โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฉันจะเปลี่ยนชีวิตของสามีตัวร้ายในยุค 70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • เสี่ยวจิ่ว.
ในปี 1970 เฉินลี่มี่ วัย 5 ขวบ หลังจากเกิดอุบัติเหตุหัวกระแทกกลับดันฝันถึงอนาคตอันเลวร้ายเสียได้ พี่ชายบ้านตรงข้ามกลายเป็นสามีตัวร้ายในอนาคต มี่มี่คนนี้นี่แหละจะเปลี่ยนชีวิตพี่ชายเอง

ข้อมูลเบื้องต้น

Update 12/05/2567 แก้ไขคำผิดรอบที่ี 3

หากเจอคำผิดตรงไหนอีกแจ้งได้นะคะจะรีบแก้ไขให้ทันทีค่ะ

เฉินลี่มี่ ลูกสาวคนสุดท้องของ โจวจางลี่ ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ อีกทั้งยังมีอิทธิพลมากที่สุดในบ้าน กลับฝันถึงอนาคตอันเลวร้ายเสียได้ ในอนาคต หวังซีฮัน คือสามีตัวร้ายที่พร้อมจะทำลายทุกอย่าง ในเมื่อมีอนาคตอยู่ในกำมือเฉินลี่มี่คนนี้นี่แหละที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านนี้เปลี่ยนไป ร่ำรวยเงินทอง กินอิ่ม และ มีความสุข รวมไปถึงการช่วยชีวิตหลานชาย เอ๊ย พี่ชายตัวร้ายให้ได้

ตงหยาง วัย 8 ขวบ = แม้อาเล็กจะอายุแค่ 5 ขวบ แต่อาเล็กก็สามารถหาเงินได้แล้ว สุดยอดจริงๆ

ซีห่าวและเหลียงอี้ วัย 7 ขวบ = อาเล็กทำให้พวกเราทุกคนกินอิ่ม แม้แต่เลขาหมู่บ้านยังมักมาแอบดมกลิ่นอาหารอยู่หน้าบ้านเราบ่อยๆ อาเล็กยอดเยี่ยมมาก

ลู่เจ๋อ วัย 5 ขวบ = อาเล็กพูดอะไร ย่าก็ยอมทุกอย่าง เวลาอยู่กับอาเล็กได้เจอแต่เรื่องดีๆ อาเล็กเก่งที่สุดเลย

หยวนกัง วัย 1 ขวบ = อาเย้กๆ ( อาเล็ก ๆ) คำแรกที่พูดได้คือคำว่าอาเล็กซะงั้น

หวังซีฮัน วัย 6 ขวบ = แม้แม่ของเธอจะรุ่นเดียวกับย่าของฉัน แต่เธอต้องเรียกฉันว่าพี่ชาย ไม่ใช่เรียกฉันหลานชายนะ!!!

เฉินลี่มี่และหวังซีฮัน

อย่าลืมติดตามความน่ารักของพวกเราด้วยนะคะ

E-book มี 4 เล่มจบ

Dek-d เล่ม 1 ตอนที่ 1-50 กดตรงนี้

Dek-d เล่ม 2 ตอนที่ 51-100 กดตรงนี้

MEB เล่ม 1 ตอนที่ 1-50 กดตรงนี้

MEB เล่ม 2 ตอนที่ 51-100 กดตรงนี้

สวัสดีค่ะ เห็นมีหลายคนเลยที่ทักหาไรท์เป็นการส่วนตัวว่าอยากให้กลับมาขายเป็นรายตอนแบบเดิม ไรท์เลยคิดหนักอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ในเมื่อมีนักอ่านหลายคนขอมา ไรท์เลยคิดว่าตั้งแต่ตอนที่ 56 เป็นต้นไปจะกลับมาขายเป็นรายตอนดีกว่านะคะ มีความคิดเห็นยังไงบอกกันได้เลยนะคะ ขอบคุณค่า

ลูกสาวตัวน้อยเจ็บตัว

“ป้าโจวๆ อยู่บ้านไหมจ๊ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” มีเสียงร้องเรียกตะโกนอยู่บ้านตระกูลเฉิน โดยผู้ที่ถูกเรียกก็คือโจวจางลี่ วัย 39 ปี ผู้เป็นภรรยาของเฉินต้านกั๋ว วัย 42 ปีนั้นเอง ตอนนี้ปี 1972 ของประเทศ C โจวจางลี่และเฉินต้านกั๋วนั้นมีบุตรชาย-บุตรสาว 5 คนพร้อมกับหลานชาย หลานสาวมากมาย

“มีอะไรกัน เสียงดังเอะอะอะไรกัน” โจวจางลี่ผู้ที่ถูกเรียกออกมาตวาดเสียงดัง

โจวจางลี่กำลังทำอาหารบำรุงร่างกายให้บุตรสาวคนเล็กอยู่ กลิ่นหอมของน้ำแกงกระดูกหมูลอยฟุ้งไปทั่วจนผู้มาเยือนถึงกับกลืนน้ำลาย ยิ่งเฉินต้านกั๋วนั้นทำงานในโรงเชือดหมูด้วยแล้ว ไม่ต้องแปลกใจเลยที่ทำไมบ้านนี้ถึงได้อวบอ้วน มีเนื้อมีหนังกว่าบ้านอื่นๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนเหล่านี้ต่างมีน้ำหนักที่น้อยกว่าเกณฑ์กันทั้งนั้น แต่เมื่อเทียบกับคนในหมู่บ้านที่อดยากจนตาย บ้านตระกูลเฉินก็ดูอวบอิ่มมากกว่าบ้านอื่นจริงๆ

“จะอะไรเสียอีกละ ลูกสาวคนเล็กของป้าล้มหัวกระแทกพื้นสลบไปแล้ว ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ตอนนี้ต้าลู่พาไปหาหมอแล้ว เขาเลยฝากคนที่ตำบลมาแจ้งข่าว ข้าไปเจอเข้าเลยรีบมาแจ้งข่าวให้ป้านี่แหละ”

หลังจากได้ยินข่าวอันน่าตกใจ โจวจางลี่ที่กำลังถือตะหลิวในมือก็มือไม้อ่อนทันที บุตรสาวซึ่งเป็นดั่งดวงใจของนางได้รับบาดเจ็บ

“ไปๆ ตงหยางไปแจ้งข่าวนี้กับอารองที่นาด้วย ย่าจะรีบไปดูอาเล็กก่อน ” กล่าวจบร่างผอมบางแต่แข็งแรงของโจวจางลี่ก็รีบวิ่งไปที่ตำบลทันที ฝ่ายที่มาแจ้งข่าวได้แต่ยืนเกาะขอบรั้ว แค่ได้ดมกลิ่นหอมๆ ของแกงกระดูกหมู วันนี้ก็คงกินข้าวอร่อยกว่าเดิมไม่น้อย ส่วนใครจะเป็นอะไรไปก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตน

ตงหยางวัย 8 ปี บุตรชายคนโตของเฉินต้าลู่และนางหวังลี่ เมื่อได้ยินคำสั่งของย่าก็รีบวิ่งไปบ้านฝั่งตรงข้ามทันที “อาซูฉี หากซีห่าวกับเหลียงอี้กลับมาบ้านฝากบอกพวกเขาด้วยว่าตอนนี้ทุกคนไม่อยู่บ้าน พอดีอาเล็กเกิดอุบัติเหตุต้องไปรักษาที่ตำบล ผมจะรีบไปแจ้งข่าวกับอารองต่อ ฝากดูแลบ้านหน่อยนะครับ”

ซูฉี อดีตยุวปัญญาชนยังจับใจความไม่ได้ ตงหยางก็รีบวิ่งแจ้นไปที่นาเสียแล้ว ในบ้านตระกูลเฉินคนที่มีอำนาจมากที่สุดคือโจวจางลี่ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนทุกอย่างในบ้านนั้นเองแต่หากถามว่าอีกคนที่มีอำนาจในการสั่งการท่านย่าโจวคงหนีไม่พ้น "เฉินลี่มี่"อาเล็กตัวแสบคนนี้นี่เอง

