สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ส่อเค้าความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อเวเนซุเอลา ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน อ้างเกี่ยวข้องเครือข่ายขนส่งน้ำมันผิดกฎหมาย ฟากเวเนซุเอลาประณามการยึดเรือว่าเป็น "การละเมิดอำนาจอธิปไตย" และ "โจรสลัดสากล" ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดจะทวีความรุนแรงขึ้น
11 ธันวาคม 2568- สำนักข่าวBBCรายงานว่า วันนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ลำหนึ่งนอกชายฝั่งประเทศเวเนซุเอลา การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
นางแพม บอนดี (Pam Bondi) อัยการสูงสุดสหรัฐฯ อ้างว่าเรือลำนี้มีส่วนพัวพันกับ "เครือข่ายการขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมาย" ซึ่งให้การสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ โดยลักลอบขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศเวเนซุเอลาและอิหร่าน การดำเนินการนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่เวเนซุเอลา ได้ออกมาประณามการยึดเรือในครั้งนี้ว่าเป็น "การกระทำของโจรสลัดสากล"
รัฐบาลเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์ระบุว่า "นโยบายการรุกราน" ต่อประเทศของตนเป็นส่วนหนึ่งของ "แผนการที่จงใจจะปล้นทรัพยากรพลังงานของเรา" โดยเน้นย้ำว่าการยึดเรือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
นายดิออสดาโด กาเบลโล (Diosdado Cabello) รัฐมนตรีมหาดไทยเวเนซุเอลา ได้กล่าวโจมตีสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยเรียกสหรัฐฯ ว่าเป็น "ฆาตกร, ขโมย, โจรสลัด" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับความขัดแย้งที่เพิ่มสูงขึ้น
การยึดเรือครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ยังคงเสริมสร้างปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ผ่านภารกิจที่เรียกว่า "ปฏิบัติการเซาเทิร์น สเปียร์ (Operation Southern Spear)" ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การสกัดกั้นเรือที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุว่าภารกิจนี้มีจุดประสงค์เพื่อหยุดยั้งยาเสพติดไม่ให้เข้าสู่ประเทศและคร่าชีวิตชาวอเมริกัน ตามรายงานระบุว่า ตั้งแต่เดือนกันยายน สหรัฐฯ ได้โจมตีเรือไปแล้ว 23 ลำ และมีผู้เสียชีวิต 84 ราย จากปฏิบัติการดังกล่าว นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การยึดเรือบรรทุกน้ำมันในวันนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดอย่างมีนัยสำคัญ
CBS News ซึ่งเป็นพันธมิตรของ BBC ในสหรัฐฯ รายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณามาตรการที่แข็งกร้าวเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้