วิบากกรรมเขาพระวิหาร ลูกที่ถูกพรากจากไทยแล้วถูกกัมพูชาใช้เป็นกำบังสงคราม
เมื่อเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหารเพราะการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว
ผมนึกถึงบางเรื่องในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
สงครามครั้งนั้นทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติไปมากมาย โดยเฉพาะด้านสถาปัตยกรรมโบราณที่ถูกระเบิด ไฟเผา กระสุนทะลวง และถูกทำลายเพราะขวางทางกองทัพ ฯลฯ
สะท้อนว่าสงครามไม่มีความปรานีทั้งต่อมนุษย์และศิลปวัฒนธรรม
แต่ท่ามกลางการเข่นฆ่ากันนั้น ยังมีบางเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่ายังมีความหวังต่อมนุษยชาติ
เช่น ระหว่างที่จีนกำลังทำสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น หรือ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นคาบเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ในเวลานั้น (และแม้แต่ในเวลานี้) คนจีนรู้สึกคับแค้นใจต่อญี่ปุ่นอย่างเหลือแสนเพราะความโหดเหี้ยมที่กระทำต่อจีน
แต่ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเพลี่ยงพล้ำหลังจากที่สหรัฐอเมริกาส่งกองบินมาถล่มญี่ปุ่นเมืองแล้วเมืองเล่า เหลียงซือเฉิง (梁思成) นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมชาวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือจากทั้งฝ่ายวัฒนธรรมและฝ่ายการเมือง กลับมีบทบาทสำคัญอย่างเหลือเชื่อในการ "ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น"
ขณะนั้น โบราณสถานของญี่ปุ่นในเมืองต่างๆ ถูกทำลายย่อยยับเพราะการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ไปมากมายแล้ว แต่ในจีนเองสถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างกัน เพราะสงครามกับญี่ปุ่นทำลายโบราณสถานไปมากเหมือนกัน บวกกับการฝ่ายสัมพันธมิตรต้องทำการโจมตีญี่ปุ่นในจีนด้วย
ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1944 เหลียงซือเฉิง จึงได้รับคำสั่งให้ทำทำรายชื่อและแผนที่โบราณสถานในจีนที่ญี่ปุ่นยึดครองให้แก่กองทัพสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นรองผู้อำนวยการของ "คณะกรรมการคุ้มครองโบราณวัตถุในเขตสงคราม" (战区文物保存委员会) ซึ่งสถานที่ในบัญชีเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง เพื่อป้องกันความเสียหายโดยไม่ตั้งใจระหว่างการโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร
นอกจากจะช่วยกอบกู้มรดกของจีนแล้ว เหลียงซือเฉิง ยังขอให้ทางการสหรัฐฯ ละเว้นเมืองโบราณของญี่ปุ่น 2 เมืองด้วย นั่นคือเมืองนาระและเกียวโต อันเต็มไปด้วยอาคารโบราณอายุนับพันปี และเป็นสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงจีนและญี่ปุ่นเอาไว้ โดยเฉพาะเมืองนาระนั้นเรียกได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของนครฉางอัน เมืองหลวงของราชวงศ์ถังของจีน
เหลียงซือเฉิง รักเมืองโบราณของญี่ปุ่นขนาดนั้น
ถามว่า เหลียงซือเฉิง ไม่โกรธแค้นญี่ปุ่นหรือถึงได้ช่วยญี่ปุ่นขนาดนี้?