“แม่” เสียงเรียกเล็กๆ แผ่วเบาของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้น

“ตระกูลเฉินรีบร้อนจนลืมไปหมดแล้ว ในบ้านยังมีหยวนถังอยู่อีกคนหนึ่ง เวลานี้บ่ายกว่าๆ หยวนถังน่าจะหลับอยู่ พวกเขารีบจนลืมเรื่องนี้ไปเลย แม่ไปเฝ้าอยู่บ้านตรงข้ามเถอะ” หวังซีฮัน วัย 6 ขวบ กล่าวขึ้นมา ทำให้ซูฉีนึกถึงเด็กชายหยวนถังขึ้นมาได้ แต่เมื่อเธอเห็นงานที่กองอยู่เต็มบ้าน เธอจึงเดินไปหยิบผ้าเก่าๆ ส่วนหนึ่งมา แล้วเดินไปบ้านฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นหยวนถัง วัย 1 ขวบ กำลังนอนหลับอยู่ เธอจึงนั่งลงเย็บชายเสื้ออยู่เงียบๆ

ด้วยความสัมพันธ์อันดีที่เธอมีแต่ตระกูลเฉินทำให้เธอสามารถเดินเข้าออกบ้านนี้ได้อย่างสบายใจ ส่วนฝ่ายแม่สามีนั้นเกลียดตระกูลเฉินมากที่สุด ทำให้แม่สามีมักมีเรื่องที่ไม่พอใจเธออยู่เสมอ ยิ่งเห็นเธอไปสนิทสนมกับฝ่ายศัตรู ยายหวังแทบจะกระอักเลือดออกมา

“ไอ้เด็กเหลือขอ แม่แกหายไปไหน” หวังจิ้ง ผู้เป็นสามีของซูฉีตะโกนใส่หน้าของหวังซีฮันทันทีที่เห็นหน้าเขา

หวังซีฮันมีผิวขาวบริสุทธิ์ดุจน้ำนมเหมือนกับผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโต จมูกโด่ง ขนคิ้ว ขนตาคมเข้ม ทำให้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ยิ่งนำมาเปรียบเทียบกับผู้เป็นบิดาที่ผิวคล้ำแดด ตาเล็กเท่าเม็ดข้าว จมูกใหญ่หนาและแบน ปากหนาเตอะ รวมไปถึงลูกอีกสองคน หวังเจา และ หวังตง ต่างมีหน้าตาและนิสัยที่คล้ายคลึงกับผู้เป็นพ่อมากยิ่งนัก ทำให้หวังจิ้งยิ่งรักใคร่ลูกๆ ทั้งสองคนมาก เพียงแต่ลูกชายคนโตนั้นเขาจงเกลียดจงชังลูกชายคนโตคนนี้มาก ยิ่งดูดียิ่งเกิดการเปรียบเทียบ

เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเขา

“แม่ไปทำงาน” ซีฮันตอบผู้เป็นพ่อ ก่อนที่หวังเจาและหวังตง เด็กชายฝาแฝดวัย 4 ขวบ จะวิ่งออกมาจากลานบ้าน “โกหก แม่ไปอยู่บ้านตรงข้ามต่างหาก”

เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะในบ้านตระกูลหวังมีแต่เสียงหวดไม้เรียว “เด็กเหลือขอ ขี้โกหก แม่ของแกสมควรต้องเฝ้าบ้านตลอดเวลา ถ้ามีใครมาแอบมองแม่แกฉันจะฟาดให้ตายทั้งแม่และลูก”

หวังจิ้งนั้นขี้หึงมาก เขามีหน้าตาที่ไม่ดีแต่ซูฉีนั้นสวยงามปานนางฟ้ากว่าเขาจะบังคับให้เธอแต่งงานกับเขาได้นั้นลำบากแทบตาย ซูฉีได้ยินเสียงหวดไม้เรียวเธอรีบอุ้มหยวนถังไปฝากไว้ที่บ้านๆ ให้หลิวต้านดูแลไปก่อน จากนั้นเธอจึงรีบวิ่งมาห้ามหวังจิ้งให้เลิกตีซีฮัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หวังซีฮันโดนลงโทษอย่างรุนแรง บางครั้งเขาก็โดนจับห้อยกับต้นไม้ทั้งคืนบ้าง บางครั้งก็โดนอดอาหารและสารพัดจะกล่าว โดยที่ซูฉีผู้เป็นแม่ไม่อาจทำอะไรได้เลย

หญิงสาวที่ไร้อำนาจในบ้าน ไม่มีเงิน หรือครอบครัวคอยหนุนหลังทำให้เธอช่างอ่อนแอและชีวิตดูไร้ความหมาย แต่ด้วยความช่วยเหลือจากป้าโจว ทำให้หวังจิ้งไม่กล้าทำอะไรซูฉีอย่างโจ่งแจ้ง ด้วยความเกรงกลัวต่ออิทธิฤทธิ์ของทหาร ส่วนลูกชายของเขา เขาจะทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ เรื่องในบ้านหากปิดปากเงียบก็ไม่มีใครไปแจ้งอะไรได้ทั้งนั้น

ภายใต้ความวุ่นวายแววตาของหวังซีฮันดำมืดขึ้น เขากำมือตัวเองแน่น ดวงตาลึกล้ำกว่าเด็กอายุวัย 6 ขวบนัก

ในความวุ่นวายที่กำลังดำเนินไป เด็กน้อยผิวขาวผ่อง ผมสีน้ำตาลอ่อน ผมหน้าม้ากับเปียผมสองข้างที่เปียกชื้นเล็กน้อย แต่กลับส่งเสริมให้ใบหน้าที่ดูน่ารัก แก้มอวบอิ่ม และริมฝีปากสีชมพู ทำให้เด็กหญิงคนนี้ราวกับเทพธิดาประจำภาพวาดวันปีใหม่เสียอย่างงั้น

“น้องเล็กทำใจดีๆ นะ” เสียงร้องไห้ของเฉินต้าลู่ พี่ชายคนโตดังไม่หยุดมานานกว่าครึ่งชั่วโมงทำเอาหมอและเจ้าหน้าที่ประจำตำบลถึงกับส่ายหน้าเพราะพวกเขาได้อธิบายอาการของเด็กน้อยไปแล้วว่ามีแค่รอยถลอกเล็กๆ ที่บริเวณหางคิ้วเท่านั้นแต่ดูเหมือนคำพูดนี้จะไม่เข้าหูชายหนุ่มคนนี้แม้แต่น้อย

เฉินต้าลู่มีรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ สมกับที่ทำงานที่โรงงานตีเหล็กประจำตำบล วันนี้จู่ๆ น้องเล็กก็ขอไปตำบลด้วย แม้พ่อกับแม่จะไม่เห็นด้วยแต่เมื่อเจอความน่ารักออดอ้อนของน้องสาวตัวเล็กจึงจำยอมแต่เขากลับดูแลน้องสาวไม่ดีพอหลังจากพาน้องสาวมากินซาลาเปาที่หน้าโรงงาน เขาหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเพียงครู่เดียว น้องเด็กก็ล้มหัวฟาดพื้นไปเสียแล้ว

“ไหน หมั่นโถวน้อยของพ่ออยู่ที่ไหนกัน” เฉินต้านกั๋ว ผู้เป็นพ่อในวัย 42 ปี แต่ทั้งใบหน้าและร่างกายยังดูแข็งแรงแม้อาจจะผอมไปหน่อยแต่ก็ถือว่าดูดีกว่าคนในหมู่บ้าน รวมไปถึงยังมีใบหน้าที่โดดเด่นสะดุดตา อีกทั้งโจวจางลี่ผู้เป็นภรรยาก็มีใบหน้าและรูปร่างที่โดดเด่นเช่นเดียวกันทำให้ลูก-หลานของบ้านนี้มีหน้าตาและส่วนสูงที่ไม่ธรรมดา

