โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ต้องรื้อรัฐธรรมนูญ 2560 : เมื่อองค์กรอิสระอยู่ในกำมือของ สว. (สีน้ำเงิน)

iLaw

อัพเดต 08 ม.ค. เวลา 07.58 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 08.37 น. • iLaw

ตามคำสัญญาที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับพรรคประชาชน ว่าจะเดินหน้าสู่การทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ในการทำประชามติครั้งนี้จะมีคำถามสำคัญว่า "เห็นชอบหรือไม่ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ประชาชนต้องพร้อมใจกันลงประชามติออกเสียง "เห็นชอบ" กับคำถามนี้ให้มากที่สุด เพื่อเปิดทางออกจากระบอบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือของคณะรัฐประหารและพวกพ้อง และเปิดโอกาสสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะมีการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

หนึ่งในปัญหาหลักของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการออกแบบกลไกให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชนแม้แต่น้อย โดยสว.ชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาจากการแต่งตั้งโดยตรงจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้วให้ใน 5 ปีแรกหลังบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เป็นช่วงเวลาที่ให้ สว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะฝังกลไกสืบทอดอำนาจของการรัฐประหารเอาไว้ผ่านรัฐธรรมนูญ

เมื่อสว.ชุดพิเศษหมดวาระลงไปพร้อมกับอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญ 2560 ก็ใช้ระบบใหม่สุดซับซ้อนในการ “แบ่งกลุ่ม-เลือกกันเอง” จนเป็นที่มาของ สว.67 ที่พอจะเห็นได้ว่า มาจากเครือข่ายการเมือง “สีน้ำเงิน”

รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้ที่มาของสว.ปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ตำแหน่งที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนนี้ กลับมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายว่าใครจะได้ดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างๆ

องค์กรอิสระเหล่านี้ที่เดิมถูกวาดฝันไว้ให้เป็นกลไกตรวจสอบภาครัฐ ตีความรัฐธรรมนูญ สนับสนุนการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับกลายเป็นกลุ่มองค์กรที่ถูกออกแบบมาให้ฝืนเจตจำนงของประชาชน มากกว่าการดำรงตนให้เป็น “อิสระ”

รัฐธรรมนูญ 2560 จึงสร้างปัญหา “งูกินหาง” ที่เริ่มจากวิธีออกแบบระบบการได้มาซึ่ง สว.ชุดพิเศษที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. และสว.ชุดใหม่ที่มาจากระบบเลือกกันเองที่ถูกขนานนามว่าเป็น สว. สีน้ำเงิน กระทั่งเมื่อสว.สีน้ำเงินและเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีโกงเลือก สว. 2567 ก็กลายเป็นว่า ผู้ตัดสินว่าจะสั่งฟ้องคดีต่อศาลฎีกาหรือไม่คือ กกต. ที่มาจากการให้ความเห็นชอบของ สว. (สีน้ำเงิน)

สว.ชุดพิเศษ 250 คน มาจากการแต่งตั้งจาก คสช. 100%

โดยปกติ วุฒิสภาถูกออกแบบให้เป็นสภาคู่ขนานกับสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สว.ก็อยู่ในการเมืองไทยมาตั้งแต่ประชาธิปไตยเริ่มตั้งไข่ แต่รัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับออกแบบให้สว. เป็นกลไกของผู้มีอำนาจควบคุมประชาธิปไตย สว.เกือบทุกชุดจึงมีที่มาจากการ “แต่งตั้ง” โดยผู้มีอำนาจ

จนเมื่อมาถึงเหตุการณ์ “พฤษภา 2535” หลังจากที่พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ นำทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ พลเอกสุจินดา คราประยูร หนึ่งในคณะรัฐประหารในครั้งนั้นประกาศว่าจะไม่สืบทอดอำนาจต่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อผ่านการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร พลเอกสุจินดาผิดคำพูดและได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุม หลังเหตุการณ์ประชาชนและพรรคการเมืองจึงเริ่มคิดว่ามีความจำเป็นต้อง “ปฏิรูปการเมือง” ครั้งใหญ่ และทางออกของปัญหาการเมืองในวันนั้น คือ การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นจึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นฉบับแรกและฉบับเดียวที่ออกแบบให้ สว. มาจากการเลือกตั้ง 100%

แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีกทิ้งในการรัฐประหารปี 2549 ก็มีการออกแบบวิธีการได้มาของ สว. ใหม่ในลักษณะ “หารครึ่ง” โดยให้ประชาชนเลือกตั้ง 76 คน และอีก 74 คน มาจากการสรรหารวม 150 คน แต่แล้วระบบหารครึ่งก็อยู่ได้ราว 7 ปี เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ถูกฉีกอีกครั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ในครั้งนี้ วิธีการได้มาซึ่งตำแหน่ง สว. ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คสช.ออกแบบให้ สว.ตามรัฐธรรมนูญ 250 มาจากการแต่งตั้งจาก คสช. 100% และยัง “แถม” อำนาจสูงคือมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส. อีกด้วย

รัฐธรรมนูญ 2560 ให้กำเนิด สว. 2 ชุด คือ สว.ชุดที่ 12 หรือที่เรียกกันว่า “สว.ชุดพิเศษ” ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. 250 คน และสว.ชุดที่ 13 ที่มีที่มาแปลกประหลาดที่สุด สว.ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง แต่มาจากการให้ผู้สมัคร สมัครตามกลุ่มและต้องคัดเลือกกันเองจนกว่าจะเหลือ 200 คน หรือจะเรียกว่า “สว.แบ่งกลุ่ม-เลือกกันเอง”

สว.ชุดพิเศษมาจาก 3 สายแต่ปลายทางคือ คสช.

คสช.ออกแบบ สว. ชุดพิเศษ ตามรัฐธรรมนูญ 250 ไว้ในบทเฉพาะกาลท้ายรัฐธรรมนูญ คือให้มีสภาวะพิเศษคือ กำหนดให้นับจากมีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ให้สว.มาจากการแต่งตั้งทั้งสิ้น 250 คน ดำรงตำแหน่งห้าปี ซึ่งคือตั้งแต่ปี 2562 - 2567 โดย สว. 250 คนนั้น มาจาก 3 เส้นทาง ดังนี้

  • เส้นทางแรก ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการรับสมัครและเลือกกันเองในหมู่ผู้สมัครให้ได้จำนวน 200 คน และให้คสช.คัดจนเหลือ 50 คน

  • เส้นทางที่สอง ให้คณะกรรมการชุดหนึ่งซึ่งคสช.แต่งตั้งขึ้น จัดทำรายชื่อขึ้นมาไม่เกิน 400 คน และให้คสช. คัดจนเหลือ 194 คน

และคณะกรรมการสรรหาที่ว่าก็คือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้า คสช. ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คสช. ให้เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา สว.

เส้นทางทั้งสามสายที่ว่านี้ เมื่อรวมกันทั้งหมดจะได้ สว. จำนวน 250 คน แต่ไม่ว่าจะทำให้วิธีการได้มาซึ่ง สว.ชุดนี้มี “กระบวนการ” อย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าท้ายที่สุด เส้นทางทั้งสามสายก็จะต้องมาจบที่ปลายทาง คือ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้คัดเลือกให้บุคคลทั้งสามสายนี้ได้ดำรงตำแหน่งเป็น สว.ชุดพิเศษ

อำนาจพิเศษของสว.ที่ได้ร่วมให้ความเห็นชอบในการเลือกนายกรัฐมนตรีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต รัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 เคยออกแบบกลไกให้ สว. มีอำนาจร่วมกันกับ สส. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคหลังการรัฐประหารในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ต่างอะไรกับการปกครองประเทศในยุคของ คสช.

วาระ 5 ปี คร่อม 2 การเลือกตั้ง มือหยิบนายกฯ 2 คน

แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 การวางกรอบจำเพาะเจาะจงใน สว.ชุดแรกเป็นสว.ชุดพิเศษที่ดำรงตำแหน่ง 5 ปี จึงแปลว่าสว.ชุดพิเศษนี้จะได้เลือกนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง คือ การเลือกตั้งในปี 2562 และการเลือกตั้งในปี 2566

แม้การเลือกตั้งในปี 2562 พรรคที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะได้คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ สส. แต่เท่านั้นก็ไม่เพียงพอ เพราะแม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะระบุไว้ในมาตรา 159 ให้นายกรัฐมนตรีต้องได้รับความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร หรือ มีสส.อย่างน้อย 251 จาก 500 คนเห็นชอบ แต่เมื่อประกอบกับมาตรา 272 ที่ระบุไว้ว่าในวาระ 5 ปีแรก สว. จะต้องร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ดังนั้นเมื่อรวมจำนวน สส. 500 คนเข้ากับ สว. 250 คนแล้ว จะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 376 เสียงเพื่อให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผู้แต่งตั้ง สว.ชุดพิเศษ ก็มีเสียงสนับสนุน 250 เสียงรอไว้ในกระเป๋าอยู่แล้ว

ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่5 มิถุนายน 2562 ผลปรากฏว่าพลเอกประยุทธ์ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 500 เสียงให้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 244 เสียง แม้ว่าเมื่อหักลบจำนวน สว.ชุดพิเศษ 249 คน (ประธานสว. งดดอกเสียง) เท่ากับว่าพลเอกประยุทธ์จะได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 251 เสียง มากกว่าธนาธร 6 เสียง

ปัญหาการเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560 ประจักษ์ชัดในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ซึ่งยังคาบเกี่ยวอยู่ในวาระที่ สว.ชุดพิเศษยังมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย อำนาจของ สว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีถูกกำหนดไว้ในมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งก็หมายความว่าถูกออกแบบขึ้นให้อำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีตั้งอยู่และหมดไปพร้อมๆ กัน คือ ตั้งแต่ปี 2562 – 2567 และเมื่อถึงคราวที่เกิดการเลือกตั้งขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปี 2566 พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน) ก็ชนะการเลือกตั้งและสามารถรวบรวมเสียง สส. ได้ถึง 324 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึง 376 เสียงจึงเป็นที่ชัดเจนว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีเสียง สส. 324 เสียง ต้องพลาดโอกาสเพราะ สว.ชุดพิเศษไม่ให้ความเห็นชอบ

นี่จึงเป็นมรดกที่ชัดเจนของคสช.ในการวางกลไกสืบทอดอำนาจเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง 2 ครั้ง ที่สว.มีอำนาจสูงชี้เป็นชี้ตายได้ว่าใครจะได้หรือไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อสว.ชุดพิเศษ 250 คนนี้มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ก็กล่าวได้ว่า แม้ผ่านการรัฐประหารมาเกือบสิบปี คสช.ก็ยังมีอำนาจเลือกว่าใครจะได้หรือไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องที่มาของ สว. ชุดพิเศษ คือหากย้อนดูรัฐธรรมนูญ 2540, 2550 มาจนถึง 2560 มีความเสื่อมถอยในการส่วนร่วมของการเมืองในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างมีนัยยะสำคัญ สว. 2540 ถูกออกแบบให้ สว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ก่อนจะถูกหารครึ่งเหลือสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งเพียงครึ่งหนึ่งในรัฐธรรมนูญ 2550 และถูกเขี่ยสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทิ้งน้ำไปอย่างสมบูรณ์ในรัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นการควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศและสืบทอดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของคณะรัฐประหาร

อำนาจ สว. เคาะเลือกองค์กรอิสระ-ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

อีกหนึ่งในอำนาจที่สำคัญของ สว. ไม่ว่าจะสว.ชุดพิเศษ หรือ สว.ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกกันเอง คือการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญถือกำเนิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยวางกลไกให้เป็นอิสระปราศจากการครอบงำของฝ่ายการเมืองเพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างเป็นกลาง ตามรัฐธรรมนญ 2560 องค์กรอิสระประกอบไปด้วย

1. ศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน

2. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 7 คน

3. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน

4. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คน

5. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 7 คน

6. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 7 คน

แน่นอนว่าในรัฐธรรมนูญ 2540 เองก็ระบุให้ สว. เป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้สว. ทั้ง 200 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ความซับซ้อนก็เกิดขึ้นเมื่อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญกลับต้องได้รับความเห็นชอบโดยสว.ชุดพิเศษที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และชัดเจนว่ามาจากการแต่งตั้งของผู้นำคณะรัฐประหารที่วางกลไกสืบทอดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มาขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงอยู่ห่างไกลจากคำว่า “อิสระ” และ “ยึดโยงกับประชาชน” ทำให้ความคิดแบบ คสช.ยังคงอยู่ผ่านกลไกองค์อิสระและศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่า คสช.จะไม่อยู่แล้วก็ตาม

สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งองค์กรอิสระ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อตำแหน่งเหล่านั้นว่างลงไม่ว่าจะด้วยการหมดวาระ การตาย หรือการลาออก รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นหน่วยธุรการ หรือ “เจ้าภาพ” ในการอัญเชิญให้เหล่า “คณะกรรมการสรรหา” มาร่วมประชุมกันเพื่อกำหนดว่าจะรับสมัครวันใดอย่างไร คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่ตามชื่อคือต้องสรรหาด้วยการรับสมัคร สัมภาษณ์ผู้สมัคร และจะต้องลงคะแนนว่าเห็นชอบผู้สมัครรายนั้นหรือไม่ ผู้ผ่านการสรรหาจะต้องได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการสรรหา ก่อนจะถูกส่งรายชื่อต่อไปให้ สว. ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ

คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบไปด้วย

· ประธานศาลฎีกา (เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา)

