โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“3 รู้”...ก่อนลงทุน “Unit Link” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2567 เวลา 01.26 น. • เกศิณี เพ็ชรแสนงาม

Wealth EZ: “ยูนิตลิ้งค์” (Unit Link) นับว่าเป็นนวัตกรรมประกันชีวิตที่ใช้เป็นเครื่องมือในการโอนย้ายความเสี่ยงและวางแผนเกษียณที่น่าสนใจช่องทางหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า
1.ช่วยให้สบายใจเรื่องค่ารักษาพยาบาลและโรคร้ายแรงระยะยาวได้ (Long Term Health Care)
2.เบี้ยประกันคงที่ ทำให้จัดสรรเงินได้ง่ายขึ้น
3.สามารถหยุดพักชำระเบี้ยได้ แต่ยังคงมีความคุ้มครอง ทั้งชีวิต ค่ารักษาพยาบาล และโรคร้ายแรงได้อย่างต่อเนื่อง
4.อนาคตค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่เราสามารถกำหนดวงเงินค่ารักษาพยาบาลได้ตั้งแต่วันแรกที่ทำประกัน
5.มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้นในอนาคตสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเงินเกษียณ อีก 1 ก้อน ได้
ตัวอย่าง: คุณ B อายุ 34 ปี รายได้ 100,000 บาท ต่อเดือน ต้องการวางแผน Long Term Health Care โดยต้องการจ่ายเบี้ยประกันแบบเบี้ยคงที่ถึงอายุ 60ปี และยังต้องการค่ารักษาพยาบาลถึงอายุ 85ปี เพื่อง่ายต่อการวางแผนการเงิน ค่าใช้จ่ายในส่วนเบี้ยประกัน และต้องการใช้พอร์ตการลงทุนตามคำแนะนำจากผู้จัดการกองทุน จะได้มีเวลาใช้ชีวิตกับการท่องเที่ยว
ดังนั้น คุณ B จึงตัดสินใจทำประกัน “ยูนิตลิงค์” ที่มีทุนประกัน 1 ล้านบาท และมีค่ารักษาพยาบาลและโรคร้ายแรงตั้งแต่อายุ 34ปี จนถึงอายุ 85ปีด้วยการจ่ายเบี้ยปีละ 100,000บาท ตั้งแต่อายุ 34-60 ปี รวมระยะเวลา 27ปี รวมจ่ายเบี้ยทั้งสิ้น 2,700,000บาท ซึ่งคุณ Bจะสบายใจทุกครั้งที่ต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะว่าค่ารักษาพยาบาลได้ถูกโอนย้ายความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันในวงเงินต่อปี 5ล้านบาท และยังมีเงินเกษียณในช่วงอายุ 61ปี ถึง 85ปี ประมาณ 1 ล้านบาท ถึง 2ล้านบาทที่อัตราผลตอบแทน 5%ต่อปี
“ทว่า หากผลตอบแทนไม่เป็นไปอย่างที่คิด เช่น ได้ผลตอบแทนเพียง 2%ต่อปี คุณ Bก็พร้อมที่จะกลับมาจ่ายเบี้ยประกันที่ 100,000บาทต่อได้ในบางปีเพราะเบี้ยประกัน 100,000บาท ก็ไม่ได้มากเกินไปและเชื่อว่าค่ารักษาพยาบาลแพงกว่าอยู่แล้ว (ราคารักษาแพงกว่าราคาป้องกันเสมอ) โดยได้รับคำแนะนำจากตัวแทนประกันชีวิต ในเรื่องของการศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม”
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนทำประกัน “ยูนิตลิงค์” เพื่อให้สามารถจัดการแผนการเงินให้เป็นไปตามเป้าหมาย
1.Unit link เป็นประกันชีวิตควบการลงทุน คือ “ประกันชีวิต” + “การลงทุน” ไม่ใช่การลงทุนแถมประกัน ไม่ใช่ประกันแถมการลงทุน ดังนั้น คุณสมบัติของเบี้ยประกันประกอบไปด้วย
1.1ส่วนที่เป็นประกันชีวิต มีค่าใช้จ่าย COI,ค่าบริหารจัดการ ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน, ส่วนค่าดำเนินการ คิดเมื่อมีการชำระเบี้ยประกัน
1.2ส่วนที่นำไปลงทุน เงินส่วนลงทุนจะถูกนำไปลงทุน ในตราสารทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนซึ่งแบ่งเป็น
พอร์ตแนะนำ (Recommend Port)โดยมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ดูแลจัดสรรพอร์ตและปรับพอร์ตให้ปัจจุบันบางบริษัทประกันจะมีพอร์ตการลงทุนแนะนำ แบ่งเป็น 3 พอร์ต คือ การลงทุนความเสี่ยงต่ำ การลงทุนความปานกลาง และ การลงทุนความเสี่ยงสูง โดยผู้เอาประกันต้องตอบ RPQ (Risk Profile Questionnaire ) (แบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน ) เพื่อเลือกลงทุนในพอร์ตตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ก่อนเสมอ
ลูกค้าจัดพอร์ตเอง (DIY Port) มีบริการ 3อย่าง Asset Allocation, Auto Rebalance , DCA เป็นต้น โดยฟรีหรือคิดค่าธรรมเนียม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละบริษัท
“ทั้งนี้ บริษัทจะมีกรอบเรื่องกองทุนที่บริษัทเลือกไว้ และให้ลูกค้าเลือก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละบริษัท โดยจะระบุกองทุนไว้ในเอกสาร ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะมีสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการลงทุนของลูกค้า”
2.ความต่างของ ประกันควบการลงทุน “Unit link” กับ “ประกันชีวิตทั่วไป” โดยที่ Unit link” มีความคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากตราสารการเงินที่เสี่ยงขึ้น เช่น การลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่การันตีผลตอบแทน (อาจจะกำไรหรือขาดทุน)
“ซึ่งต่างจาก ‘ประกันชีวิตทั่วไป’ ที่เน้นการลงทุนที่ไม่เสี่ยง คือ พันธบัตรรัฐบาล และมีการการันตีผลตอบแทนโดยระบุ มูลค่าเงินสดที่ตรวจสอบได้ ในตารางมูลค่าเงินสด ในกรมธรรม์”

3.ในบางแบบของ “Unit Link” จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก สำหรับประกันชีวิต เรียกว่า “เบี้ยประกันหลัก” และส่วนที่ 2 เรียก “สัญญาเพิ่มเติม”
3.1ในส่วนแรกของเบี้ยประกัน เรียกว่า “สัญญาหลัก” ที่ดูแลทุนประกันชีวิต เบี้ยประกันเริ่มต้นคงที่ และสามารถเพิ่ม-ลดทุนประกันได้ มากน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละบริษัท ดังนั้น ด้วยเบี้ยประกันจำนวนน้อย มีโอกาสเลือกทุนประกันได้สูงกว่าแบบประกันทั่วไป
3.2ส่วนที่ 2 “สัญญาเพิ่มเติม”มี 2 แบบ แบบที่ไม่มีส่วนร่วมในการลงทุน (PPR) และแบบที่มีมีส่วนร่วมในการลงทุน (UDR)

- แบบที่ไม่มีส่วนร่วมในการลงทุน (PPR: Protection Payment Rider) ทั้งนี้สัญญาเพิ่มเติมเป็นสัญญาประกันภัยที่มีระยะเวลาเอาประกันภัย 1ปี ซึ่งอาจต่ออายุได้ เบี้ยปรับเพิ่มขึ้นตามอายุ ข้อดีอายุน้อย ความเสี่ยงน้อย เบี้ยต่ำ ข้อจำกัดอายุมากขึ้นความเสี่ยงมากขึ้น เบี้ยสูงขึ้น เบี้ย PPR ในช่วงเริ่มต้นราคาถูกกว่า UDR แต่เมื่ออายุมากขึ้นเบี้ยราคาสูงกว่า UDR
- แบบสัญญาเพิ่มเติมที่มีส่วนร่วมในการลงทุนผ่านกองทุนรวม (UDR: Unit Deducting Rider) เป็นสัญญาเพิ่มเติมแบบชำระค่าการประกันภัยโดยการขายคืนหน่วยลงทุนบางส่วนมาจ่ายค่าใช้จ่ายซึ่งแนบได้กับกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน Unit link”เท่านั้น การันตีการรับประกันต่อเนื่องตลอดสัญญากรณีที่กรมธรรม์มีมูลค่าเพียงพอในการหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เบี้ย UDRในช่วงระยะเริ่มต้นเบี้ยประกันจะสูงกว่า เบี้ยแบบ PPR (สามารถแนบสัญญาเพิ่มเติม 2 ชนิดดังกล่าว ในประกันควบการลงทุนได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์)

จุดเด่นสำคัญ

ความยืดหยุ่นของการกำหนดทุนประกันชีวิต ที่ในบางแบบของกรมธรรม์ควบการลงทุน “ยูนิตลิงค์” สามารถกำหนดทุนประกันชีวิตให้มากขึ้นหรือลดลงได้ตามต้องการ, และสามารถกำหนดระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกัน อาทิเช่น ชำระเบี้ยประกันถึงอายุ 60ปีและให้เกิดความคุ้มครองต่อเนื่องหลังหยุดชำระเบี้ยประกันไปจนถึงอายุ 99ปี (ทั้งนี้หากมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนมีมากพอที่จะดูแลค่าใช้จ่ายด้านการประกันและค่าธรรมเนียมการดูแลกรมธรรม์)
ผู้เอาประกันวางแผนการจ่ายเบี้ยประกันล่วงหน้าได้ เพราะรู้ค่าใช้จ่ายจากเบี้ยประกันคงที่ ตั้งแต่เริ่มต้นทำประกัน และวางแผนหยุดพักชำระเบี้ยได้ในช่วงหลังเกษียณอายุ เนื่องจากแบบประกันสุขภาพ UDR มีการนำเงินลงทุนไว้ล่วงหน้าจึงทำให้เงินเติบโตมากพอที่จะดูแลค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเบี้ยประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงในอนาคตโดยผู้ประกันหยุดพักชำระเบี้ยช่วงหลังเกษียณได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละบริษัท)

ข้อจำกัดสำคัญ

ด้วยหลักเกณฑ์ของแบบประกันควบการลงทุน ในด้านการลงทุนซึ่งไม่มีการการันตีผลตอบแทนจากการลงทุน ดังนั้นการหยุดพักชำระเบี้ย อาจส่งผลให้กรมธรรม์ มีการปิดกรมธรรม์อัตโนมัติ และส่งผลให้สัญญาเพิ่มเติมหยุดความคุ้มครองได้ ซึ่งผู้เอาประกัน จะได้รับจดหมายเตือนเรื่อง “มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุน” ที่เหลือน้อย อาจทำให้กรมธรรม์ขาดความคุ้มครอง เพื่อให้ผู้เอาประกันชำระเบี้ยต่อ
เบี้ยประกันค่อนข้างสูงกว่าแบบประกันทั่วไป ในช่วงเริ่มต้นทำประกัน เนื่องจากเบี้ยประกันสัญญาเพิ่มเติมชนิดที่มีค่ารักษาพยาบาลและโรคร้ายแรงแบบมีส่วนร่วมในการลงทุน (UDR) มีการเก็บเงินเพื่อลงทุนล่วงหน้าทำให้เบี้ยประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง UDR เบี้ยราคาสูงถึงแม้เบี้ยจะคงที่และไม่เพิ่มตามช่วงอายุเหมือนสัญญาสุขภาพและโรคร้ายแรง PPR ดังนั้น ผู้เอาประกันต้องคำนวนเงินค่าใช้จ่ายส่วนเบี้ยประกันให้มีความเหมาะสมกับตนเอง ว่ามีความสามารถในการจ่ายเบี้ยอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการตัดสินใจซื้อ “ประกัน” คือ เลือกประกันที่เหมาะสมกับผู้เอาประกันแต่ละคนโดย นอกจากดูที่ผลประโยชน์แล้วยังจำเป็นต้องพิจารณาจากความสามารถในการชำระเบี้ยอย่างต่อเนื่องได้ด้วย เพราะแบบประกันที่ดีที่สุด คือ แบบประกันที่เราสามารถจ่ายเบี้ยได้ครบสัญญา จะทำให้เราได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการทำประกัน
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...