดแผลที่ศีรษะเวลา 19.41 วันที่ 1 พ.ย.69 โดยเพื่อนเขาทำแผลให้ที่บ้านอีกหลัง ก่อนจะพามานอนที่หลังเกิดเหตุ โดยยังไม่ทราบว่ามีแผลมาจากที่ใด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้นำตัวเพื่อนคนงานจำนวน 3 คนไปสอบปากคำ เพื่อหาสาเหตุและสถานที่เกิดเหตุ เพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี

>> ผบช.ก. เร่งสอบเส้นเงิน “มูลนิธิองค์กรทำดี” เผยยอดบริจาคพุ่งเกือบ 1,000 ล้าน ยัน 9 พ.ย. คดีชัดเจน ใครเกี่ยวข้องดำเนินคดีทั้งหมด

14.42 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นประธาน หลังถูกแจ้งความในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงินเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา

ผบช.ก.ระบุว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานในทุกประเด็น พร้อมประชุมคณะทำงานในช่วงบ่ายวันนี้ โดยยืนยันว่าภายในวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับคดีประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ การนำเงินบริจาคไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ การเบิกจ่ายเป็นไปตามข้อกำหนดของมูลนิธิหรือไม่ รวมถึงอำนาจอนุมัติของประธานและมติคณะกรรมการ โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบยอดเงินบริจาคและธุรกรรมย้อนหลัง เนื่องจากพบข้อมูลว่ามูลนิธิมีการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2567 แต่มีการทำกิจกรรมมาก่อนหน้านั้นตั้งแต่ประมาณปี 2562 โดยข้อมูลเบื้องต้นที่ปรากฏผ่านสื่อระบุว่า ยอดเงินบริจาคมีตั้งแต่หลักร้อยล้านบาทไปจนถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท

ส่วนกรณีเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ ต้องตรวจสอบว่ามีการยักย้าย ถ่ายเท หรือเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินไปยังบุคคลอื่นหรือไม่ ขณะที่ผู้บริจาคที่อาจได้รับความเสียหายจากการฉ้อโกงประชาชน หากพิสูจน์ได้ว่ามีการหลอกลวงจริง ก็อาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายไม่ว่าจะบริจาคเพียง 5 บาท 10 บาท หรือหลักล้านบาท

ผบช.ก.ยืนยันว่า หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด จะดำเนินคดีทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีข้อมูลเป็นประโยชน์เข้าพบพนักงานสอบสวน และย้ำว่าจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

>> จับหนุ่มขับรถย้อนศร เรียกตรวจค้นภายในรถพบ "ยาบ้า" 30 เม็ด สารภาพพึ่งเสพมา

15.16 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาย 1 ราย อายุ 41 ปี และตรวจยึดของกลาง ยาบ้า 30 เม็ด และรถยนต์ 1 คัน แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือ เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย, เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”

เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 317 (จันทบุรี-สระแก้ว) กม.127-128 อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ระหว่างที่รถวิทยุหมายเลข 3504 ได้ออกตรวจความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ก็ไปพบรถยนต์ สีเทา ทะเบียน สระแก้ว กำลังขับย้อนศร เพื่อจะเข้าจุดกลับรถ จึงเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ แต่ลักษณะท่าทางคนขับมีพิรุธ คล้ายคนเสพสารเสพติดและคาดว่าจะมีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่

จากการสอบถามและพูดคุย ผู้ต้องหายอมรับว่าตนได้เสพยาบ้ามา และตรวจค้นในรถ พบยาบ้าจำนวน 30 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถุงผ้าสีดำวางอยู่ช่องวางของภายในรถยนต์ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาและได้ควบคุมตัว มาที่ สภ.วังน้ำเย็น เพื่อตรวจปัสสาวะ ผลคือสีม่วง จึงส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมได้ให้การเพิ่มเติมว่า ตนได้เสพยาบ้า 1 เม็ด เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้ โดยตนได้ติดต่อซื้อยาบ้าจำนวน 50 เม็ด ในราคา 750 บาท มาจาก นายหนึ่ง ไม่ทราบชื่อ-สกุลอาศัยอยู่ จังหวัดระยอง โดยการโทรศัพท์ไปสั่งซื้อ และนายหนึ่งจะนำยาบ้ามาส่งให้ตนที่บ้าน

>> นายกฯ ตรวจเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูฯ อุดรธานี ขับเคลื่อน “อุดรโมเดล พลัส” แก้ยาเสพติดครบวงจร เตรียมผู้ป่วยคืนสู่ครอบครัวและชุมชน

16.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี สาขาอ.เมืองอุดรธานีแห่งที่ 2 ค่ายเสนีย์รณยุทธ (กก.ตชด.24) อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี ติดตามการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรอย่างยั่งยืน หรือ “อุดรโมเดล พลัส”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และสังคม การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งการปราบปรามผู้ค้า การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในสังคมได้อย่างเหมาะสม

