โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิบากกรรมเขาพระวิหาร ลูกที่ถูกพรากจากไทยแล้วถูกกัมพูชาใช้เป็นกำบังสงคราม

The Better

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
กัมพูชาจะมีหน้าไปฟ้องใคร? ในเมื่อตนเองใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานทัพจนย่อยยับ

เมื่อเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหารเพราะการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว

ผมนึกถึงบางเรื่องในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามครั้งนั้นทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติไปมากมาย โดยเฉพาะด้านสถาปัตยกรรมโบราณที่ถูกระเบิด ไฟเผา กระสุนทะลวง และถูกทำลายเพราะขวางทางกองทัพ ฯลฯ

สะท้อนว่าสงครามไม่มีความปรานีทั้งต่อมนุษย์และศิลปวัฒนธรรม

แต่ท่ามกลางการเข่นฆ่ากันนั้น ยังมีบางเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่ายังมีความหวังต่อมนุษยชาติ

เช่น ระหว่างที่จีนกำลังทำสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น หรือ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นคาบเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ในเวลานั้น (และแม้แต่ในเวลานี้) คนจีนรู้สึกคับแค้นใจต่อญี่ปุ่นอย่างเหลือแสนเพราะความโหดเหี้ยมที่กระทำต่อจีน

แต่ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเพลี่ยงพล้ำหลังจากที่สหรัฐอเมริกาส่งกองบินมาถล่มญี่ปุ่นเมืองแล้วเมืองเล่า เหลียงซือเฉิง (梁思成) นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมชาวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือจากทั้งฝ่ายวัฒนธรรมและฝ่ายการเมือง กลับมีบทบาทสำคัญอย่างเหลือเชื่อในการ "ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น"

ขณะนั้น โบราณสถานของญี่ปุ่นในเมืองต่างๆ ถูกทำลายย่อยยับเพราะการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ไปมากมายแล้ว แต่ในจีนเองสถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างกัน เพราะสงครามกับญี่ปุ่นทำลายโบราณสถานไปมากเหมือนกัน บวกกับการฝ่ายสัมพันธมิตรต้องทำการโจมตีญี่ปุ่นในจีนด้วย

ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1944 เหลียงซือเฉิง จึงได้รับคำสั่งให้ทำทำรายชื่อและแผนที่โบราณสถานในจีนที่ญี่ปุ่นยึดครองให้แก่กองทัพสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นรองผู้อำนวยการของ "คณะกรรมการคุ้มครองโบราณวัตถุในเขตสงคราม" (战区文物保存委员会) ซึ่งสถานที่ในบัญชีเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง เพื่อป้องกันความเสียหายโดยไม่ตั้งใจระหว่างการโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร

นอกจากจะช่วยกอบกู้มรดกของจีนแล้ว เหลียงซือเฉิง ยังขอให้ทางการสหรัฐฯ ละเว้นเมืองโบราณของญี่ปุ่น 2 เมืองด้วย นั่นคือเมืองนาระและเกียวโต อันเต็มไปด้วยอาคารโบราณอายุนับพันปี และเป็นสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงจีนและญี่ปุ่นเอาไว้ โดยเฉพาะเมืองนาระนั้นเรียกได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของนครฉางอัน เมืองหลวงของราชวงศ์ถังของจีน

เหลียงซือเฉิง รักเมืองโบราณของญี่ปุ่นขนาดนั้น

ถามว่า เหลียงซือเฉิง ไม่โกรธแค้นญี่ปุ่นหรือถึงได้ช่วยญี่ปุ่นขนาดนี้?