เฉินต้าลู่ผู้เป็นบุตรชายคนแรก ในวัย 24 ปี เขามีส่วนสูงไม่น้อยกว่า 185 เซนติเมตร มีหน้าตาที่หล่อเหลาและมีรูปร่างที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้านเนื่องจากเขาทำงานอยู่ที่โรงงานตีเหล็ก เมื่อผสมรวมกับหวังลี่ ยุวปัญญาชนสาวที่หน้าตาและผิวพรรณดูขาวสะอาดตา ทำให้ตงหยางหลานชายคนแรกของตระกูลเฉิน วัย 8 ขวบ มีพลังกำลังมากกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน แม้ว่าเขามักจะมีเรื่องชกต่อยกับเด็กในหมู่บ้านบ่อยๆ แต่ตงหยางก็มักได้รับชัยชนะกลับมาเสมอ อีกทั้งตงหยางยังเป็นเด็กที่เงียบๆ แต่หมัดหนัก ทำให้เด็กๆ ในหมู่บ้านต่างเคารพและเกรงกลัวเขาไม่น้อยส่วนน้องชายของเขา ลู่เจ๋อ วัย 5 ขวบ แม้จะยังเด็กแต่ก็มีพละกำลังมากเหมือนผู้เป็นพี่ชาย ช่างพูด ช่างเจรจาจนกลายเป็นลูกสมุนตัวน้อยของอาเล็กอย่างเฉินลี่มี่ไปโดยปริยาย

เฉินกวง บุตรชายคนที่สอง ในวัย 23 ปี มีอาชีพทำนา มีสีผิวที่คล้ำที่สุดในบ้านจากการทำงานตากแดด แต่เขาก็ยังมีส่วนสูง 183 เซนติเมตร ทำให้เขาดูหล่อเหลาและคมเข้ม เขาแต่งงานกับเจี้ยอวี้ หญิงสาวจากหมู่บ้านข้างเคียง โดยนิสัยส่วนตัวของเฉินกวงคือคนไม่ค่อยพูดแต่เจี้ยอวี้กลับหญิงสาวที่พูดมาก ทำงานเก่ง ทำอาหารอร่อย แถมยังมีความเป็นผู้นำสูง แต่ทั้งคู่กลับเข้ากันได้เป็นอย่างดี ทั้งคู่มีบุตรชายอายุ 7 ขวบอยู่เพียงคนเดียว โดยมีนามว่าซีห่าว ซึ่งซีห่าวนั้นได้รับนิสัยพูดไปเรื่อยเหมือนผู้เป็นแม่ไม่มีผิด แต่เมื่อเทียบกับลู่เจ๋อจากบ้านใหญ่แล้ว ซีห่าวนั้นดูพูดน้อยไปเลย อีกทั้งซีห่าวยังมีมันสมองที่ฉลาด เรียนเก่ง จึงทำให้เฉินกวงรู้สึกภาคภูมิใจเพราะในบรรดาพี่น้องทั้งหมดเขาคือคนที่ไม่ชอบเรียนหนังสือที่สุด

ส่วนบุตรชายคนที่สามมีชื่อว่า เฉินจิน มีอายุ 22 ปี เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ได้เป็นครูมัธยมประจำตำบล มีหน้าตาที่โดดเด่น ทั้งดูหล่อและอ่อนหวาน รวมไปถึงสีผิวขาวสะอาดและส่วนสูง 180 เซนติเมตร ทำให้เขาเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในหมู่บ้าน เพียงแต่เขารีบแต่งงานกับซูเจิน ยุวปัญญาชนสาวทำให้หญิงสาวจากทั้งในและนอกหมู่บ้านต่างพึมพำด้วยความเสียดาย ซูเจินมีชีวิตที่ยากลำบากไม่น้อยโดยหลังจากที่พ่อของนางแต่งงานใหม่ เธอก็ถูกครอบครัวส่งออกมาอยู่หมู่บ้านที่ห่างไกล จนได้พบรักกับครูหนุ่มสุดหล่อจนมีบุตรอยู่ 2 คนด้วยกัน คือเหลียงอี้ วัย 7 ขวบที่ฉลาดและเจ้าเล่ห์ที่สุดในบ้านและอาจจะปากไวไปหน่อย ส่วนบุตรชายคนเล็กมีชื่อว่าหยวนถัง มีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้นเอง

เฉินเหม่ยคือบุตรสาวคนแรกของตาเฉินและยายโจว เธอมีอายุ 21 ปีเท่านั้น เฉินเหม่ยมีหน้าตาที่โดดเด่น ดวงตากลมโต จมูกเล็กโด่งสูง ริมฝีปากกระจับ ผิวขาวสะอาด รวมไปถึงส่วนสูง 165 เซนติเมตรที่ถือว่าไม่เตี้ยเลยในยุคนี้ อีกทั้งเธอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ทำให้ได้ไปทำงานโรงงานในอำเภอและได้แต่งงานกับหลี่ไห่ ผู้จัดการโรงงานในเวลาต่อมา ทั้งคู่จึงย้ายเข้าไปอยู่บ้านเล็กๆ 20 ตารางเมตรในอำเภอ โดยทั้งคู่มีลูกสาวและลูกชายอย่างละคนเท่านั้น เฉินเหม่ยนั้นจะกลับบ้านทุกๆ ปีใหม่แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นยังคงแน่นแฟ้นอยู่เสมอ

และแน่นอนว่าลูกสาวคนสุดท้ายผู้เป็นที่รักของคนทั้งบ้านจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เฉินลี่มี่ , เสี่ยวมี่หรือที่พวกเด็กๆ จะเรียกว่าอาเล็กนั้นเอง เด็กสาวตัวน้อยแก้มอวบอิ่มผิวขาวน้ำนม ใบหน้าที่โดดเด่น ตากลมโต ผมสีน้ำตาลอ่อน ทำให้เด็กน้อยใบหน้าตุ๊กตากลายเป็นสุดที่รักของคนทั้งบ้าน

โจวจางลี่ดันมีลูกหลงตอนอายุ 30 กว่าเข้าเสียได้ทำให้เธอและคนในตระกูลเฉินต่างทั้งรักและหลงเฉินลี่มี่ จนบางครั้งหลานๆ ยังมีแอบเรียกอาเล็กลับหลังว่า จอมอันธพาลตัวน้อยๆ อีกด้วย

เพียงแต่ตอนนี้แก้มอวบอิ่มของเฉินลี่มี่นั้นดูยุบลงไปเล็กน้อย เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ก็ทำให้หัวใจของเฉินต้านกั๋วเจ็บไปหมด “ลูกสาวตัวน้อยของพ่อ”

“แกนี่เป็นพี่ชายที่แย่จริงๆ น้องสาวตัวเองยังดูแลไม่ได้แล้วลูกๆ ของแก แกจะดูแลให้ดีได้อย่างไร” เฉินต้านกั๋วไม่หยุดต่อว่าเฉินต้าลู่แต่เขานั้นเป็นห่วงบุตรสาวมากกว่าจึงไม่อยากเสียเวลาต่อว่าบุตรชายตอนนี้ บุตรสาวกำลังเจ็บตัวเขาไม่อยากเสียเวลาไปแม้แต่นิดเดียว

เฉินต้านกั๋วพุงเข้าไปหาเฉินลี่มี่ที่กำลังนอนหลับอยู่ เสียงร้องของเฉินต้าลู่ผู้เป็นพี่ชายและเสียงร้องของเฉินต้านกั๋วนั้นทรงพลังมาก ทั้งคู่ต่างประสานเสียงขับร้องกันเป็นอย่างดีจนทำให้เด็กน้อยเอามืออุดหูและร้องตะโกนออกมาว่า

“อย่าทำร้ายแม่ของฉันนะ” เสียงน้ำนมของเด็กน้อยทำให้ทั้งห้องต่างสะดุ้งโหยง

“แม่มาแล้วๆ ตัวน้อยของแม่” โจวจางลี่ที่วิ่งมาจากบ้าน จนไปเจอรถไถนาที่กำลังขับเข้าตำบลพอดี เธอเลยขอติดรถเข้ามาด้วย แต่เมื่อเธอเข้ามาในห้องพักของศูนย์อนามัยประจำตำบล ก็พบว่าลูกสาวตัวน้อยกำลังร้องเรียกหาเธออยู่