ผู้ป่วยบางรายแม้ผ่านการบำบัดจนมีอาการดีขึ้น แต่ยังต้องได้รับการฟื้นฟูและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องก่อนกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบาย “หนึ่งอำเภอ หนึ่งศูนย์บำบัดฟื้นฟู” โดยบูรณาการฝ่ายปกครอง ตำรวจ และสาธารณสุข ตั้งแต่การคัดกรอง ส่งต่อ รักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงติดตามดูแลหลังกลับบ้าน โดยให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติหรือความเสี่ยงกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้ประสานความช่วยเหลือโดยเร็ว

สำหรับการปราบปราม ที่ผ่านมาสามารถจับกุมและยึดยาเสพติดได้มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี จากการปฏิบัติงานของตำรวจ ป.ป.ส. ทหาร ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแส พร้อมกำชับให้ทุกฝ่ายเร่งสกัดกั้นเครือข่ายและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทาง “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”

นายกฯ ให้กำลังใจผู้เข้ารับการฟื้นฟู โดยขอให้ใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ พร้อมเชิญชวนครอบครัวและชุมชนร่วมเป็นกำลังใจและสนับสนุน เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้อีกครั้ง

>> ตม.เชียงแสน รับตัว 18 คนไทย หลังทางการ สปป.ลาว จับกุมได้ฐานฉ้อโกง แล้วส่งคืนไทย

17.04 น. เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน จ.เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ารับตัวบุคคลสัญชาติไทยจำนวน 18 คน เป็นชาย 12 หญิง 6 คน จากเจ้าหน้าที่กองบัญชาการป้องกันความสงบหรือตำรวจ แขวงบ่อแก้ว นำส่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย และเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ทั้งหมดถูกทางการ สปป.ลาว จับกุมดำเนินคดีในแขวงบ่อแก้ว ฐานฉ้อโกงทางโทรคมนาคมหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ และคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทาง สปป.ลาว พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์ จำนวน 10 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 12 เครื่อง

ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยรับมอบตัวทั้ง 18 คนแล้ว ได้ทำการคัดกรองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism : NRM) เบื้องต้นไม่พบสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แต่พบว่าหนึ่งในนั้น เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันฉ้อโกงและนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในฝั่งไทย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวแยกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนที่เหลือดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นทั้งหมดให้การว่าได้เดินทางไปทำงานใน สปป.ลาว เพราะหลงเชื่อประกาศรับสมัครงานทางออนไลน์ซึ่งเสนอค่าตอบแทนสูงพร้อมที่พักและอาหารฟรี จึงตัดสินใจเดินทางไปทำงานเนื่องจากต้องการมีรายได้และสวัสดิการที่ดี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้มีประกาศเตือนประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ที่จะไปทำงานในต่างประเทศให้ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวให้ดีก่อนตัดสินใจไม่เช่นนั้นอาจถูกจับกุมหรือได้รับอันตรายได้แต่ก็ยังคงมีคนเดินทางไปทำงานใน สปป.ลาว และถูกจับกุมก่อนส่งตัวกลับมาแล้วบ่อยครั้งอยู่

>> กองทัพเรือ คุมเข้มชายแดนจันทบุรี จับชาวต่างชาติ 7 ราย พบข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในคาสิโนในกัมพูชา จนท.เร่งสอบเพิ่ม

17.08 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี โดยชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 จัดกำลังชุดปฏิบัติการข่าว ชุดปฏิบัติการพิเศษ และกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 523 บูรณาการกำลังร่วมกับตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และกลุ่มงานสืบสวน สภ.บ้านแปลง เข้าจับกุมชาวต่างชาติรวม 7 ราย ในพื้นที่ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาวกัมพูชา 1 ราย ชาวจีน 5 ราย และชาวเมียนมา 1 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 42 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจำนวน 3 เครื่อง เพื่อนำไปตรวจสอบประกอบการดำเนินคดี

จากการซักถามเบื้องต้น พบข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในคาสิโนประเทศกัมพูชาและการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดการเดินทาง บทบาทของแต่ละบุคคล และที่มาของอุปกรณ์ที่ตรวจยึด รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดทางออนไลน์ ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าผู้ถูกจับกุมเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการจับกุมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและตรวจสอบขยายผล โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับกุมตามกฎหมาย

>> นายกฯ เปิด “พืชสวนโลก 2569” ชูเกษตรนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

18.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 โดยมีคณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ เป็นระยะเวลา 134 วัน เพื่อแสดงศักยภาพด้านพืชสวน เกษตรกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยสู่เวทีโลก โดยมุ่งนำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างพืช น้ำ และผู้คน ผ่านการอนุรักษ์พันธุ์พืชและพื้นที่ชุ่มน้ำ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตและมูลค่าสินค้าเกษตร สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การหมุนเวียนทรัพยากร และการรักษาสิ่งแวดล้อม

งานมหกรรมพืชสวนโลกยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ และหน่วยงานจากนานาประเทศ เพื่อขยายโอกาสด้านการพัฒนาตลาดและต่อยอดธุรกิจ โดยรัฐบาลมุ่งให้ประโยชน์จากการจัดงานกระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง และภาคบริการ พร้อมส่งเสริมบทบาทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในฐานะแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์

นายกฯ ย้ำว่า การใช้ประโยชน์จากพื้นที่จะไม่สิ้นสุดลงพร้อมกับการจัดงาน โดยมีแผนพัฒนาต่อยอดให้เป็นพื้นที่สีเขียว แหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน และพื้นที่จัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมเกษตร รวมถึงรองรับกิจกรรมระดับนานาชาติในอนาคต ควบคู่กับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชนในระยะยาว

โอกาสนี้ นายกฯ เชิญชวนผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกสัมผัสเสน่ห์ของจ.อุดรธานีและภูมิภาคโดยรอบ ทั้งวัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิตชุมชน และการต้อนรับแบบไทย พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน และขอให้ร่วมกันรักษามาตรฐานการเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อให้การจัดงานสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

>> กทม. ตรวจความพร้อมเส้นทางขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เปิด 6 จุด ให้ประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ 6 พ.ย.นี้

18.57 น. นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ และนายเจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ลงเรือเพื่อติดตามความพร้อมเส้นทางขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 จากท่าเรือวัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิต ถึงท่าเรือวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เขตธนบุรี

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. 69 โดยสถานที่เฝ้าฯ รับเสด็จขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีทั้งหมด 15 จุด บริเวณฝั่งพระนคร 7 จุด และฝั่งธนบุรี 8 จุด โดยกรุงเทพมหานครรับผิดชอบจัดเตรียมสถานที่และที่นั่งเฝ้าฯ รับเสด็จขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 6 จุด ประกอบด้วย 1. วัดราชาธิวาสวิหาร 2. สวนสันติชัยปราการ 3. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4. ใต้สะพานพระราม 8 และ 5. โรงพยาบาลศิริราช 2 จุด

ประชาชนสามารถร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้ใน 6 จุด ดังนี้ 1. ศูนย์การเรียนรู้ ศปท. จำนวน 400 ที่นั่ง 2. สวนสันติชัยปราการ จำนวน 1,500 ที่นั่ง 3. ใต้สะพานพระราม 8 จำนวน 4,000 ที่นั่ง 4. ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า จำนวน 200 ที่นั่ง 5. สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช จำนวน 1,000 ที่นั่ง และ 6. วัดระฆังโฆษิตาราม จำนวน 300 ที่นั่ง

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งจอ LED ถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จำนวน 4 จุด รวมทั้งสิ้น 5 จอ ได้แก่ 1. สวนสันติชัยปราการ 2 จอ 2. อุทยานสถานพิมุข โรงพยาบาลศิริราช 3. ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ และ 4. ใต้สะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี)

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ริมเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา ประดับตกแต่งผ้าระบาย ธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์ฯ ปรับปรุงภูมิทัศน์และทาสีผนังเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และดูแลรักษาความสะอาด จัดเก็บขยะ วัชพืช รวมถึงวางทุ่นและติดตั้งแพลูกบวบกันผักตบชวา

>> รวบผัวเมียแสบ ตระเวนทำงานต่างถิ่น ก่อนยืมรถนายจ้าง-เพื่อนร่วมงาน แล้วเชิดหนี

20.22 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ฐาน “ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง และร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน รวมถึงยักยอก” โดยจับกุมได้บริเวณเพิงพัก อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช

สืบเนื่องจากเมื่อ กันยายน 2569 ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เดินทางมากับเพื่อนร่วมงานที่ อ่างซับเหล็ก อ.เมือง จ.ลพบุรี ต่อมาเวลาประมาณ 04.00 น. ทั้งสองได้ขอยืมรถกระบะของเพื่อนไป โดยอ้างว่าจะนำไปทำธุระไม่นาน ก่อนนำรถออกไปและไม่กลับมาคืน โดยภายในรถยังมีกระเป๋าเป้และทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เสียหาย ได้แก่ เงินสด บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถ และโทรศัพท์มือถือ มูลค่าประมาณ 14,000 บาท จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.โคกตูม เพื่อดำเนินคดี

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองราบปราม ได้รับการประสานจากผู้เสียหาย พบเบาะแสว่าคนร้ายทั้งคู่ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนเข้าจับกุมตัว

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาให้การว่าได้นำรถกระบะของผู้เสียหายไปขาย ในลักษณะขายเป็นซากรถ ได้รับเงินสดจำนวน 25,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวผู้รับซื้อซากรถ ตรวจสอบเส้นทางการจำหน่าย และติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา

21.52 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 2.8 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ประมาณ 64 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...