โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตาเทรนด์ความงามปี 2026 นักวิจัยมหิดลพัฒนานวัตกรรมฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ ชูความสวยปลอดภัย–ยั่งยืน

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
นักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบความสำเร็จพัฒนานวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ Phase 2 ช่วยยกระดับคุณภาพผิวอย่างปลอดภัยพร้อมเปิดโอกาสให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามและเศรษฐกิจสุขภาพ

อุตสาหกรรมความงามและเวชศาสตร์ความงามทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากยุคของการ “เติมเต็ม” ด้วยสารแปลกปลอม สู่แนวคิดการฟื้นฟูผิวจากกลไกธรรมชาติของร่างกาย เพื่อความปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และยั่งยืนในระยะยาว เทรนด์ดังกล่าวสอดรับกับการเติบโตของ wellness economy และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์เชิงลึกและสุขภาพผิวในระยะยาว มากกว่าความสวยแบบเร่งด่วน

หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกจับตามองในฐานะตัวแทนของเทรนด์ความงามยุคใหม่ คือ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) ผลงานของทีมอาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ล่าสุด ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนา นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ Phase 2 และจดสิทธิบัตรเรียบร้อยในเดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยบนเวทีอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาค

ความงามยุคใหม่ เมื่อ “ฟื้นฟู” สำคัญกว่า “เติมเต็ม”

แนวคิด Regenerative Beauty หรือความงามเชิงฟื้นฟูระดับเซลล์ กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ของเวชศาสตร์ความงาม จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการมองหาผลลัพธ์ระยะสั้น ไปสู่การดูแลผิวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ความงามในมุมมองใหม่นี้ไม่ใช่การฝืนธรรมชาติ แต่เป็นการใช้วิทยาศาสตร์ชีวภาพกระตุ้นให้ผิวกลับมาทำงานได้ด้วยตัวเอง ผ่านกลไกการซ่อมแซมในระดับเซลล์ สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care)

นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ วิทยาศาสตร์ระดับเซลล์สู่เศรษฐกิจสุขภาพ

นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ใช้หลักการ Cell Therapy โดยนำเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของผู้รับบริการมาเพาะเลี้ยง เพิ่มจำนวนและคุณภาพ ก่อนนำกลับไปฉีดเข้าสู่ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน และการซ่อมแซมโครงสร้างผิว เนื่องจากเป็นเซลล์ของร่างกายเอง จึงลดความเสี่ยงจากการแพ้และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ครอบคลุมทั้งการลดริ้วรอย การยกกระชับ และการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม

งานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของ
ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาตจศัลยศาสตร์ และ
ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ใช้เวลากว่า 8 ปีในการศึกษาวิจัยและทดสอบเชิงลึก จนได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ การคว้ารางวัลด้านนวัตกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนภายใต้การดูแลของ INT

จาก Phase 1 สู่ Phase 2 นวัตกรรมที่ “เปลี่ยนเกม” อุตสาหกรรมความงาม

ความสำเร็จของนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ Phase 1 นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็น Phase 2 ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านขั้นตอนและเวลา ด้วยการฉีดเพียงครั้งเดียว แต่ให้ผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งโครงสร้างและคุณภาพผิว ผ่านกลไกการสื่อสารระหว่างเซลล์ (Cell-to-Cell Communication)

นวัตกรรมสูตรใหม่ไม่เพียงช่วยลดริ้วรอย แต่ยังทำให้ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ และรูขุมขนดูกระชับขึ้น สะท้อนทิศทางใหม่ของเวชศาสตร์ความงามที่มุ่งฟื้นฟูระบบผิวโดยรวม มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะจุด

โอกาสเศรษฐกิจ งานวิจัยไทยสู่เวทีโลก

ข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาด Global Medical Aesthetics มีมูลค่ากว่า 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และเติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี ขณะที่ธุรกิจเสริมความงามของไทยมีแนวโน้มแตะ 76,500 ล้านบาทในปี 2025 ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทยจึงอาจเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ที่ช่วยดึงดูดทั้งผู้บริโภคในประเทศและตลาด Medical Tourism จากภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงสะท้อนเทรนด์ความงามยุคใหม่ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของงานวิจัยไทยในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ และอาจเป็นกุญแจที่ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับภูมิภาค อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...