เหลียงซือเฉิง มีเหตุผลมากมายที่จะแค้นญี่ปุ่น หนึ่งในเหตุผลเหล่านั้น คือน้องชายของเขาที่เป็นทหารได้เสียสละชีพในยุทธการเซี่ยงไฮ้ที่ต่อต้านการรุกรานญี่ปุ่น
เหลียงซือเฉิง จึงกล่าวว่า "ถ้าหากผมจะทำตามความรู้สึกส่วนตัว ผมคงอยากจะทิ้งระเบิดญี่ปุ่นให้ราบเป็นหน้าดิน แต่สถาปัตยกรรมไม่ใช่สมบัติของชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นผลพวงของอารยธรรมของมวลมนุษยชาติ บางคนอาจคิดว่านี่เป็นการจู้จี้จุกจิก แต่ผมมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เป็นความรู้สึกที่สูงส่ง สูงส่งเสียจนแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่อาจพรากความเมตตาและความรับผิดชอบในหัวใจของเขาไปได้"
ผมเล่าเรื่องของ เหลียงซือเฉิง เพื่อที่ย้ำว่า สงครามนั้นโหดร้ายต่อมนุษย์และมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
มนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องเป็น "สัตว์เดรัจฉาน" ที่จะพราก "ความรับผิดชอบในหัวใจ" ของมนุษย์ไป
สงครามอาจทำให้คนเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะไร้หัวใจแบบนั้น
เพราะตราบใดที่คู่สงครามไม่ได้ใช้สถาปัตยกรรมโบราณเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ตราบนั้นการทำลายโบราณสถานก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายทำแบบนั้น โบราณสถานก็จะพินาศย่อยยับ
ดังนั้น แม้สหรัฐฯ จะบอมบ์ไม่เลือกหน้ากับญี่ปุ่นและยุโรป แต่ถ้าเป็นโบราณสถานที่ตั้งโดดๆ หรือเมืองโบราณอันงดงาม หากไม่เป็นอันตรายต่อยุทธศาสตร์ พวกเขาก็จะหลีกเลี่ยงที่จะโจมตี อย่างที่เราเห็นว่า สหรัฐฯ ยอมรับทำรายชื่อโบราณสถานทั้งในจีนและญี่ปุ่นของ เหลียงซือเฉิง มาแล้วจะหลบเลี่ยงการถล่ม ซึ่งสหรัฐฯ ก็ทำแบบนั้นจริงๆ
กรณีที่มีการใช้สถาปัตยกรรมโบราณเป็นสนามรบก็เช่น "ยุทธการมอนเตกัสซีโน" (Battle of Monte Cassino) ในประเทศอิตาลี ซึ่งฝ่ายนาซีเยอรมันใช้ "อารามมอนเตกัสซีโน" ซึ่งเป็นวัดของคณะนักบุญเบเนดิกตินในคริสตศาสนานิกายคาทอลิก มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ไม่เพียงเป็นสถานที่สำคัญอย่างยิ่งทางศาสนา แต่ยังเต็มไปด้วยศิลปกรรมล้ำค่ามากมาย
ในช่วงที่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังรุกคืบสู่กรุงโรม ต้องผ่านด่านสำคัญคือภูเขาอันเป็นที่ตั้งอารามมอนเตกัสซีโน อีกทั้งตัววัดก็มีลักษณะคล้ายกับปราสาทหรือป้อมปราการ จึงมีสภาพเหมาะอย่างยิ่งที่พวกนาซีจะใช้ที่ยันทัพของฝ่ายสัมพันธมิตร แม้ว่าจะเสี่ยงที่โบราณสถานสำคัญของอารยธรรมยุโรปจะถูกถล่มก็ตาม
ฝ่ายสัมพันธมิตรสงสัยว่าพวกนาซีจะต้องตั้งฐานที่มั่นที่นี่แน่ๆ จึงกำหนดแผนที่จะบอมบ์ทิ้งวัดมอนเตกัสซีโนอย่างหนักจนใช้การไม่ได้
พวกนาซีก็รู้ว่าที่นี่จะต้องไม่รอดแน่ๆ จึงทำการขนย้ายศิลปกรรมโบราณจากมอนเตกัสซีโนออกไปแต่เนิ่นๆ จากนั้นจึงค่อยรบกันขั้นแตกหัก ผลก็คือวัดมอนเตกัสซีโนเหลือแต่ซาก