· ประธานสภาผู้แทนราษฎร

· ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

· ประธานศาลปกครองสูงสุด

· และบุคคลผู้ซึ่งองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ในส่วนนี้ 5 องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเสนอชื่อบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหา เว้นแต่ว่าในคราวนั้นจะเป็นการสรรหาบุคคลในองค์กรของตน เช่น หากเป็นการ สรรหา กกต.คนใหม่ กรรมการสรรหาในส่วนนี้จะเหลือเพียง 5 คน ไม่มีตัวแทนจาก กกต. เข้าร่วม

เมื่อพิจารณาสัดส่วนองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาแล้วพบว่าในคณะกรรมการสรรหา 9 คนนี้ มี 2 คนที่ที่มายึดโยงกับประชาชนคือผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาผู้แทนราษฎร สังเกตได้ว่า มีถึง 5 คนที่มาจากการองค์กรอิสระซึ่งไม่ได้มีที่มายึดโยงกับประชาชนแต่ยึดโยงกับ สว. แทน จำนวน 5 คนนี้ถือว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหาแล้ว นอกจากนี้ สำหรับตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา ก็ยังต้องได้รับความเห็นชอบโดย สว. อีกด้วย

ตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยังกำหนดให้มีกรรมการและข้าราชการระดับสูงจำนวนหนึ่งต้องได้รับความเห็นชอบโดย สว.อีกด้วย ตำแหน่งเหล่านั้นประกอบไปด้วย

  • คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

  • คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป., ติดตามการปฏิบัติงานของกสทช.)

  • ประธานศาลปกครองสูงสุด

  • ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

  • อัยการสูงสุด

  • เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)

  • เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

  • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

เมื่อคณะกรรมการสรรหาเห็นชอบบุคคลใดด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 แล้วจะต้องส่งให้ สว.พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สว. เท่าที่มีอยู่ จึงจะถือว่าเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง

ที่มาศาลรัฐธรรมนูญ ขยายอำนาจ สว. เพิ่มสัดส่วนข้าราชการ

รัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนแปลงสัดส่วนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยยะสำคัญ คือนอกจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประกอบไปด้วยผู้พิพากษาและผู้ทรงคุณวุฒิในทางวิชาการแล้ว ยังเพิ่มสัดส่วน “ข้าราชการ” เข้ามา 2 ใน 9 ตำแหน่งด้วย ซึ่งในอดีตทั้งในรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีสัดส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากจะเพิ่มสัดส่วนข้าราชการแล้ว รัฐธรรมนูญ 2560 ยังระบุให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ต้องมาจากการให้ความเห็นชอบโดย สว. ต่างกับรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากสัดส่วนผู้พิพากษาในศาลฎีกาและผู้พิพากษาในศาลปกครองสูงสุดมาจากการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของศาลแห่งนั้น

สว.ระบบใหม่ “แบ่งกลุ่ม-เลือกกันเอง”

เมื่อสิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งของสว.ชุดพิเศษภายในปี 2567 รัฐธรรมนูญ 2560 ได้เผยโฉมใหม่ของวิธีการเลือก สว. ชุดใหม่ ซึ่งในประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อนก็คือระบบ “แบ่งกลุ่ม-เลือกกันเอง” ในระบบนี้จะลดจำนวน สว. ลงเหลือ 200 คน และจะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป

โดยพื้นฐานแล้ว ระบบนี้จะใช้วิธีให้ผู้สมัคร ลงสมัครตามอำเภอและตามกลุ่มที่กำหนดไว้ 20 กลุ่ม แล้วจึงค่อยให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเอง โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับสุดท้ายในระดับประเทศ

ผู้สมัคร สว. 20 กลุ่ม แบ่งจากประเภทของอาชีพ ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่แบ่งตามอัตลักษณ์ เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ อีกทั้งยังมีการแบ่งกลุ่มสำหรับผู้สมัครที่อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี และมีประสบการณ์ในด้านใดก็ได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี

รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบโดยคาดหวังให้ สว.2567 ปราศจากการครอบงำทางการเมือง ผ่านการกำหนดลักษณะต้องห้ามไว้ว่า ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนหากเคยดำรงตำแหน่งเหล่านี้ต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี เช่น สส. รัฐมนตรี สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่น หัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค หรือตัวแทนประจำจังหวัดของพรรค เป็นต้น

พ.ร.ป.สว.2561ฯ ไม่ได้ระบุอาชีพไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นอาชีพใดจะสมัครในกลุ่มใดได้บ้าง กฎหมายใช้เพียงคำว่า “มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี” 20 กลุ่ม มีดังนี้

  • กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง ข้าราชการที่เกษียณหรือลาออกแล้ว

  • กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

  • กลุ่มการศึกษา

  • กลุ่มการสาธารณสุข

  • กลุ่มอาชีพทำนา ทำไร่

  • กลุ่มอาชีพทำสวน เลี้ยงสัตว์ ประมง

  • กลุ่มลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน

  • กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน

  • กลุ่มผู้ประกอบกิจการ SMEs

  • กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น (ที่ใหญ่กว่า SMEs)

  • กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว

  • กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม

  • กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี

  • กลุ่มสตรี

  • กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ หรืออัตลักษณ์อื่น

  • กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและความบันเทิง กีฬา

  • กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์

  • กลุ่มสื่อสารมวลชน นักเขียน

  • กลุ่มอาชีพอิสระ

  • กลุ่มอื่นๆ

มีข้อสังเกตถึงปัญหาของการแบ่งกลุ่มอยู่หลายประเด็น เช่น

· สัดส่วนของลูกจ้างมีเพียงกลุ่มเดียว ขณะที่นายจ้างกระจายอยู่ใน 3 กลุ่มไม่ว่าจะเป็น SMEs ผู้ประกอบกิจการอื่น และผู้ประกอบอุตสาหกรรม

· การรวมกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ ชาติพันธุ์ หรืออัตลักษณ์อื่นไว้ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งกว่าจะผ่านการคัดเลือกกันเองไปจนด้านสุดท้าย กลุ่มลักษณะนี้ จะทำให้สัดส่วนอยู่ที่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี มากกว่าอัตลักษณ์ด้านอื่นๆ

แต่จะทราบว่าผู้สมัครคนใดมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญตามที่กรอกมาจริงได้อย่างไรนั้น ระบบการเลือก สว. ออกแบบให้ผู้สมัครต้องมีผู้รับรอง 1 คน เพื่อยืนยันว่าผู้สมัครมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนั้นมาอย่างน้อย 10 ปี โดยที่ไม่ได้กำหนดว่า ผู้รับรองจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร หรือกล่าวโดยง่ายว่า “ใครก็ได้” ที่สามารถรับรองให้ผู้สมัครได้

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ประชาชนทุกคนจะมีสิทธิสมัครเพื่อเข้าไปสมัครและเลือก สว. เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้ผู้มีสิทธิจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ค่าสมัคร 2,500 บาท

การออกแบบวิธีคัดเลือกกันเองนี้ กลายเป็นเงื่อนไขที่ว่า คนที่สมัครคนเดียว จะผ่านไปด่านสุดท้ายได้ยากมาก เพราะการเลือก สว. ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอไปจนถึงระดับประเทศนั้นผู้สมัครจะต้องเลือก 2 รอบในทุกระดับ รอบแรก ให้ผู้สมัครแต่ละคนในกลุ่มเลือกกันเองภายในกลุ่มเพื่อคัดหาผู้ที่คะแนนสูงสุด หรือเรียกสั้นๆว่า “รอบเลือกกันเอง” แล้วจึงนำชื่อผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มไปดำเนินการแบ่งสายออกเป็น 4 สาย คือ สาย ก ข ค ง สายละ 5 กลุ่ม แล้วให้ผู้สมัครเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน หรือจะเรียกขั้นตอนนี้สั้นๆว่า “เลือกไขว้ข้ามกลุ่ม

ระดับอำเภอ

  • รอบเลือกกันเอง คัดเหลือ 5 อันดับแรกที่มีคะแนนสูงสุดเพื่อเข้าสู่รอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม

  • รอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม คัดเหลือ 3 อันดับแรกที่มีคะแนนสูงสุดเพื่อเป็นตัวแทนอำเภอเข้าสู่ระดับจังหวัด

ระดับจังหวัด

  • รอบเลือกกันเอง คัดเหลือ 5 อันดับแรกที่มีคะแนนสูงสุดเพื่อเข้าสู่รอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม

  • รอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม คัดเหลือ 2 อันดับแรกที่มีคะแนนสูงสุดเพื่อเป็นตัวแทนจังหวัดเข้าสู่ระดับประเทศ

ระดับประเทศ

  • รอบเลือกกันเอง คัดเหลือ 40 อันดับแรกที่มีคะแนนสูงสุดเพื่อเข้าสู่รอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม

  • รอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม คัดเหลือ 10 อันดับแรกที่มีคะแนนสูงสุดเพื่อเป็น สว.2567

