โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นักวิชาการ เปิดบทวิเคราะห์แนวทางรัฐแก้เงินบาทแข็งค่า จัดการซื้อขายทองคำ เกาถูกที่คันหรือไม่

BTimes

อัพเดต 24 ธ.ค. 2568 เวลา 18.43 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 11.43 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยบทวิเคราะห์ เงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติช่วงนี้ โดยระบุว่า

1.ค่าเงินปี 2568 : แข็งค่าผิดปกติที่ 6.8% มากสุดในรอบ 4 ปี (เทียบต่อดอลล่าร์)

ในปี 2568 ค่าเงินบาทไทยต่อดอลล่าร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยแข็งค่าในปี 2564 ในปี 2568 เงินบาทไทยแข็งค่ามากสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยค่าเงินบาทปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 32.8 บาท/ดอลล่าร์ (โดยปี 2564 เงินบาทไทยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 31.8 บาท/ดอลล่าร์) ตลอดปี 2568 ค่าเงินบาทที่เป็นรายเดือนมีการแข็งค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ 33.7 บาท/ดอลล่าร์ แข็งค่าเป็น 31.1 บาท/ดอลล่าร์ในเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทปี 2567 ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่า 6.8%

2. เงินบาทแข็งค่ามากสุดในอาเซียนที่ 7.7

ในปี 2568 เมื่อเงินบาทเทียบกับสกุลเงินอาเซียนพบว่า ค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากสุด 7.7% รองลงมาคือเงินรูเปียของอินโดนีเซีย ที่แข็งค่า 3.2% ตามด้วยเงินด่องของเวียดนามที่ 2.5%

3.สาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งปี 2568 ได้แก่

1.ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยไป 3 ครั้ง รวมลดไป 0.75% เหลือดอกเบี้ยนโยบาย 3.50-3.75% ทำให้ดอลล่าร์อ่อนไป 6% (วัดจาก US Dollar Index คือดัชนีที่วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับ ตะกร้า 6 สกุลเงินหลัก)

2.ดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้า ดุลบริการและรายได้อื่น) ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2567 ถึงไตรมาสที่ 1/2568 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเพิ่มขึ้นจาก 149,627 ล้านบาท เป็น 378,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 153%

3.เงินทุนไหลที่ไม่สามารถตรวจสอบและผิดปกติได้เข้าประเทศไทย ไม่ปรากฏชัดใน FDI ซึ่งมีจำนวนเท่าไรไม่มีใครทราบได้ เพราะไทยเป็นประเทศที่ให้ผลตอบแทนพอใช้ และความเสี่ยงต่ำ ในช่วงที่โลกผันผวนทั้ง สงคราม เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยตลาดโลกผันผวน

4.มาตรการเก็บภาษีเฉพาะทองคำออนไลน์ : สกัดเงินบาทแข็งค่าได้เล็กน้อย เกาไม่ถูกที่คัน

ปัจจุบันการซื้อขายออนไลน์ในประเทศไทย มี 3 แพลมฟอร์มหลักคือ 1.ซื้อขายทองคำจริง (ผ่านแอปธนาคาร/ร้านทอง เช่น ออมทอง สะสมทองคำแท่ง) 2. การเทรดเก็งกำไรส่วนต่างราคา (เน้นกำไรจากราคา ไม่ต้องรับทองจริง) และ 3. การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ทองคำ (Gold Futures/Online Futures)

ซึ่งการเก็บภาษีเฉพาะทองคำซื้อขายออนไลน์จะกระทบดังนี้

1.ผู้ซื้อรายย่อยรับภาษีไปเต็มๆ : ปกติการซื้อขายทองคำบนออนไลน์ทั้ง 3 รูปแบบ ตัวแทนที่ดำเนินกิจกรรมธุรกิจทองคำออนไลน์ เก็บค่าธรรมเนียบกับนักลงทุนหรือคนทั่วไป อยู่แล้ว หากมีการเก็บภาษีเฉพาะทองคำเพิ่ม “กระทบผู้ชื้อรายย่อยมากกว่า เพราะมีเงินน้อย ในขณะที่ผู้ซื้อรายใหญ่กระทบน้อยกว่าเพราะมีเงินเยอะ”

2.สกัดเงินบาทแข็งได้ไม่มาก : การเก็บภาษีเฉพาะทองคำในธุรกิจออนไลน์ เป็น “ยาบรรเทา ไม่ใช่ยารักษาให้หายขาด” เพราะส่งผลต่อการซื้อขายทองคำบนออนไลน์น้อย กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ซื้อขายในวงเงินที่สูง การเสียภาษีเพิ่มขึ้น นักลงทุนเหล่านี้มองว่ายังมีกำไรมากอยู่ และยังสามารถเข้ามาซื้อขายทองคำออนไลน์ได้เหมือนเดิม

3.เงินบาทยังคงแข็งค่า เพราะหันไปลงทุนทางอื่นแทน : เงินบาทยังคงแข็งค่า เพราะนักลงทุนรายใหญ่ หันไปซื้อคริปโต ลงทุนอสังริมทรัพย์ และตั้งบริษัทแทน การซื้อขายทองคำ เป็น 1 ส่วนในหลายส่วนที่ทำให้เงินบาทแข็ง แต่เมื่อเงินที่ตรวจสอบไม่ได้ สามารถหนีจากลงทุนทองคำไปที่ลงทุนอื่นๆ ยังคงส่งผลกระทบต่อความต้องการเงินบาทแข้งค่าอยู่ดี ธุรกิจซื้อขายทองคำออนไลน์ กรนีนี้ เสมือนเป็น “แพะ 1 ตัว ในอีกหลายตัว

5. ข้อเสนอแนะต่อเงินบาทแข็งค่า

1.ส่งเสริมการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging)

ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ส่งออก ควรบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาทผ่านเครื่องมือทางการเงิน เช่น Forward หรือ Option เพื่อลดความไม่แน่นอนของรายได้และรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

2.หาสาเหตุการแข็งค่าที่แท้จริงของเงินบาทอย่างจริงจัง

ควรติดตามการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นผลจาก ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยหรือเป็นผลจาก กระแสเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นที่ผิดปกติ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุดและทันท่วงที

3.แทรกแซงเพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบด้านค่าเงินในภูมิภาค

ควรพิจารณาแทรกแซงค่าเงินบาทในลักษณะ ลดความผันผวนและชะลอการแข็งค่าไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินของประเทศในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากจะกระทบต่อ ความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยในตลาดโลก

4.ติดตามเส้นทางการลงทุนในธุรกิจเสี่ยงฟอกเงิน

เงินทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ สามารถเข้าไปลงทุนใน 4 ทางคือ ซื้อทองคำ ซื้อคริปโต ซื้ออสังริมทรัพย์ และจัดตั้งบริษัทนอมินี รัฐบาลต้องไปตรวจสอบเส้นทางเงินเหล่านี้ว่ามาอย่างไร

5.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แก็งสแกมเมอร์ และการทำธุรกิจ ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเงินที่ได้จากธุรกิจเหล่านี้ จะเป็น ต้นทางของการเข้าไปซื้อขายในทองคำ คริปโต อสังหาริมทรัพย์ และตั้งบริษัทตัวแทน (นอมินี)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...