“แม่จ๋า~” เสียงของเฉินลี่มี่เบาหวิวเหมือนเสียงยุงบิน ทำให้ใจของโจวจางลี่รู้สึกปวดร้าว มือป้อมๆ เล็กๆ สองข้างจับไปที่คอเสื้อของโจวจางลี่ พร้อมกับเอาตัวเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของแม่

เมื่อกี้ฉันฝันร้าย เป็นฝันที่ยาวนานและน่ากลัวมากเกินไปแล้ว…

ฝันบอกอนาคต

ฉันมีชื่อว่า เฉินลี่มี่ เป็นลูกคนคนสุดท้องของตระกูลเฉิน ในบรรดาคนในตระกูลทั้งหมด ฉันกล้าพูดได้เลยว่าฉันคือคนที่ โชคดีที่สุด

ตอนอายุ 1 ขวบ ฉันซึ่งเกิดในวันปีใหม่ซึ่งเป็นการเริ่มต้นปีแห่งความสุขสันต์ จู่ๆ พ่อก็จับไก่ฟ้าได้ 7 ตัว ใช่แล้ว 7 ตัว พวกมันเดินมาเป็นกลุ่มแล้วล้มใส่ขาพ่อพร้อมกันหมด แต่นี่คือคำบอกเล่าของพ่อ ทำให้พ่อเชื่อมั่นว่าเป็นเพราะฉัน 'เฉินลี่มี่' คนนี้ เนื่องจากในปีนั้นเป็นปีที่พี่สาวสี่แต่งงานทำให้ทางบ้านต้องใช้จ่ายเงินไปไม่น้อย ที่บ้านแทบไม่มีจะกินด้วยซ้ำ แต่เมื่อจับไก่ฟ้าได้ก็ทำให้ทางบ้านมีกินไปได้หลายอาทิตย์ ไม่ว่าจะทอด ตุ๋น และในอากาศที่หนาวเย็นทำให้สามารถยืดอายุของอาหารได้นาน ทำให้บ้านตระกูลเฉินมีเนื้อกินไปได้หลายอาทิตย์

ส่วนตอนอายุ 2 ขวบ โจวจางลี่ที่อุ้มลูกสาวเดินกลับบ้านหลังจากไปที่ลานเก็บเกี่ยว จู่ๆ เฉินลี่มี่ก็ทำมือชี้ไปโขดหินใกล้แม่น้ำ เมื่อโจวจางลี่เดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบกล่องๆ หนึ่งอยู่ในนั้น มีเงินจำนวน 100 หยวนและคูปองอุตสาหกรรมจำนวนหลายใบ อยู่ๆ ลาภลอยก็มาโผล่ตรงหน้า โจวจางลี่รู้สึกสองจิตสองใจ แต่เฉินลี่มี่เมื่อเห็นเงินจำนวนมากก็อดใจไม่ไหวเก็บเอาเงินเข้ากระเป๋าเสื้อตัวเองทันที โจวจางลี่ทั้งขำและทั้งกลัวถูกจับได้แต่สุดท้ายเธอก็แอบเก็บเงินนั้นมาด้วยความหวาดระแวง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่มีผู้ใดมาตามหาเงินนั้น โจวจางลี่และเฉินต้านกั๋วจึงยิ่งเชื่อมั่นว่าลูกสาวคนเล็กคือ คนที่จะนำพาความเจริญมาสู่ครอบครัว

หลังจากนั้นเฉินลี่มี่ก็พบเจออะไรที่ไม่คาดคิดอยู่เรื่อยๆ แต่ที่หนักที่สุดคือเมื่อตอนเฉินลี่มี่อายุ 4 ขวบ เด็กน้อยกำลังวิ่งอยู่หน้าลานบ้าน จู่ๆ ก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากพื้นดิน เฉินลี่มี่จึงไปเรียกโจวจางลี่ให้ออกมาดู โจวจางลี่นั้นตามใจบุตรสาวอยู่เสมอ เมื่อเห็นบุตรสาวสนใจจึงไปเอาจอบมาขุดดินให้แต่กลับขุดเจออะไรแข็งๆ เข้า โจวจางลี่เห็นท่าไม่ดีจึงไปตามผู้เป็นสามี เฉินต้านกั๋วให้เป็นคนขุด หลังจากขุดได้หลุมขนาดประมาณหนึ่งจึงได้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในหลุมคือ กล่องดำกล่องหนึ่ง เมื่อเปิดออกมากลับมีสมบัติเต็มกล่องไปหมด

สร้อยทอง มุก หรือแม้กระทั่งหยก ต่างอยู่ในกล่องนี้ทั้งหมด เฉินลี่มี่มองสมบัติด้วยดวงตาแวววาว เฉินต้านกั๋วรู้สึกว่าเป็นของร้อน จะลวกมือเอา หากถูกจับได้ไม่รู้ว่าจะเลวร้ายขนาดไหนแต่โจวจางลี่กลับเห็นต่าง เธอรีบเก็บเอาสมบัติทั้งหมดไปซ่อนไว้ในหีบ แล้วให้พ่อลูกเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และแน่นอนว่าสมบัติพวกนี้ต้องเก็บไว้ให้เฉินลี่มี่แน่นอนอยู่แล้ว เธอไม่กลัวคนอื่นจะหาว่าเธอลำเอียง ในเมื่อของพวกนี้เป็นสิ่งที่ลูกสาวเธอหามาได้ แม้ตอนนี้ของพวกนี้จะยังเป็นของไร้ค่า ไม่มีราคา และเป็นดั่งของต้องห้าม แต่เธอเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งสมบัติเหล่านี้จะต้องมีราคาแน่นอน ของที่มีค่าแน่นอนว่าจะไม่มีวันสูญค่าไปได้ง่ายๆ

ความคิดของโจวจางลี่ค่อนข้างเป็นภัยสำหรับปี 1970 แต่ในปัจจุบันสามารถบอกได้ว่าโจวจางลี่นั้นเป็นคนที่มองการณ์ไกลได้ค่อนข้างดีเยี่ยมทีเดียว

จู่ๆ เฉินลี่มี่ก็เริ่มฝันว่ามีคนจะมาทำใส่ร้ายพี่ชายใหญ่อย่างเฉินต้าลู่ เหตุการณ์ในฝันคือพี่ชายไปทำงานที่โรงงานตีเหล็กตามปกติ แต่กลับมีคนขโมยกระทะ ตะหลิวออกไปจากโรงงานจำนวนมาก หลังการตรวจสอบกลับพบของกลางอยู่ที่พี่ชาย ทำให้พี่ชายโดนจับขังและถูกรุมทำร้าย

ในความฝันยังชี้อีกว่าคนที่ทำคือใคร ซึ่งคนคนนั้นก็คือซานเล่ย เพื่อนสนิทของพี่ชายใหญ่นั้นเอง เขาร่วมมือกับคนนอกขโมยของไปขายที่ตลาดมืด

ทำให้ในเช้าวันนี้เฉินลี่มี่จึงขอติดตามพี่ชายใหญ่ไปที่ตำบลด้วย ลางสังหรณ์ของเด็กน้อยมันบ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้ใกล้จะเกิดขึ้นในไม่ช้า ขณะที่เฉินลี่มี่และพี่ชายใหญ่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ เพื่อนร่วมงานของพี่ชายใหญ่ก็เข้ามาทักทาย เฉินลี่มี่สบโอกาสจึงแอบหลบหนีออกจากร้านไปที่โรงงานซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

เด็กน้อยเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ริมรั้ว ทันใดนั้นเฉินลี่มี่ก็เห็นซานเล่ยกำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่กับน้องชายของเขา ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เฉินลี่มี่เห็นในฝัน ทำให้เด็กน้อยตกใจเผลออุทานออกมาเสียงดังว่า “ขโมย”