การเลือกจะดำเนินแบบนี้ไปในแต่ละระดับ จนสุดท้าย เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกไขว้ในระดับประเทศ ผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ 200 คน หรือลำดับที่ 1 – 10 ในแต่ละกลุ่ม สุดท้ายจะได้รับเลือกให้เป็น “สว.2567” และอีก 5 คนจาก 20 กลุ่มที่ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 11 – 15 จะได้เป็นสว.สำรอง

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า แท้จริงแล้ว หากกล่าวว่า สว.ชุดพิเศษ 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งเป็นตัวแทนของ คสช. ก็อาจกล่าวได้ว่า สว.2567 แต่ละคนเป็นตัวแทนของกลุ่มนั้นๆ แต่เมื่อระบบการเลือก สว. ออกแบบให้ต้องมีการเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม ผู้สมัครจากกลุ่มอื่นที่อาจไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับผู้สมัครที่ตนจะต้องไปเลือกไขว้ ต้องมีส่วนคัดเลือกผู้สมัครจากกลุ่มนั้นด้วย ก็คงไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้สมัครจากกลุ่มนั้นๆ ที่ถูกคัดผ่านการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มเป็นตัวแทนของกลุ่มนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า สว.2567 ก็เป็นตัวแทนของผู้สมัครด้วยกันเองที่มีเงิน-มีเวลา-และมีเครือข่าย

กลโกงเลือก สว. เครือข่ายไหนส่งผู้สมัครมาก ยิ่งครองเก้าอี้ สว.2567 เป็นจำนวนมาก

ในระบบนี้ ผู้สมัครที่มีเงิน มีเวลา มีเครือข่ายที่ชนะ และได้เป็น สว. 2567 ตัวจริง คงหนีไม่พ้นผู้สมัครที่มาจากเครือข่ายบ้านใหญ่ เพราะความสัมพันธ์ในระดับเพียงแค่ “มีเพื่อน” ไม่อาจทำให้เขาผ่านเข้ารอบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด มาจนถึงประเทศได้ หากเครือข่ายใดรวมกลุ่มส่งคนลงสมัครในหลายอำเภอ และส่งให้ได้เกือบครบทุกกลุ่ม ก็จะยิ่งควบคุมผลลัพธ์ของการเลือก สว. ในระดับอำเภอได้ ยิ่งหลายอำเภอมากเท่าใด ก็จะยิ่งควบคุมระดับจังหวัดได้ และยิ่งควบคุมระดับจังหวัดได้ การล็อคผลการเลือก สว. 2567 ในระดับประเทศก็คงไม่ยาก

แต่การจะส่งผู้สมัครให้ได้เป็นจำนวนมาก ต้องใช้ทุนทรัพย์สูง เนื่องจากการลงสมัครต้องเริ่มสมัครที่อำเภอ ซึ่งประเทศไทยมีทั้งสิ้น 878 อำเภอ อำเภอละ 20 กลุ่ม เท่ากับว่าทั้งสิ้นจะมีผู้สมัคร 175,600 คน หากเครือข่ายใดจ่ายค่าสมัครให้คนในเครือข่ายของตนก็ต้องใช้เงินอย่างน้อย 439 ล้านบาท

นอกจากการส่งคนลงสมัครให้ได้มากที่สุดแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ “พลีชีพ” แบ่งผู้สมัครในเครือข่ายแต่ละระดับออกเป็นสองประเภท คือ ผู้สมัครตัวจริง และผู้สมัครพลีชีพ ผู้สมัครในเครือข่ายจะต้องทำหน้าที่ลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ ไม่สามารถลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่ตนชอบได้อย่างอิสระ วิธีการคือผู้สมัครทั้งหมดจะต้องลงคะแนนให้คนในเครือข่ายกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าในการลงคะแนนแต่ละรอบ ผู้สมัครหลายสิบคนจะถูกคัดเหลือเพียง 5 หรือ 3 หรือ 2 คน เท่านั้น จึงจะมีผู้ที่จะต้องตกรอบ และมีผู้ที่จะได้เข้ารอบ ผู้สมัครพลีชีพจะต้องลงคะแนนให้ผู้สมัครตัวจริงให้ผ่านเข้ารอบ เพื่อให้ผู้สมัครตัวจริงได้เข้ารอบไปจนถึงการเลือกในระดับประเทศ จากการสังเกตการณ์การเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอของไอลอว์และเครือข่ายภาคประชาชนพบว่ากลยุทธ์นี้สร้างปรากฎการณ์ผิดปกติที่เรียกในภายหลังว่า “การโกงเลือก สว.2567” ดังนี้