เหลียงซือเฉิง มีเหตุผลมากมายที่จะแค้นญี่ปุ่น หนึ่งในเหตุผลเหล่านั้น คือน้องชายของเขาที่เป็นทหารได้เสียสละชีพในยุทธการเซี่ยงไฮ้ที่ต่อต้านการรุกรานญี่ปุ่น

เหลียงซือเฉิง จึงกล่าวว่า "ถ้าหากผมจะทำตามความรู้สึกส่วนตัว ผมคงอยากจะทิ้งระเบิดญี่ปุ่นให้ราบเป็นหน้าดิน แต่สถาปัตยกรรมไม่ใช่สมบัติของชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นผลพวงของอารยธรรมของมวลมนุษยชาติ บางคนอาจคิดว่านี่เป็นการจู้จี้จุกจิก แต่ผมมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เป็นความรู้สึกที่สูงส่ง สูงส่งเสียจนแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่อาจพรากความเมตตาและความรับผิดชอบในหัวใจของเขาไปได้"

ผมเล่าเรื่องของ เหลียงซือเฉิง เพื่อที่ย้ำว่า สงครามนั้นโหดร้ายต่อมนุษย์และมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

มนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องเป็น "สัตว์เดรัจฉาน" ที่จะพราก "ความรับผิดชอบในหัวใจ" ของมนุษย์ไป

สงครามอาจทำให้คนเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะไร้หัวใจแบบนั้น

เพราะตราบใดที่คู่สงครามไม่ได้ใช้สถาปัตยกรรมโบราณเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ตราบนั้นการทำลายโบราณสถานก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายทำแบบนั้น โบราณสถานก็จะพินาศย่อยยับ

ดังนั้น แม้สหรัฐฯ จะบอมบ์ไม่เลือกหน้ากับญี่ปุ่นและยุโรป แต่ถ้าเป็นโบราณสถานที่ตั้งโดดๆ หรือเมืองโบราณอันงดงาม หากไม่เป็นอันตรายต่อยุทธศาสตร์ พวกเขาก็จะหลีกเลี่ยงที่จะโจมตี อย่างที่เราเห็นว่า สหรัฐฯ ยอมรับทำรายชื่อโบราณสถานทั้งในจีนและญี่ปุ่นของ เหลียงซือเฉิง มาแล้วจะหลบเลี่ยงการถล่ม ซึ่งสหรัฐฯ ก็ทำแบบนั้นจริงๆ

กรณีที่มีการใช้สถาปัตยกรรมโบราณเป็นสนามรบก็เช่น "ยุทธการมอนเตกัสซีโน" (Battle of Monte Cassino) ในประเทศอิตาลี ซึ่งฝ่ายนาซีเยอรมันใช้ "อารามมอนเตกัสซีโน" ซึ่งเป็นวัดของคณะนักบุญเบเนดิกตินในคริสตศาสนานิกายคาทอลิก มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ไม่เพียงเป็นสถานที่สำคัญอย่างยิ่งทางศาสนา แต่ยังเต็มไปด้วยศิลปกรรมล้ำค่ามากมาย

ในช่วงที่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังรุกคืบสู่กรุงโรม ต้องผ่านด่านสำคัญคือภูเขาอันเป็นที่ตั้งอารามมอนเตกัสซีโน อีกทั้งตัววัดก็มีลักษณะคล้ายกับปราสาทหรือป้อมปราการ จึงมีสภาพเหมาะอย่างยิ่งที่พวกนาซีจะใช้ที่ยันทัพของฝ่ายสัมพันธมิตร แม้ว่าจะเสี่ยงที่โบราณสถานสำคัญของอารยธรรมยุโรปจะถูกถล่มก็ตาม

ฝ่ายสัมพันธมิตรสงสัยว่าพวกนาซีจะต้องตั้งฐานที่มั่นที่นี่แน่ๆ จึงกำหนดแผนที่จะบอมบ์ทิ้งวัดมอนเตกัสซีโนอย่างหนักจนใช้การไม่ได้

พวกนาซีก็รู้ว่าที่นี่จะต้องไม่รอดแน่ๆ จึงทำการขนย้ายศิลปกรรมโบราณจากมอนเตกัสซีโนออกไปแต่เนิ่นๆ จากนั้นจึงค่อยรบกันขั้นแตกหัก ผลก็คือวัดมอนเตกัสซีโนเหลือแต่ซาก

แต่ยังดีที่มรดกทางวัฒนธรรมที่เคลื่อนย้ายได้ยังอยู่ดีด้วยเหตุที่พวกยังมีทหารที่เล็งเห็นความสำคัญของการสืบทอดอารยธรรม เพราะสงครามทำให้โลกในเวลานั้นไร้อารยะธรรมเข้าไปทุกที แล้วหลังจากสงครามแล้วจึงมีการสร้างวัดมอนเตกัสซีโนขึ้นมาใหม่