ซานเล่ยเห็นเด็กน้อยตัวขาวๆ กลมๆ มาลอบมองเขาอยู่ จึงเริ่มวิ่งไล่ตาม เฉินลี่มี่รีบกลับมาหาพี่ชายใหญ่ก่อนจะสะดุดก้อนหินล้มหัวฟาดพื้นสลบไป

ในความฝันเด็กน้อยฝันถึงตนเอง ที่หลังจากพี่ชายใหญ่เข้าคุก บ้านตระกูลเฉินเริ่มลำบากมากกว่าเดิม ความโชคดีของเด็กน้อยหายไปแล้ว อีกทั้งเมื่อเด็กน้อยเริ่มโตขึ้น เธอจึงพยายามตั้งใจเรียนจนสอบติดมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้สำเร็จ

วันหนึ่งเฉินลี่มี่กลับได้พบกับหวังซีฮันโดนบังเอิญ เขาได้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากในเมืองหลวง รวมไปถึงเธอยังรู้ความลับของเขาว่าแท้จริงแล้ว หวังจิ้ง ไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของเขาแต่เป็นผู้มีอำนาจคนหนึ่งต่างหาก

เฉินลี่มี่และหวังซีฮันนั้นรักกันจนได้แต่งงานกันในที่สุด แต่หวังซีฮันนั้นมีความแค้นอันใหญ่หลวง ซูฉีผู้เป็นแม่ของเขาถูกหวังจิ้งทำร้ายจนเสียชีวิต เขาจัดการหวังจิ้ง และพี่น้องต่างบิดาของตน หวังเจาและหวังตง จนสุดท้ายหวังตงพลาดท่าเสียชีวิตลง หวังซีฮันถูกจับ แม้เขาจะมีอำนาจมากแต่ก็ไม่อาจหนีพ้นกฎหมายได้ ขณะนั้นเฉินต้านกั๋วได้เสียชีวิตลงไปหลายปีแล้ว เนื่องจากการทำงานหนักมานานจนเริ่มเจ็บป่วยเรื้อรังไม่อาจรักษาต่อได้อีก

โจวจางลี่ผู้ซึ่งรักและสงสารบุตรสาว เธอออกไปวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือบุตรสาวและหวังซีฮันแต่กลับถูกหลอกจนหมดตัว พี่ชายรองนั้นเป็นคนซื่อๆ จึงโดนหลอกจนหมดตัวเช่นกัน ส่วนพี่ชายสามนั้นรักน้องสาวคนเล็กอย่างเฉินลี่มี่มาก จึงพยายามใช้เส้นสายทางการศึกษาของตนแต่กลับถูกเพื่อนร่วมงานหลอก และถูกแจ้งความจับกุม เขาถูกใส่ความและต้องสูญเสียเงิน แม้จะออกมาได้แต่เขาก็สะบักสะบอมเกินกว่าจะเอาชีวิตรอดได้ไหว หลังจากนั้นไม่นานพี่ชายสามก็เสียชีวิตลง

โจวจางลี่ในฝันมีสภาพผอมแห้ง ผิวพรรณดำคล้ำ เสื้อผ้าเก่าขาด ช่างแตกต่างจากแม่ที่เธอเคยเห็นมาตลอดชีวิต โจวจางลี่ในมือถือเงินจำนวนหนึ่งมอบให้เธอ ก่อนที่โจวจางลี่จะสลบลงในอ้อมกอดของเฉินลี่มี่ เด็กน้อยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไร แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนก่อนที่เสียงของเฉินต้านกั๋วและเฉินต้าลู่จะทำให้เธอฟื้นขึ้นมา

เฉินลี่มี่กอดผู้เป็นแม่ราวกับกลัวว่าโจวจางลี่จะหายไป “แม่อยู่นี่แล้วเด็กดี ไม่เจ็บแล้ว” โจวจางลี่ลูบศีรษะของเด็กน้อย เฉินลี่มี่ใช้ดวงตากลมโตน่ารักที่มีน้ำตาคลออยู่ ชวนให้คนรู้สึกสงสารและหลงรักในคราวเดียวกัน โจวจางลี่โอบกอดบุตรสาวด้วยความรักใคร่

เด็กน้อยรู้สึกสับสนกับความฝันนั้นแต่เธอเชื่อว่ามันคือความจริงอย่างแน่นอน เธอจึงรีบบอกกับคนในครอบครัวว่า

“เสี่ยวมี่เห็นขโมย เขาเลยรังแกเสี่ยวมี่” เฉินลี่มี่ยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่ชายใหญ่ได้ดี หัวขโมยซานเล่ยที่ทำร้ายพี่ชายใหญ่

“ใครกัน บอกพี่ชายใหญ่มาพี่จะจัดการเอง” เฉินต้าลู่ยืดอก และกลับถูกเฉินต้านกั๋วเขกศีรษะ

“พูดมาก เรื่องแบบนี้ต้องแจ้งทางการเท่านั้น อีกอย่างอายุขนาดนี้แล้วยังไม่สามารถดูแลน้องสาวให้ดีได้เลย น่าขายหน้าเสียจริง” เฉินต้านกั๋วยังไม่วายที่จะต้องดุด่าบุตรชาย

“วันนี้แกอดข้าวไปเลย กล้าทำให้แม่น้ำผึ้งน้อย (ลี่มี่ มีความหมายว่าน้ำผึ้ง) ของฉันได้รับบาดเจ็บได้อย่างไรกัน” โจวจางลี่พูดกับเฉินต้าลู่

เฉินลี่มี่เห็นเรื่องราวเริ่มไปไกล อีกใจหนึ่งเธอก็สงสารพี่ชายใหญ่ พี่ชายใหญ่โดนข้อหาขโมยของหน่วยงาน เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เธอไม่อยากให้เรื่องราวกลับไปเหมือนเดิม เด็กน้อยในวัย 5 ขวบจะทำอะไรได้มากมายกันเชียว นอกจากฟ้องผู้เป็นแม่

“คนคนนั้นมีไฝเม็ดหนึ่งกลางหน้าผาก เขามาคนที่หน้าตาคล้ายๆ กัน เขาบอกว่าจะขโมยของในโรงงานไปขายให้หมดเลย”

“อีกอย่างเขาบอกว่าจะใส่ร้ายพี่ชายใหญ่ด้วย พี่ชายใหญ่ต้องจัดการเขานะ” เฉินลี่มี่ยังเด็กอยู่ เธอคิดซับซ้อนไม่เป็นแต่เฉินต้านกั๋วและโจวจางลี่กลับมองหน้ากันด้วยสายตาที่ล้ำลึก

ขโมยของอีกทั้งยังต้องการที่จะใส่ร้ายลูกชายของพวกเขาไม่พอ ยังทำให้เฉินลี่มี่ต้องเจ็บตัวอีก แม้เด็กน้อยจะสะดุดล้มเองก็ตาม อย่างไรเสียความผิดนี้ก็เป็นเพราะซานเล่ย เจ้าจอมโจรคนนั้น

“คนคนนั้นคือซานเล่ยแน่ๆ มีไฝกลางหน้าผากก็มีมันคนเดียวนั่นแหละ ผมจะไปจัดการมันเดี๋ยวนี้” เฉินต้าลู่ทำท่าทางฮึกเหิม พร้อมเอาเรื่อง แต่กลับถูกโจวจางลี่เขกศีรษะอีกรอบ

“นี่ฉันคลอดเจ้าหมาบื้อที่ไหนมากัน ไปหาเรื่องมันก็รู้หมดนะสิ เอาอย่างนี้แกไปแจ้งหัวหน้าหน่วยว่าเห็นซานเล่ยทำท่าลับๆ ล่อ ตอนกลางคืน”

“แล้วจะเป็นอย่างไรต่อละแม่” เฉินลี่มี่เงยหน้าถาม ใบหน้าเล็กๆ ที่มีผ้าพันแผลปิดอยู่บนศีรษะ เรียกคะแนนความน่ารักและน่าทะนุถนอม โจวจางลี่ใช้มือลูบผมเปียเปียกๆ ของเด็กน้อย