แต่ยังดีที่มรดกทางวัฒนธรรมที่เคลื่อนย้ายได้ยังอยู่ดีด้วยเหตุที่พวกยังมีทหารที่เล็งเห็นความสำคัญของการสืบทอดอารยธรรม เพราะสงครามทำให้โลกในเวลานั้นไร้อารยะธรรมเข้าไปทุกที แล้วหลังจากสงครามแล้วจึงมีการสร้างวัดมอนเตกัสซีโนขึ้นมาใหม่
เกริ่นมานานเรื่องประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ คราวนี้จะเข้าเรื่องปราสาทพระวิหารจริงๆ เสียที
ปราสาทพระวิหารนั้นอายุน้อยกว่ามอนเตกัสซีโนหลายร้อยปี และเป็นเหมือนเด็กอนุบาลเมื่อเทียบกับวัดโบราณต่างๆ ในมืองนาระและเกียวโตที่อายุเป็นพันปี
แม้จะอายุเทียบกันไม่ได้ แต่ความอลังการและเก่าแก่นั้นไม่ใช่น้อยๆ ถือเป็น "เพชรแห่งสถาปัตยกรรมแห่งเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้"
แล้วทำไมผู้คนจะนำสงครามไปอยู่กลางปราสาทพระวิหาร? เรื่องนี้เป็นคำถามที่ต้องถามไปยังกัมพูชาซึ่งเป็นเจ้าของที่นั่น แต่ใช้งานมันเหมือนลูกเก็บมาเลี้ยง
คนไทยนั้นถือว่าเขาพระวิหารเป็นลูกของแผ่นดินไทยที่ถูกพรากไป และรักปราสาทพระวิหารแม้จะเสียมันให้กัมพูชาไปแล้ว ความรักนี้ไม่ใช่รักเพราะจะชิงดีชิงเด่นกับกัมพูชา ว่า "ข้านั้นรักเขาพระวิหารมากกว่าเอ็ง" แต่เป็นความรักโดยบริสุทธิ์ใจจริงๆ
ต่างจากกัมพูชาที่แสดงออกว่ารักและและเคารพปราสาทพระวิหาร ถึงขั้นจัดพิธีกรรมอะไรต่อมิอะไรหลายครั้งที่นั่น แต่แล้วในท่ามกลางความขัดแย้งกับไทย กลับใช้ปราสาทพระวิหาร "อันเป็นที่รัก" เป็นฐานที่มั่นทางการทหารเสียอย่างนั้น
เรื่องนี้ทำให้คนไทยจำนวนมากไม่พอใจ เจ็บใจ และรู้สึกว่ากัมพูชาไม่มีความเป็นสุภาพชน หรือพูดง่ายๆ คือ "รบด้วยวิธีการต่ำช้า"
และเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปราสาทพระวิหารจึงได้รับความเสียหายจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง
แต่แล้วกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชากลับพยายามโยนความผิดให้กับไทยแต่ฝ่ายเดียว โดยประกาศว่าได้เก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบและจัดทำรายงานเพื่อส่งให้แก่องค์การยูเนสโกและประชาคมระหว่างประเทศ
กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชายังอ้างว่า "การโจมตีสองครั้งของกองทัพไทยต่อพระวิหารได้ทำลายหรือสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมในสภาพดั้งเดิม รวมถึงส่วนต่างๆ ของพระวิหารและโครงสร้างที่ได้รับการบูรณะ จารึก อาคารอนุรักษ์ และอุปกรณ์ทางเทคนิค ซึ่งขัดขวางความพยายามในการอนุรักษ์ของสถาบันภายในประเทศและพันธมิตรระหว่างประเทศอย่างมาก"
การใช้คำว่า "พันธมิตรระหว่างประเทศ" เป็นวิธีหนึ่งที่กัมพูชาจะดึงเอาประเทศที่สาม สี่ และห้าเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้ง เหมือนอย่างที่พยายามดึงอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ช่วยอนุรักษ์ปราสาทในกัมพูชา ให้แสดงท่าทีเข้าข้างตน
นี่เป็นวิธีการที่กัมพูชาถนัด คือ เห็นว่าตนเป็นประเทศด้อยอำนาจ จึงดึงประเทศอื่นมาข่วยรุมศัตรูของตน เท่ากับเป็นการทำให้เรื่องควรที่เคลียร์กันได้แบบสุภาพบุรุษต่อสุภาพบุรุษ กลายเป็นเรื่องแบบ "หมาหมู่"
ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่มีบทบาททางการเมืองขอกัมพูชาก็ออกมารับลูก เพื่อทำให้คำอธิบายของกัมพูชาหนักแน่นขึ้นไปอีกว่า "ไทยทำลายปราสาทพระวิหาร" เพื่อที่จะกล่อมประสาทให้คนในประเทศเชื่อว่าไทยเป็นผู้ลงมือก็เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยไม่ต้องให้ประชาชนสงสัยว่าใครเป็นผู้ "วางยา" ต่อปราสาทพระวิหาร
เช่น เฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) ซึ่ง "แอกทีฟ" อย่างมากในการโจมตีไทยด้วยคำพูด ได้เขียนข้อความลงในเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาเมื่อเช้าวันที่ 12 มกราคม 2569 ว่า "ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้ถูกโจมตีด้วยระเบิดและปืนใหญ่ และถูกทำลายอย่างโหดร้ายและป่าเถื่อน เนื่องจากการรุกรานดินแดนของกัมพูชาอย่างโจ่งแจ้งของสยาม! ผู้ทำลายต้องรับผิดชอบ"
แต่ท่าทีนี้ไม่มีความซื่อตรง เพราะกัมพูชาควรจะบอกกับชาวโลกด้วยว่า ในระหว่างการปะทะกับไทยนั้น กัมพูชาได้ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นที่มั่นทางทหาร ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง
นี่แสดงว่ากัมพูชาไม่ได้ดูดำดูดีมรดกโลก และยังเอามรดกโลกมาเป็นตัวประกันเสียอีก เพราะคงเห็นว่าหากใช้ที่นั่นเป็นฐานทัพแล้วไทยจะไม่กล้าโจมตี เพราะไทยรักปราสาทแห่งนี้และคนไทยจำนวนหนึ่งต้องการให้กลับคืนมาเป็นของไทยสักวันหนึ่ง จึงไม่อยากให้แตกหักเสียหาย
หากไม่ใช่เพราะกัมพูชาใช้ปราสาทแห่งนี้หมายจะเอาชีวิตและดินแดนไทย คนไทยก็ต้องทำในสิ่งที่เจ็บปวดใจที่สุด นั่นคือต้องโจมตีเป้าหมายที่เป็นอันตรายนั้นโดยให้กระทบต่อมรดกโลกให้น้อยที่สุด
หากจะไต่สวนกันจริงๆ ถึงความพินาศที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหาร ผมเชื่อว่าไทยมีหลักฐานคาหนังคาเขายิ่งกว่าในเรื่อง "การทำลายปราสาทพระวิหาร" ซึ่งจะชี้ไปที่กัมพูชาในฐานะผู้ต้องหา
หากเราเรียนรู้จากกรณีศึกษาในประวัติศาสตร์การสงครามที่ผ่านๆ ก็จะพบว่าสิ่งที่กัมพูชาทำนั้นไม่เป็นอารยะเพราะใช้โบราณสถานมาเป็นป้อมปราการ ในขณะที่สิ่งที่กองทัพไทยทำคือการปกป้องตัวเองแท้ๆ และหลีกเลี่ยงการแตะต้องปราสาทให้มากที่สุด
หาไม่แล้ว หากไทยโหดร้ายอย่างที่เขมรว่า ปราสาทพระวิหารคงจะไม่เหลือซากเหมือนมอนเตกัสซีโนไปแล้ว
ป.ล.
ในยุคหลังสงคราม เหลียงซือเฉิง ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ผู้มีคุณูปการต่อเมืองหลวงโบราณของญี่ปุ่น" เพื่อเป็นการระลึกและเน้นย้ำถึงความสำเร็จของเหลียง ซีเฉิงในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ในเดือนธันวาคม 2007 อิคุโอะ ฮิรายามะ อดีตทูตสันติไมตรีของยูเนสโกและประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-จีน ได้เสนอให้สร้างอนุสาวรีย์ทองสัมฤทธิ์ในเมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นเกียรติแก่ความทุ่มเทของเขาในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันของมนุษยชาติ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo from ក្រសួងវប្បធម៌ និងវិចិត្រសិល្បៈ