เกริ่นมานานเรื่องประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ คราวนี้จะเข้าเรื่องปราสาทพระวิหารจริงๆ เสียที

ปราสาทพระวิหารนั้นอายุน้อยกว่ามอนเตกัสซีโนหลายร้อยปี และเป็นเหมือนเด็กอนุบาลเมื่อเทียบกับวัดโบราณต่างๆ ในมืองนาระและเกียวโตที่อายุเป็นพันปี

แม้จะอายุเทียบกันไม่ได้ แต่ความอลังการและเก่าแก่นั้นไม่ใช่น้อยๆ ถือเป็น "เพชรแห่งสถาปัตยกรรมแห่งเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้"

แล้วทำไมผู้คนจะนำสงครามไปอยู่กลางปราสาทพระวิหาร? เรื่องนี้เป็นคำถามที่ต้องถามไปยังกัมพูชาซึ่งเป็นเจ้าของที่นั่น แต่ใช้งานมันเหมือนลูกเก็บมาเลี้ยง

คนไทยนั้นถือว่าเขาพระวิหารเป็นลูกของแผ่นดินไทยที่ถูกพรากไป และรักปราสาทพระวิหารแม้จะเสียมันให้กัมพูชาไปแล้ว ความรักนี้ไม่ใช่รักเพราะจะชิงดีชิงเด่นกับกัมพูชา ว่า "ข้านั้นรักเขาพระวิหารมากกว่าเอ็ง" แต่เป็นความรักโดยบริสุทธิ์ใจจริงๆ

ต่างจากกัมพูชาที่แสดงออกว่ารักและและเคารพปราสาทพระวิหาร ถึงขั้นจัดพิธีกรรมอะไรต่อมิอะไรหลายครั้งที่นั่น แต่แล้วในท่ามกลางความขัดแย้งกับไทย กลับใช้ปราสาทพระวิหาร "อันเป็นที่รัก" เป็นฐานที่มั่นทางการทหารเสียอย่างนั้น

เรื่องนี้ทำให้คนไทยจำนวนมากไม่พอใจ เจ็บใจ และรู้สึกว่ากัมพูชาไม่มีความเป็นสุภาพชน หรือพูดง่ายๆ คือ "รบด้วยวิธีการต่ำช้า"

และเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปราสาทพระวิหารจึงได้รับความเสียหายจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง

แต่แล้วกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชากลับพยายามโยนความผิดให้กับไทยแต่ฝ่ายเดียว โดยประกาศว่าได้เก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบและจัดทำรายงานเพื่อส่งให้แก่องค์การยูเนสโกและประชาคมระหว่างประเทศ

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชายังอ้างว่า "การโจมตีสองครั้งของกองทัพไทยต่อพระวิหารได้ทำลายหรือสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมในสภาพดั้งเดิม รวมถึงส่วนต่างๆ ของพระวิหารและโครงสร้างที่ได้รับการบูรณะ จารึก อาคารอนุรักษ์ และอุปกรณ์ทางเทคนิค ซึ่งขัดขวางความพยายามในการอนุรักษ์ของสถาบันภายในประเทศและพันธมิตรระหว่างประเทศอย่างมาก"

การใช้คำว่า "พันธมิตรระหว่างประเทศ" เป็นวิธีหนึ่งที่กัมพูชาจะดึงเอาประเทศที่สาม สี่ และห้าเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้ง เหมือนอย่างที่พยายามดึงอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ช่วยอนุรักษ์ปราสาทในกัมพูชา ให้แสดงท่าทีเข้าข้างตน

นี่เป็นวิธีการที่กัมพูชาถนัด คือ เห็นว่าตนเป็นประเทศด้อยอำนาจ จึงดึงประเทศอื่นมาข่วยรุมศัตรูของตน เท่ากับเป็นการทำให้เรื่องควรที่เคลียร์กันได้แบบสุภาพบุรุษต่อสุภาพบุรุษ กลายเป็นเรื่องแบบ "หมาหมู่"

ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่มีบทบาททางการเมืองขอกัมพูชาก็ออกมารับลูก เพื่อทำให้คำอธิบายของกัมพูชาหนักแน่นขึ้นไปอีกว่า "ไทยทำลายปราสาทพระวิหาร" เพื่อที่จะกล่อมประสาทให้คนในประเทศเชื่อว่าไทยเป็นผู้ลงมือก็เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยไม่ต้องให้ประชาชนสงสัยว่าใครเป็นผู้ "วางยา" ต่อปราสาทพระวิหาร

เช่น เฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) ซึ่ง "แอกทีฟ" อย่างมากในการโจมตีไทยด้วยคำพูด ได้เขียนข้อความลงในเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาเมื่อเช้าวันที่ 12 มกราคม 2569 ว่า "ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้ถูกโจมตีด้วยระเบิดและปืนใหญ่ และถูกทำลายอย่างโหดร้ายและป่าเถื่อน เนื่องจากการรุกรานดินแดนของกัมพูชาอย่างโจ่งแจ้งของสยาม! ผู้ทำลายต้องรับผิดชอบ"

แต่ท่าทีนี้ไม่มีความซื่อตรง เพราะกัมพูชาควรจะบอกกับชาวโลกด้วยว่า ในระหว่างการปะทะกับไทยนั้น กัมพูชาได้ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นที่มั่นทางทหาร ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง

นี่แสดงว่ากัมพูชาไม่ได้ดูดำดูดีมรดกโลก และยังเอามรดกโลกมาเป็นตัวประกันเสียอีก เพราะคงเห็นว่าหากใช้ที่นั่นเป็นฐานทัพแล้วไทยจะไม่กล้าโจมตี เพราะไทยรักปราสาทแห่งนี้และคนไทยจำนวนหนึ่งต้องการให้กลับคืนมาเป็นของไทยสักวันหนึ่ง จึงไม่อยากให้แตกหักเสียหาย

หากไม่ใช่เพราะกัมพูชาใช้ปราสาทแห่งนี้หมายจะเอาชีวิตและดินแดนไทย คนไทยก็ต้องทำในสิ่งที่เจ็บปวดใจที่สุด นั่นคือต้องโจมตีเป้าหมายที่เป็นอันตรายนั้นโดยให้กระทบต่อมรดกโลกให้น้อยที่สุด

หากจะไต่สวนกันจริงๆ ถึงความพินาศที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหาร ผมเชื่อว่าไทยมีหลักฐานคาหนังคาเขายิ่งกว่าในเรื่อง "การทำลายปราสาทพระวิหาร" ซึ่งจะชี้ไปที่กัมพูชาในฐานะผู้ต้องหา

หากเราเรียนรู้จากกรณีศึกษาในประวัติศาสตร์การสงครามที่ผ่านๆ ก็จะพบว่าสิ่งที่กัมพูชาทำนั้นไม่เป็นอารยะเพราะใช้โบราณสถานมาเป็นป้อมปราการ ในขณะที่สิ่งที่กองทัพไทยทำคือการปกป้องตัวเองแท้ๆ และหลีกเลี่ยงการแตะต้องปราสาทให้มากที่สุด

หาไม่แล้ว หากไทยโหดร้ายอย่างที่เขมรว่า ปราสาทพระวิหารคงจะไม่เหลือซากเหมือนมอนเตกัสซีโนไปแล้ว

ป.ล.
ในยุคหลังสงคราม เหลียงซือเฉิง ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ผู้มีคุณูปการต่อเมืองหลวงโบราณของญี่ปุ่น" เพื่อเป็นการระลึกและเน้นย้ำถึงความสำเร็จของเหลียง ซีเฉิงในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ในเดือนธันวาคม 2007 อิคุโอะ ฮิรายามะ อดีตทูตสันติไมตรีของยูเนสโกและประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-จีน ได้เสนอให้สร้างอนุสาวรีย์ทองสัมฤทธิ์ในเมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นเกียรติแก่ความทุ่มเทของเขาในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันของมนุษยชาติ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo from ក្រសួងវប្បធម៌ និងវិចិត្រសិល្បៈ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...