“เราจะมาจับขโมยกันอย่างไรเล่า”

เฉินลี่มี่ตาโตและอมยิ้ม ใช่แล้ว คนนิสัยไม่ดีแบบนี้ เราต้องจัดการมันซึ่งๆ หน้า

“แม่ฉลาดมาก” เฉินลี่มี่กล่าวชมแม่

“แล้วพี่ชายใหญ่ล่ะ ไม่ฉลาดหรือ” เฉินต้าลู่ทำท่าทางแง่งอนผู้เป็นน้องสาว เฉินลี่มี่ทำท่าทางหนักใจ

เฉินต้านกั๋วใช้สายตาพิฆาตไปที่เฉินต้าลู่ “อย่างแกเรียกว่าฉลาดหรือ สมองมีแต่มัดกล้าม ไม่มีความรู้อะไรเลย สู้น้องสาวตัวเองก็ไม่ได้”

เฉินต้าลู่ห่อไหล่ เฉินลี่มี่เห็นดังนั้นจึงหัวเราะเสียยกใหญ่ “แต่อย่างน้อยพวกหลานๆ ก็ฉลาดออก ตงหยางและลู่เจ๋อก็ดูท่าทางฉลาดอยู่น้า”

เฉินต้านกั๋วเห็นดังนั้นจึงกล่าวเสริมว่า “โชคดีที่นางหวังลี่เป็นพวกมีสมอง เป็นยุวปัญญาชนที่มีความสามารถ เสียแต่แก มีแต่ใช้แรงงานเป็น ข้าล่ะกลุ้มใจจริงๆ”

ดังนั้นวันนี้ทั้งครอบครัวนั่งรถไถนาของเจ้าหน้าที่ไปลงแถวบริเวณหน้าหมู่บ้าน ก่อนที่จะพากันเดินทางกลับบ้าน โดยที่เฉินต้าลู่แบกน้องเล็กขึ้น เดินกลับบ้าน

ขณะที่กำลังจะเข้าบ้าน โจวจางลี่ก็เห็นหวังซีฮันมานั่งกอดเข่าอยู่หน้าบ้าน

“ซีฮันเกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไร บอกย่า ทำไมหัวถึงแตกล่ะ”

เฉินลี่มี่เมื่อเห็นหน้าของหวังซีฮัน จู่ๆ ใบหน้าก็แดงขึ้นมาอย่างไรสาเหตุ แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้คงเป็นอีกวันที่หวังซีฮันโดนทำร้ายเป็นแน่

“หลานชายวันนี้มากินข้าวบ้านอาเล็กสิ พาพี่ซูฉีมาด้วย” เฉินลี่มี่กล่าวชวนหวังซีฮันให้มากินอาหารที่บ้านเนื่องจากเมื่อก่อนตอนที่ซูฉีผู้เป็นแม่ของเขานั้นเคยมาพักอยู่ที่บ้านตระกูลเฉินอยู่ระยะหนึ่งระหว่างที่ซูฉีเป็นยุวปัญญาชนหญิงที่ถูกส่งตัวมาที่ชนบท ทำให้โจวจางลี่กับซูฉีนั้นสนิทสนมกันราวกับเป็นญาติกันซึ่งเฉินลี่มี่ก็รับรู้เรื่องนี้ดี เธอจึงกล้าที่จะกล่าวชวนหวังซีฮันเป็นครั้งแรก

หวังซีฮันมองเฉินลี่มี่ด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “แม่นอนเจ็บตัวอยู่ ลุกไม่ไหว”

เฉินต้านกั๋วได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า “แม่เจ้าโดนหวังจิ้งทำร้ายอีกแล้วเหรอ ว่าแล้วเชียว คนแบบนี้เชื่อใจไม่ได้ แม่(โจวจางลี่) เรื่องนี้ต้องแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านไหม”

ในชั่วพริบตาเฉินลี่มี่ก็เห็นแววตาของหวังซีฮันดูดำมืดขึ้นเขาคือตัวร้ายในอนาคตแต่ในตอนนี้เขาและเธอต่างอายุแค่ 5-6 ขวบเท่านั้น เขาไม่มีทางช่วยเหลือตนเองได้หรอก แต่เพื่อปกป้องหวังซีฮันจากความเลวร้ายทั้งหมด เฉินลี่มี่จะต้องปกป้องหวังซีฮันให้ได้

เฉินลี่มี่ยิ้มกรุ้มกริ่ม ทำให้หวังซีฮันที่ก้มหน้ามองพื้นอยู่สัมผัสได้ เขามองดูรอยยิ้มนั้นก่อนจะรีบหลบหลีกสายตาแปลกๆ ที่เขาได้รับจากเจ้าตัวเล็กที่ชอบเรียกตัวเองว่า อาเล็ก อยู่นั้น

ครอบครัวเฉินที่แสนอบอุ่น

“แม่… เรื่องใหญ่แบบนี้แม่ต้องจัดการนะ หลานชายยังเด็กอยู่เลย ดูสิเนื้อตัวมีแต่รอยช้ำไปหมดเลย” เสียงน้ำนมของเฉินลี่มี่เตือนสติในใจของโจวจางลี่ แม้ว่าหวังซีฮันจะอายุมากกว่าเฉินลี่มี่เพียงหนึ่งปีเท่านั้น แต่เขากลับตัวเล็กกว่าเฉินลี่มี่ อีกทั้งเนื้อตัวยังผอมแห้ง หากเปลี่ยนเด็กที่โดนกระทำขนาดนี้เป็นเฉินลี่มี่ละก็…

โจวจางลี่มีสีหน้าดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด “ตาเฒ่าไปแจ้งหาหัวหน้าหมู่บ้านเดี๋ยวนี้เลย ยังไงบ้านนั้นกับบ้านเราก็ไม่ถูกกันมานานแล้ว กล้าดีเหลือเกิน ไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยสินะ”

เฉินต้านกั๋วได้ยินดังนั้นจึงรีบวิ่งไปที่หน้าหมู่บ้านทันที “ไปเถอะ เดี๋ยวปู่พาไปเล่นกับพวกเด็กๆ ในบ้านนะ” เฉินต้าลู่ตบไหล่หวังซีฮัน เพื่อปลอบโยนเขา

เมื่อก้าวเข้าไปในลานบ้านหวังซีฮันก็เห็นพวกเด็กๆ มานั่งรออยู่หน้าประตูบ้าน “อาเล็ก…” เสียงเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าวไปหมด ทุกคนต่างพากันมารุมล้อมที่เฉินลี่มี่

“อาเล็กเจ็บไหม” ตงหยางผู้ที่อายุมากที่สุดในบรรดาตระกูลเฉินรุ่นหลานเอ่ยถาม

“โชคดีนะที่อาเล็กอ้วนเนื้อตัวเลยนุ่มนิ่ม ถ้าเป็นคนอื่นละก็คงกระดูกหักไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงนะใครรังแกอาเล็ก ซีห่าวจะไปจัดการให้เอง ดูนี่” หวังซีห่าวบุตรชายคนเดียวของบ้านรอง ทำท่าทางเบ่งกล้ามที่ไม่มีของตัวเอง “ดูนี่สิทุกคน” เขาพยายามอวดกล้ามแขนของตนเองแต่กลับถูกทุกคนเมิน

“ต่อจากนี้ลู่เจ๋อจะเกาะติดอาเล็กให้มากกว่าเดิมเลย พ่อเคยบอกว่าพวกเราต้องปกป้องอาเล็ก” ลู่เจ๋อจากบ้านใหญ่ อายุรุ่นเดียวกับเฉินลี่มี่แต่กลับถวายตัวเป็นลูกสมุนของเฉินลี่มี่ตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ เอ่ยขึ้น

“อาเล็กตัวอ้วนเกินไปหรือเปล่า จุดถ่วงดุลเลยไม่ค่อยดี ล้มเพราะอ้วนใช่ไหม” เหลียงอี้จากบ้านสาม นิสัยเจ้าเล่ห์ที่สุด ฉลาด หัวไว สมกับลูกของเฉินจินผู้ซึ่งเป็นครูประจำตำบล

