“ญี่ปุ่น” ไฟเขียวกลับมาเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ใหญ่สุดในโลกครั้งแรกในรอบทศวรรษ
"ญี่ปุ่น" กลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ หลังเหตุฟุกุชิมะกว่า 10 ปี หวังลดพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและตอบโจทย์ดีมานด์ไฟฟ้าที่พุ่งแรงจากเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลทั่วประเทศ
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.05 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Kashiwazaki-Kariwa (KK) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการอนุมัติให้เริ่มเดินเครื่องใหม่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของญี่ปุ่นและอุตสาหกรรมพลังงาน หลังประเทศเผชิญภัยพิบัตินิวเคลียร์ครั้งเลวร้ายที่สุดของศตวรรษนี้
ฮิเดโยะ ฮานาซูมิ ผู้ว่าการจังหวัดนีงาตะ แถลงว่าได้อนุมัติให้เริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ 2 เครื่องของโรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท Tokyo Electric Power Co. (Tepco) พร้อมระบุว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสภาท้องถิ่นเพื่อให้ลงมติแสดงความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของเขา เพื่อเป็นขั้นตอนยืนยันการเดินเครื่องจริง
ผู้ว่าฯ ฮานาซูมิกล่าวว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นประเด็นที่หนักหนาและสำคัญต่อชุมชนท้องถิ่นอย่างมาก ผมใช้เวลาถึง 7 ปีประเมินเรื่องนี้ และอยากให้สภาท้องถิ่นตรวจสอบการทำงานและการตัดสินใจของผม”
การอนุมัติครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อญี่ปุ่น โดยเป็นสัญญาณชัดที่สุดว่าประเทศกำลังหวนกลับสู่พลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เตา KK จะช่วยเสริมไฟฟ้าสะอาดให้โครงข่ายไฟฟ้าฝั่งตะวันออก ลดการพึ่งพาก๊าซและถ่านหินนำเข้า และสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของญี่ปุ่น
นอกจากนี้การกลับมาเดินเครื่อง KK ยังมีความหมายต่อ Tepco อย่างยิ่ง เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ไดอิจิ ซึ่งเกิดเหตุ meltdown เมื่อปี 2554 ถือเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ร้ายแรงที่สุดนับจากเชอร์โนบิล และ Tepco ยังคงแบกรับต้นทุนการปลดระวางและฟื้นฟูโรงไฟฟ้า โดยบันทึกค่าใช้จ่ายไปแล้ว 903,000 ล้านเยน หรือราว 5.7 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้
ผู้ว่าฯ ระบุว่ารัฐบาลกลางต้องจัดมาตรการเสริมความปลอดภัยให้โรงไฟฟ้า เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานความปลอดภัยเป็นปัจจุบันเสมอ
การกลับมาเดินเครื่องของ KK ยังสอดคล้องกับกระแสพลังงานนิวเคลียร์ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงจากการเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มมองหาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อรองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านผลกระทบต่อตลาด LNG นักวิเคราะห์ Masanori Odaka จาก Rystad Energy ชี้ว่า การเดินเครื่องเตา KK หน่วยที่ 6 อาจลดความต้องการก๊าซ LNG ของญี่ปุ่นลงราว 130,000 ตันต่อเดือน ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้า LNG เฉลี่ย 5.3 ล้านตันต่อเดือน ช่วง ม.ค.–ต.ค.
ฮานาซูมิซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2561 ใช้วิธีการประเมินอย่างรอบคอบ จังหวัดนีงาตะได้ทำแบบสำรวจชาวจังหวัดเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ เขาเองก็เพิ่งลงพื้นที่ตรวจโรงไฟฟ้าเมื่อสัปดาห์ก่อน และเดินทางไปฟุกุชิมะเพื่อตรวจพื้นที่เหตุ meltdown ด้วยตัวเอง
การที่การตัดสินใจเดินเครื่องพลังงานสำคัญระดับประเทศขึ้นอยู่กับนักการเมืองท้องถิ่นเพียงคนเดียว สะท้อนความยากของญี่ปุ่นในการฟื้นพลังงานนิวเคลียร์ หลังจากผ่านกฎความปลอดภัยเข้มข้นยุคหลังฟุกุชิมะ เพียง 1 ใน 3 ของเตาปฏิกรณ์ 33 เครื่องทั่วประเทศที่กลับมาเดินเครื่องได้จริงในรอบทศวรรษ
เตา KK หน่วยที่ 6 และ 7 ผ่านการรับรองความปลอดภัยโดยหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ ตั้งแต่ปี 2560 แต่ยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เพราะการเมืองและความเห็นของท้องถิ่น กระบวนการอนุมัติก็ไม่ราบรื่น วันก่อนการประกาศของผู้ว่าฯ หน่วยงานกำกับนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า มีเหตุพนักงาน Tepco ที่โรงไฟฟ้าทำเอกสารลับด้านความปลอดภัยรั่วไหลผิดขั้นตอน
อ้างอิง : bloomberg.com