  • จากข้อมูลพบว่ามีผู้สมัครหลายคนที่ได้คะแนนสูงติดท็อปมาตั้งแต่ระดับอำเภอมาจนถึงระดับประเทศ จนในท้ายที่สุดก็ได้เป็น สว. 2567 ผ่านปรากฎการณ์ดาวค้างฟ้า นอนมาตั้งแต่ระดับอำเภอ

  • ในการลงคะแนนระดับประเทศรอบเลือกกันเองเพื่อมาเข้าสู่รอบไขว้ พบว่ามี8 จังหวัดพิเศษ ได้แก่ บุรีรัมย์ สตูล พระนครศรีอยุธยา เลย อ่างทอง อำนาจเจริญ สุรินทร์ และยโสธร มีผู้สมัครเข้ารอบไขว้ระดับประเทศได้มากที่สุด โดยอยู่ที่จำนวนราว 28 – 38 คนต่อจังหวัด ในขณะที่จังหวัดอื่นมากสุดอยู่ที่เพียง 19 คนและน้อยสุดอยู่ที่ 1 คน เท่านั้น

  • 8 จังหวัดพิเศษเหล่านั้นเป็นพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยครองตำแหน่งเก้าอี้ สส.

  • ผู้สมัครที่เข้ารอบไขว้เป็นจำนวนมากจาก 8 จังหวัดพิเศษนี้จำนวนหนึ่งได้รับเลือกเป็น สว. ส่วนอีกจำนวนหนึ่งตกรอบไปเป็นจำนวนมาก

  • หลังคะแนนในรอบสุดท้าย พบว่ามีผู้สมัครได้รับคะแนนสูงจนล้นกระดาน เจ้าหน้าที่ต้องต่อกระดานเพิ่มเพื่อเขียนคะแนน

  • นอกจากนี้ยังพบว่ามีแพทเทิร์นการลงคะแนน เหมือนกันและเรียงหมายเลขเหมือนกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ที่ผู้สมัคร 2 คนจะลงคะแนนเหมือนกันและเรียงหมายเลขผู้สมัครเหมือนกัน

หลังฝุ่นตลบจากการเลือก สว. 2567 เสร็จสิ้นแล้ว และมีสว. ครบทั้ง 200 คน สื่อและภาคประชาชนเริ่มจับสังเกตได้ว่า จากปรากฎการณ์ความผิดปกติในการเลือก สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอไปจนถึงระดับประเทศ อาจมีเครือข่ายการเมืองบ้านใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. 2567 และพรรคการเมืองดังกล่าวนั้นคือพรรคภูมิใจไทย ที่มีความสัมพันธ์กับ สว. จำนวนไม่น้อยกับ สว. 2567 จนถูกขนานนามว่าเป็นสว. สีน้ำเงิน

อำนาจ สว. สีน้ำเงิน จิ้มเลือกองค์กรอิสระ-ศาลรัฐธรรมนูญได้ 33 จาก 44 ตำแหน่ง

แม้ว่าอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีจะหมดไปพร้อมกับการดำรงตำแหน่งของสว.ชุดพิเศษ 250 คน แต่ สว. 2567 ก็ยังมีอำนาจสำคัญในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ สว. 2567 มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2567 – 2572 โดยในระหว่าง 5 ปีนี้ มีองค์กรอิสระจำนวนมากที่ถูกให้ความเห็นชอบตั้งแต่ยุค คสช. จะทยอยหมดวาระลง และจะเป็นภารกิจของ สว. 2567 ที่จะต้องให้ความเห็นชอบ

จำนวนองค์กรอิสระที่วุฒิสภา (ส.ว.) ชุดปี 2567 มีอำนาจให้ความเห็นชอบ ได้แก่

  • ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 7 จาก 9 คน

  • คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) จำนวน 5 จาก 9 คน

  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 5 จาก 7 คน

  • คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) จำนวน 6 จาก 7 คน

  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน ทั้ง 3 คน

  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จำนวน ทั้ง 7 คน

หลังปฏิบัติหน้าที่ไปได้ราวหนึ่งปี สว. 2567 ก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการให้ความเห็นชอบและไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ สำหรับการไม่ให้ความเห็นชอบพบว่า สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ถูกปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์เพื่อแทนที่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และสำหรับการให้ความเห็นชอบ พบว่ามีอย่างน้อยสองกรณีที่ สว. 2567 ให้ความเห็นชอบบุคคลที่ในอดีตเคยมีความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย ดังนี้

  • ณรงค์ รักร้อย กกต. คนใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว. 2567 ณรงค์เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชจังหวัดจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งขณะนั้นอลงกต วรกี สว. 2567 ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด และจังหวัดอุทัยธานียังเป็นจังหวัดที่มีสส.ภูมิใจไทยที่เคยร่วมงานกันในอดีตได้แก่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ และเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ อีกด้วย

  • สราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ที่ดำรงตำแหน่งแทนปัญญา อุดชาชน ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิด้านราชการ สราวุธเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงในกระทรวงคมนาคม ในสมัยที่ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ซึ่งในขณะเดียวกันสราวุธก็เป็นประธานคณะกรรมการและกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งในระหว่างนั้นบริษัทก่อสร้างรายใหญ่อย่าง “ชิโนไทย” ได้สัมปทานก่อสร้างรถไฟฟ้า

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญของ สว. 2567 ได้ที่https://www.ilaw.or.th/articles/52059

‘งูกินหางตัวเอง’ สว. เลือก กกต. ให้ไปตัดสินคดีโกงเลือก สว.

ปรากฎการณ์ความผิดปกติของ สว. 2567 นำไปสู่การดำเนินคดีโกงเลือก สว. ซึ่งมีสองหน่วยงานที่ฟ้องร้อง หน่วยงานแรกคือกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ส่วนอีกหน่วยงานคือ กกต.

คดีส่วน กกต. มี สว. 136 คนถูกฟ้องว่ากระทำความผิดในการโกงเลือก สว. 2567 พร้อมด้วยเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยอีก 91 คน ซึ่งรวมเป็น 227 คน ซึ่งในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้เป็นระดับแกนนำพรรคด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเมื่ออนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คดีในฟากฝั่งดีเอสไอก็เป็นที่น่ากังวล หลังอนุทินแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตตำรวจบุรีรัมย์ลูกน้องฉัตรววรษ แสงเพชร สว. 2567 ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมควบคุมดูแลดีเอสไอโดยตรง

แต่ปัญหาหลักคือ อำนาจของ สว. ในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระโดยเฉพาะ กกต. ตามวาระของ สว. 2567 ตั้งแต่ปี 2567 – 2572 จะมี กกต. 5 จาก 7 คน หมดวาระภายในปี 2568 ซึ่ง สว.2567 จะต้องให้ความเห็นทั้ง 5 คน เมื่อไปส่องดูกฎหมายที่เกี่ยวกับการไต่สวนคดีของ กกต. แล้วพบว่า หาก กกต. ใช้เวลาเต็มกระบวนการจะจบลงช้าสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่ กกต. ชุดใหญ่ 7 คนจะต้องตัดสินว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 227 คนต่อศาลฎีกาหรือไม่

ไทม์ไลน์ดังกล่าวยังซ้อนทับกับกระบวนการที่กกต. ต้องให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาเป็นกรรมการชุดใหม่ด้วย เพราะกรรมการจำนวน 5 คนจะหมดวาระภายในปี 2568 และอีก 2 คนสุดท้ายจะหมดวาระในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

เมื่อถึงวันที่ 17 มีนาคม 2569 กกต. จำนวน 5 จาก 7 คน จะเป็นผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ชุดปี 2567 ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า เสียงข้างมากในองค์กรกำกับการเลือกตั้ง จะถูกแต่งตั้งโดย ส.ว. ชุดนี้โดยตรง สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างแบบ “งูกินหาง” และก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า องค์กรอิสระที่ควรทำงานอย่างปราศจากอำนาจแทรกแซง จะสามารถคงความเป็นอิสระและไม่ถูกครอบงำได้จริงเพียงใด

จากปัญหาที่มา สว. และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 จะเห็นได้ว่า หนึ่งในกลไกการสืบทอดอำนาจของคสช. ไม่ได้หมดลงไปกับสว.ชุดพิเศษ 250 คน หากแต่ยังอยู่และทำให้กระบวนการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยเป็นไปได้ยาก สว.ขาดความยึดโยงกับประชาชน และยังส่งผลให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญไร้ความเป็นอิสระ ปัญหา “งูกินหาง” ที่ สว. เห็นชอบองค์กรอิสระ แล้ววนกลับมาให้องค์กรอิสระจะตัดสินคดีของ สว. ในลักษณะนี้จะยังคงอยู่ต่อไป หากว่าสว.ยังมีที่มาดังที่รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบเอาไว้

เมื่อถึงวันที่ต้องตอบคำถามว่า จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ของ คสช. ต่อไป จึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะใช้โอกาสนี้ทวงคืนอำนาจ รื้อระบบวิธีการเลือก สว. แบบนี้ออกไป เปิดทางไปสู่การออกแบบขึ้นใหม่ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมี สว. อีกหรือไม่ หรือ สว. ควรมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งสิ้น ไม่ว่าในประเด็น สว.จะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดก็สมควรที่จะออกแบบขึ้นโดยประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...