“นี่ ใครบอกให้พูดกับอาเล็กแบบนั้น อาเล็กไม่ได้อ้วนเสียหน่อย” ซูเจินหรือสะใภ้สาม เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรชายของตนได้แต่ส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรหรอกพี่สะใภ้สาม จริงๆ แล้วที่ล้มเพราะมีคนร้ายจะมาจัดการเสี่ยวมี่ต่างหาก” ถึงคราวที่เฉินลี่มี่เอ่ยปากพูดบ้างแล้ว คำพูดนี้ทำเอาทุกคนถึงกับตกใจ

หวังซีฮันผู้ที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ถึงกับเลิกคิ้ว เด็กตัวกะเปี๊ยกคนนี้พูดออกมาว่าอะไรนะ 'คนร้าย' งั้นเหรอ เป็นเด็กที่น่าสนใจจริงๆ หวังซีฮันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในลำคอ แม้เสียงจะเบาแค่ไหนก็ไม่พ้นหูวิเศษของเฉินลี่มี่ไปได้

“ไม่ต้องมาหัวเราะเลย เรื่องจริงนะ” เฉินลี่มี่ไม่กลัวว่าทุกคนจะไม่เชื่อเธอ แต่หวังซีฮันนี่สิ เขาต้องเชื่อใจเธอสิ ตัวร้ายคนนี้เข้าใจยากจริงๆ

“เสี่ยวมี่เข้าไปในตำบลกับพี่ชายใหญ่ ตอนนั้นเสี่ยวมี่เห็นผู้ชายตัวใหญ่ มีไฝกลางหน้าผาก คนคนนั้นทำท่าทางน่ากลัวมาก เขาต้องพยายามขโมยของแน่ๆ เลย” เฉินลี่มี่พยายามโน้มน้าวหวังซีฮันให้เชื่อในคำพูดของเธอ

“แล้วรู้แล้วอย่างไรว่าเขาจะขโมย” หวังซีฮันถามต่อ

เฉินลี่มี่หรี่ตาพลางยักคิ้วอย่างน่ารัก “แน่นอนว่าเสี่ยวมี่ต้องรู้สิ หลังจากนั้นพอเขาเห็นเสี่ยวมี่เขาก็แยกเขี้ยวด้วยนะ น่ากลัวมาก พอเขาวิ่งไล่ตามเสี่ยวมี่เลยวิ่งกลับไปหาพี่ชายใหญ่ จนสะดุดล้มเลย” ว่าแล้วเฉินลี่มี่ก็ชี้ไปที่ผ้าพันแผล ท่าทางดูน่าสงสาร

“มายืนทำอะไรกัน อาเล็กของพวกเธอไม่ค่อยสบายอยู่ เข้าไปนั่งรอที่โต๊ะได้แล้ว” โจวจางลี่เดินออกมาตาม พวกเด็กๆ บ้านตระกูลเฉินยังไม่แยกบ้าน ดังนั้นเวลารับประทานอาหารทุกคนจะกินร่วมกันหมด

เฉินต้าลู่ทำงานโรงงานตีเหล็ก พอเลิกงานก็มาทำไร่นาต่อ ส่วนบ้านรองอย่างเฉินกวงก็มีหน้าที่ทำไร่นาและคอยเก็บเกี่ยวผลผลิตประจำฤดูต่างๆ อย่างขันแข็ง แน่นอนว่าบ้านสามอย่างเฉินจินแม้ว่าเขาจะเป็นครูประจำตำบลแต่เขาก็มาช่วยที่บ้านทำงานทุกๆ การเก็บเกี่ยวหรือวันหยุดต่างๆ

พวกเด็กๆ หลังเลิกเรียนก็มักจะมาช่วยกันถอนวัชพืชแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็นับว่าเป็นแต้มค่าแรงเช่นเดียวกัน เฉินลี่มี่และเฉินลู่เจ๋อมีอายุแค่ 5 ขวบ ซึ่งยังเด็กเกินไปที่จะไปโรงเรียน โจวจางลี่นั้นอยากจะให้พวกเขาไปโรงเรียนในปีหน้าแทน เพียงแต่โรงเรียนประจำตำบลนั้นค่อนข้างไกลและที่บ้านก็มีจักรยานเพียงคันเดียวที่เฉินจินนั้นซื้อต่อมาจากเพื่อนร่วมงานในราคา 70 หยวน และมันก็ไม่ใช่จักรยานตราหงส์ด้วยซ้ำ ในปี 1972 ที่ราคาของจักรยานดีดขึ้นไปมากกว่า 120 หยวนนั้นก็นับว่าคุ้มค่าไม่น้อย ในตอนนี้ต้องขอบใจเฉินลี่มี่ที่ทำให้สถานการณ์ด้านการเงินของตระกูลเฉินนั้นดีขึ้นมาก

โจวจางลี่มองการณ์ไกลไปมากกว่านั้น เธอรักเฉินลี่มี่มากและแน่นอนว่าเธอนั้นก็รักลูกๆ หลานๆ มากเช่นเดียวกัน เพียงแต่ในตอนนี้ความรักที่เธอมีให้เฉินลี่มี่มันมากมายเหลือเกิน ทำให้เธอยอมกัดฟันซื้อจักรยาน หากวันใดเฉินลี่มี่เจ็บป่วยจะได้ไปหาหมอได้ทันท่วงทีนั้นเอง

“เอาล่ะทุกคนเข้ามากันเถอะ รีบกินข้าว ซีฮันจ๊ะ มากินข้าวกับย่าก่อน หลังกินเสร็จหัวหน้าหมู่บ้านคงจะมาพอดี” โจวจางลี่เอ่ย เธอรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างตาแก่หวัง หัวหน้าหมู่บ้านคนนั้น อายุปาไป 70 กว่าปีเข้าแล้วแต่ยังคงความขี้เหนียว เห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง ยิ่งเธอให้ต้านกั๋วไปตามตาแก่หวังนั้นมือเปล่า ดูท่าคงจะอิดออดเหมือนเคย ถ้ามัวแต่รอ พวกเด็กๆ คงหิวกันแย่

อาหารเย็นวันนี้แน่นอนว่าแกงกระดูกหมูหอมๆ ผักป่าผัดไข่ ไข่คนต้นกระเทียม เต้าหู้น้ำแดง ผักดองเค็ม และโจ๊กข้าวขาวกระดูกหมูของเฉินลี่มี่ อาหารมากมายเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ด้านข้างมีหมั่นโถวแป้งบัควีท แค่อาหารก็สามารถรู้ได้ถึงระดับความสำคัญของคนในครอบครัว

แม้เฉินต้านกั๋วจะทำงานในโรงเชือดหมูแต่ก็ต้องซื้อเนื้อหมูเหมือนคนอื่น นอกเสียจากเขาจะคอยเก็บพวกเศษเนื้อเอาไว้บ้าง และแน่นอนว่านั้นเป็นความคิดของโจวจางลี่ คนซื่อตรงอย่างเฉินต้านกั๋วไม่มีทางคิดอะไรแบบนี้ได้ด้วยตนเอง

หวังซีฮันมองอาหารที่บ้านเขาไม่เคยได้กิน ที่บ้านย่ามักให้เขากินแต่หมั่นโถวแห้งๆ ทำมาจากแป้งชั้นเลวกับผักดองเค็ม เขาเกลียดผักดองเค็มแต่เมื่อมองผักดองที่บ้านตระกูลเฉินนั้นดูเหมือนจะแตกต่างออกไป

เฉินลี่มี่ที่กำลังเพลิดเพลินไปกับมื้ออาหาร โดยเธอคอยแอบป้อนโจ๊กหอมๆ ให้หยวนถังเป็นระยะๆ แม้หยวนถังจะอายุแค่ 1 ขวบแต่เขาก็แยกแยะของอร่อยกับของไม่อร่อยได้แล้ว และแน่นอนว่าที่บ้านมีแต่ของอร่อยๆ เพียงแค่โจ๊กที่ทำมาจากข้าวขาว กลิ่นหอมของกระดูกหมู ทำเอาหยวนถังร่าเริงไปกับความอร่อยจนต้องดีดขาตัวเองเป็นพักๆ

