รัฐตั้ง 'Data Bureau' ล่าธุรกรรมอำพราง เล็งเก็บภาษีทอง สกัดฟอกเงิน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท), ก.ล.ต., ปปง. และสมาคมธนาคารไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาธุรกรรมอำพราง ซึ่งเป็น Connect the Dot ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
ยกระดับ "Data Bureau" เชื่อมข้อมูลไร้รอยต่อ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการจัดตั้ง Data Bureau เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานกำกับดูแล โดยจะใช้เทคโนโลยี Open API เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น ระบบ CFR ของ ITMX, ข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์, ก.ล.ต. และ ปปง. เพื่อให้เห็นภาพรวมของเส้นทางเงินได้ทั้งระบบโดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่
นอกจากนี้ จะมีการใช้ระบบ Profiling ในการตรวจสอบธุรกรรมตาม 3 แกนหลัก คือ ตัวตน พฤติกรรม และปริมาณเงิน ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เช่น หากนักศึกษาหรือผู้มีรายได้น้อยมีเงินหมุนเวียนหลักล้านบาทต่อวัน ระบบจะสามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันที เพื่อสกัดกั้นบัญชีม้าและธุรกรรมต้องสงสัย
คลังลุยภาษีธุรกิจเฉพาะ-ภาษีนำเข้าทอง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมายังมีช่องว่างกำกับดูแลระหว่างธุรกรรมทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ เนื่องจากไทยได้มีการผ่อนเกณฑ์เรื่องการนำเข้าทองคำเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศ แต่หลังจากนี้จะเพิ่มความเข้มงวด
โดยให้กรมสรรพากร เข้มงวดเรื่องธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบจริง โดยให้เจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ จะต้องทำบัญชีพิเศษรายงานข้อมูลการซื้อขายทองคำมาให้สรรพากรรับทราบ และระหว่างนี้ กรมสรรพากรจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบร้านทองขนาดใหญ่ที่มีแพลตฟอร์มของตนเองเพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นรายวัน จำนวนการเทรด
นอกจากนี้ สรรพากร อยู่ระหว่างการพิจารณาการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการในฐานะรัฐบาลรักษาการได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน ได้ให้กรมศุลกากร ศึกษาเรื่องการเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ว่า ควรจะดำเนินการได้หรือไม่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก่อนที่จะดำเนินการจริง โดยให้เทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ด้วย
คุมเข้ม "แอปเทรดทอง" สกัดบาทแข็งค่า
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีแนวทางการควบคุม ธุรกรรมทองคำ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อวัน มากกว่ามูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ
โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า พบความเชื่อมโยงระหว่างการแข็งค่าของเงินบาทที่ผิดปกติกับการขายดอลลาร์ของผู้ค้าทองคำผ่านแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะแอปฯ ที่ซื้อขายเป็นเงินบาท
ทั้งนี้ การเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนสำหรับทองคำประกอบด้วย
- ธปท. เตรียมออกประกาศใช้อำนาจตาม พรบ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชันที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท
- กำหนดเพดานการเทรด โดยจะจำกัดวงเงินการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชันสำหรับบุคคลธรรมดา เบื้องต้นหารือที่ 100-200 ล้านบาทต่อวัน เพื่อลดความผันผวน
ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกมาตรการอื่นๆ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่
- การนำเงินเข้าประเทศ หากเกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องตรวจสอบเอกสารแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์
- ร้านแลกเงิน (Money Changer) จำกัดการรับแลกไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน
- E-Wallet สั่งการให้ผู้ประกอบการกำหนดวงเงินการใช้งานสูงสุดต่อวันตามโปรไฟล์ความเสี่ยง
สินทรัพย์ดิจิตอลต้องโปร่งใสด้วย "Travel Rule"
ด้านนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.เตรียมปิดช่องโหว่การโอนสินทรัพย์ดิจิตอลข้ามพรมแดนและการซื้อขายแบบ P2P โดยจะเริ่มนำแนวทางปฏิบัติ Travel Rule มาใช้ภายในไตรมาส 1 ปี 2569 นี้ เพื่อให้สามารถระบุตัวตนต้นทางและปลายทางของการโอนคริปโตเคอร์เรนซีได้ เช่นเดียวกับการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน