ทองคำปี’26 ทิศทางจะไปทางไหน รู้จัก “6 ปัจจัย” ช่วยได้... ส่วนตลาดมอง “อัพไซด์จำกัด” ให้เป้า 4,000 – 5,000 ดอลลาร์ !!!
Wealthy Way: รู้หรือไม่?…ปีนี้ราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า +60.60% มาอยู่ที่ระดับ 4,216 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ใกล้ระดับ “จุดสูงสุดเดิม” ที่ 4,336 ดอลลาร์/ทรอยซ์ออนซ์ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 25 อีกครั้ง
โดยตลาดคาดการณ์ราคาทองคำปี2026 ไว้ประมาณ 4,000 – 5,000 ดอลลาร์/ทรอยซ์ออนซ์ ก็ถือว่าไม่มากค่อนข้างทรงตัว หลังบวกแรงในปีที่ผ่านมานั่นเอง
ส่วนราคาทองจะ “ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้”
ก็ขึ้นกับสารพัดปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนด ในแต่ละขณะปัจจัยบวกมีมากกว่า หรือลบมีมากกว่า ที่สำคัญในขณะนั้นๆ ตลาดให้ความสำคัญกับปัจจัยในเรื่องไหนมากสุด
สำหรับนักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนใน “ทองคำ” ก็มี 6 ปัจจัย ที่ควรต้องรู้ เพื่อจับชีพจร “ราคาทองคำ” ว่าจะมีแนวโน้มเป็นยังไงนั่นเอง
ทั้ง 6 ปัจจัยมีอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้สรุปเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
6 ปัจจัย จับชีพจรราคา “ทองคำ”…จะ “ขึ้น” หรือ “ลง”
1.“Demand” & “Supply”
เป็นกลไกราคาตลาดปกติ ถ้า “อุปสงค์” (Demand) มากกว่า “อุปทาน” (Supply) ราคาทองก็จะปรับตัวขึ้น ในทางตรงข้ามถ้า “Demand” น้อยกว่า “Supply” ราคาทองก็จะปรับตัวลดลง ซึ่ง Demand ของทองในโลกหลักๆ จะมาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ภาคเครื่องประดับ 2) ภาคอุตสาหกรรม และ 3) ภาคการลงทุน ซึ่งบทบาทของกลุ่มที่ 3 มีมากขึ้นในยุคหลังทั้งเงินลงทุนใน “กองทุนทองคำ” ต่างๆ รวมถึงความต้องการถือทองคำของ “ธ.กลาง” ด้วยเช่นกัน
ส่วน Supply ของทองคำ คือ ความต้องการขายทองคำ ส่วนใหญ่มาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ผลผลิตทองคำจากเหมืองทอง 2) ปริมาณทองคำเก่าที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ และ 3) แรงขายจาก “ธ.กลาง” และ “กองทุนทองคำ” ต่างๆ
2.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
“ราคาทองคำ” มีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับ “ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ” เพราะการซื้อทองคำเป็นการป้องกันความเสี่ยงในมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก
“ดังนั้นเมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีสัญญาณอ่อนค่าลง ‘ธ.กลาง’ ประเทศต่างๆ จะมีความต้องการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินของประเทศตัวเอง ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง และในทางตรงข้ามก็ในท่วงทำนองเดียวกัน นั่นจึงทำให้ ‘ราคาทองคำ’กับ ‘ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ’แปรผกผันกันดังกล่าว”
3.เงินเฟ้อ
“ราคาทองคำ” กับ “อัตราเงินเฟ้อ” มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยทั่วไปราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) ที่มีประสิทธิภาพเพราะมีมูลค่าในตัวเองและ Supply จำกัด เมื่อเงินเฟ้อสูง มูลค่าของเงินจะลดลง นักลงทุนมักซื้อทองเพื่อ “รักษามูลค่า” เอาไว้
“อย่างไรก็ตามแม้เงินเฟ้อสูง มักทำให้ราคาทองขึ้นก็ตาม แต่ ‘ไม่ใช่ทุกครั้ง’ ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate), ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ, นโยบายธนาคารกลาง, และ ความคาดหวังเงินเฟ้อในอนาคต เป็นต้น”
4.ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
“ราคาทองคำ” มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ “ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์” นั่นคือ ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่มี “ความตึงเครียด” ทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมิติในเรื่องสงคราม รวมไปถึงมิติของสงครามทางการค้าด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลแล้ว เพราะ “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวเองและเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก มี “สภาพคล่องสูง” เรียกว่า ถือทองคำไปที่ไหนในโลกใช้ได้จริง โดยเฉพาะในยามสงครามที่เงินอาจใช้ไม่ได้ แต่ทองคำยังไงก็ใช้ได้แน่นอน
“ในช่วงที่มีความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นในโลก จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เพราะผู้ลงทุนมักจะป้องกันความเสี่ยงที่สินทรัพย์อื่นจะมีราคาตลาดลดลง ด้วยการย้ายมาถือครองทองคำ จะมากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์แต่ละครั้งเป็นสำคัญ”
5.ดอกเบี้ย
“ราคาทองคำ” มีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับ “อัตราดอกเบี้ย” เป็นมิติในเรื่องของการลงทุนเพราะ “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ในขณะที่ “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ มี “ดอกเบี้ย” ให้ และใช้เป็นหลักทรัพย์อ้างอิงกับสินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ในโลก
“ดังนั้น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจะทำให้การถือครองสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น ทำให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ยและเงินปันผลให้มีความน่าสนใจลดลง นักลงทุนก็จะมองโดยเปรียบเทียบแล้วขายทองคำไปถือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าแทน โดยไม่ต้องเสี่ยงอะไร ในทางตรงข้ามก็เช่นเดียวกัน”
6.ธ.กลาง/กองทุน
“ราคาทองคำ” มักมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับ “แรงซื้อ/แรงขาย” ของ “ธ.กลาง” และ “กองทุนทองคำ” ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำโลกในปัจจุบัน จากในอดีตที่บทบาทของนักลงทุนกลุ่มนี้มีไม่มากนัก
“ถ้าแรงซื้อของ ‘ธ.กลาง/กองทุนทองคำ’ มากกว่าแรงขาย ก็จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น เหมือนในช่วงที่ผ่านมา ที่มีแรงซื้อทองคำจาก ‘ธ.กลาง’ ต่างๆ ทั่วโลกจากความไม่มั่นใจในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น ในทางตรงข้ามก็เช่นเดียวกัน”
มาถึงตรงนี้ นักลงทุนคงเห็นแล้วว่า 6 ปัจจัยกำหนด “ราคาทองคำ” นั้น มีความหลากหลายและแตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละสถานการณ์ปัจจัยหนึ่งอาจมี “อิทธิพล” กับราคาทองคำมากเป็นพิเศษ แต่อาจมีผลน้อยในอีกสถานการณ์หนึ่งก็ได้ และในภาพรวมมี “ปัจจัยบวก” ต่อราคาทองคำมากกว่าหรือน้อยกว่า เหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนที่ชื่นชอบและสนใจลงทุนใน “ทองคำ” สามารถเข้าใจและพอประเมินแนวโน้มราคาทองคำได้คร่าวๆ แบบง่ายๆ ได้เช่นกัน