“ดูทำท่าเขา ใครมาเห็นคงคิดว่าเลี้ยงไม่ดี” โจวจางลี่แม้จะบ่นแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

หวังซีฮันมองดูสถานการณ์ในครอบครัวของเขาแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวของเด็กอ้วนเฉินลี่มี่แล้วช่างแตกต่างกันเหลือเกิน แม้อาหารจะอร่อยมากแค่ไหน แต่ของอร่อยก็กลายเป็นไร้รสชาติไปเลยเมื่อเขานึกถึงเรื่องนี้

เขากำลังได้กินของดีแต่แม่ของเขากำลังนอนเจ็บตัวอยู่ ไม่รู้ว่ายายแก่นั้นจะใช้แม่ไปทำงานอีกหรือเปล่า พวกมันทำท่าทางเหมือนกลัวทหารแดง แต่ก็แอบทำร้ายเขากับแม่มาโดยตลอด สำหรับหวังซีฮันคนพวกนั้นไม่ใช่ครอบครัวแต่คือศัตรูต่างหาก

หวังซีฮันกินอาหารด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เฉินลี่มี่เป็นคนจับสีหน้าและความรู้สึกของคนเก่ง เธอจึงคีบเต้าหู้น้ำแดงให้หวังซีฮัน “ลองกินนี่ดูสิ หลานชายจะได้มีแรงเยอะๆ คอยจัดการคนชั่วไง” เสียงน้ำนมของเฉินลี่มี่เตือนสติหวังซีฮันได้อย่างจัง เขาจึงเริ่มรับรสชาติของอาหารได้มากขึ้น อาหารที่ทำและปรุงรสชาติออกมาอร่อยขนาดนี้ เป็นสิ่งบ้านเขาไม่มีทางได้กินแน่ๆ

ยายแก่หวังมีลูกคนเดียวคือหวังจิ้ง ดังนั้นทุกสิ่งที่ยายหวังประเคนให้หวังจิ้งคือของดีๆ แต่สำหรับพวกเขาแม่ ลูก มีให้กินก็ดีแล้ว แม้แต่หวังเจา หวังตง น้องชายฝาแฝดของเขาก็กินดีกว่าเขาแค่นิดหน่อยเท่านั้น สำหรับยายแก่หวัง มีแต่หวังจิ้งเท่านั้นที่สำคัญ

“หัวหน้าหมู่บ้านมาแล้ว” เสียงของเฉินต้านกั๋ว ตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน กว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะยอมขยับตัวมาที่นี่ พวกเขาก็กินอาหารเสร็จพอดี เหอะ ตาหมูขี้เกียจ หวังซีฮันได้คิดในใจ และไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่ดีนัก

“พวกเด็กๆ เข้าห้องกันไปได้แล้ว ผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน” เฉินต้านกั๋วกล่าว ทุกคนในครอบครัวจะมีห้องเฉพาะครอบครัวใครครอบครัวมัน มีกันอยู่ห้าห้องเท่านั้น ห้องของเฉินต้านกั๋วและโจวจางลี่ ห้องของครอบครัวเฉินต้าลู่ ห้องของครอบครัวเฉินกวง ห้องของครอบครัวเฉินจิน และห้องของเฉินลี่มี่

เมื่อก่อนเฉินลี่มี่นอนกับพ่อและแม่ แต่เมื่อเธออายุครบ 5 ขวบ เธอก็ขอมีห้องส่วนตัวของตัวเอง เป็นห้องที่อยู่ด้านในสุด มีหน้าต่างที่มองเห็นป่าบนภูเขาได้อย่างชัดเจน นี่เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการที่อาศัยอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน

“แม่ หนูมีศักดิ์เป็นอาของพวกหลานๆ เรื่องพวกนี้หนูก็ต้องรู้ด้วยสิ” เฉินลี่มี่จับชายกางเกงของโจวจางลี่ แล้วแหงนหน้ามองผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโตนั้นทำให้โจวจางลี่จิตใจอ่อนยวบ

“ได้สิ ลูกแม่โตพอที่จะรู้วิธีจัดการคนไม่ดี วันข้างหน้าเวลาไปโรงเรียนจะได้ไม่ถูกรังแก”

หัวหน้าหมู่บ้าน ตาแก่หวังคนนี้มีรูปร่างเตี้ย ดำคล้ำ และมีพุงอ้วนๆ ในช่วงเวลาที่ทุกคนต่างยากจนและอดอยาก แต่เขากลับอ้วน นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

“เหล่าเฉินลากฉันมาที่นี่ สรุปมีเรื่องอะไรกัน” ตาแก่หวังจุดบุหรี่สูบ เฉินลี่มี่รีบเอามือมาอุดจมูกตัวเอง “เหม็น”

โจวจางลี่เห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยปากว่า “หัวหน้าหมู่บ้านอายุขนาดนี้แล้วยังสูบบุหรี่อยู่อีก เอาละ เรื่องจะคุยวันนี้ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่จัดการยายแก่หวัง ฉันจะแจ้งทางการแน่ๆ และหากพวกเขามาที่หมู่บ้านไม่รู้ว่าจะเกิดการขุดคุ้ยอะไรบ้าง”

ตาแก่หวังที่กำลังสูบบุหรี่อย่างสบายอารมณ์ถึงกับทำบุหรี่ตกพื้น ทหารแดงเชียวนะ ให้มาที่หมู่บ้านงั้นหรือ หากพวกเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบที่นี่ สิ่งที่เขายักยอกเข้ากระเป๋าตนเองก็ถูกจับได้สิ

“ยายแก่หวัง ยายนั้นทำอะไรอีกละ” แน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่หัวหน้าหมู่บ้านมาเพราะเรื่องยายแก่หวัง แต่โจวจางลี่ไม่เคยพูดเรื่องแจ้งทางการมาก่อน

“จะอะไรเสียละ ดูที่ร่างกายของซีฮันสิ ทำร้ายร่างกายข้อหาไม่ใช่น้อยๆ แล้วซูฉีอีก ถูกทำร้ายจนนอนซมอยู่ที่บ้าน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเรื่องมันแดงขึ้นมา เจ้าสามเป็นครู มีความรู้มาก ไหนอธิบายให้หัวหน้าหมู่บ้านฟังหน่อย” โจวจางลี่ไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ เฉินจินเห็นดังนั้นจึงอธิบายต่อว่า

“ติดคุกแน่ และอาจจะโดนตรวจสอบทั้งหมดทั้งตระกูลเลยก็ได้”

หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินดังนั้นก็เหมือนมีเครื่องคอยย้ำเตือนความผิดของเขา ไม่ได้เด็ดขาด เขาจะต้องกำราบญาติห่างๆ คนนี้เสียแล้ว

“ไปตามยายแก่หวังมาเถอะ เรื่องนี้ต้องตัดสินกันซึ่งๆ หน้า” เฉินต้านกั๋วกล่าว

เฉินลี่มี่แอบสังเกตหวังซีฮันตลอดเวลา ทุกคนพร้อมช่วยเหลือเขาขนาดนี้แต่ทำไมเขาไม่มีความรู้สึกอะไรเลยละ เฉินลี่มี่เห็นดังนั้นจึงเดินเข้าใกล้หวังซีฮันพลางพูดด้วยน้ำเสียงน้ำนมว่า “หลานชายไม่ดีใจเหรอที่ยายหวังจะถูกจัดการ”

เสียงเล็กๆ อ่อนหวานกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างที่หวังซีฮันไม่เคยรู้สึกมาก่อน เขาไม่ตอบแต่กลับมองเฉินลี่มี่ด้วยสายตาแปลกๆ ราวกับเขาไม่เห็นหรือได้ยินคำพูดของเธอ เฉินลี่มี่ได้แต่ถอนหายใจ ตัวร้ายคนนี้เอาแน่เอานอนยากเสียจริง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...