เตรียมกลับบ้าน 8 กุมภา 69 เข้าคูหาเลือกตั้ง-ทำประชามติ
เตรียมกลับบ้าน “เลือกตั้ง-ทำประชามติ” ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หลังที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำถามประชามติตามแนวทางของรัฐสภาที่ขอให้รัฐบาลตั้งคำถามประชามติในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ด้วยคำถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อปกป้องความผิดพลาด
นับเป็นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหากมีการทำประชามติพร้อมเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ดังนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเตรียมตัวกลับบ้านไปเข้าคูหาเลือกตั้ง-ประชามติกันในวันจริง
อย่างไรก็ตาม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ หรือที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติได้ในวันดังกล่าว กกต. ได้กำหนดให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งสำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่งจากราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้ง เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งสำหรับประชาชนทั่วไป เลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร และลงทะเบียนทำประชามตินอกเขตเลือกตั้งได้ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 และสามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1 - 7 กุมภาพันธ์ 2569 และ 9 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่องทางที่ กกต. กำหนดโดยกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและวันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
หากไม่สะดวกเลือกตั้ง-ทำประชามติในวันจริง อาจต้องเดินเข้าคูหา 2 รอบ
การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะมีบัตรทั้งหมด 3 ใบ ประกอบไปด้วยบัตรเลือก สส. เขต, สส.บัญชีรายชื่อ, และบัตรทำประชามติ
โดยแบ่งเป็นบัตรสำหรับการเลือกตั้ง สส. 2 ใบ คือการเลือก สส. เขต และ สส. บัญชีรายชื่อ และบัตรทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจมีคำถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่สะดวกเข้าคูหาเลือกตั้ง-ทำประชามติในวันจริงทาง กกต. ได้เตรียมความพร้อมสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางไปลงคะแนนได้ในวันเลือกตั้ง ให้สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง และลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตได้
ทาง กกต. จะเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางไปลงคะแนนได้ในวันเลือกตั้ง ให้สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตได้
จากระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 กำหนดระเบียบการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต สรุปได้ว่าประชาชนสามารถยื่นคำขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจาก 3 ช่องทาง ดังนี้
ยื่นคำขอลงทะเบียนด้วยตนเอง หรือมอบหมายผู้อื่นยื่นแทน โดยเขียนรายละเอียดลงแบบฟอร์ม ส.ส. 1/14 หรือ ส.ส. 1/15 ประกอบด้วย ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สถานที่ที่จะใช้สิทธิลงคะแนน ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น (กรณีมอบหมายให้ผู้อื่นยื่นแทน จะต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสงค์ลงทะเบียนด้วย)
ยื่นคำขอลงทะเบียนทางไปรษณีย์โดยแนบเอกสารและหลักฐานตามข้อ 1 โดยระบุจ่าหน้าซองถึงนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีถิ่นที่อยู่
ยื่นคำขอทางเว็บไซต์ที่ กกต. กำหนด ซึ่งสามารถทำการลงทะเบียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะปิดอัตโนมัติในวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 24.00 น. ตามเวลาประเทศ
ผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตไว้แล้ว จะต้องไปลงคะแนนในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ณ หน่วยเลือกตั้งที่ระบุไว้ในคำขอลงทะเบียนเท่านั้น จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการลงคะแนนหรือไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งจริงได้อีก
ในส่วนของการทำประชามติ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 (พ.ร.บ. ประชามติฯ พ.ศ. 2564) กำหนดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนบ้านในวันทำประชามติ สามารถลงทะเบียนเพื่อไปออกเสียงนอกเขตได้ในวันทำประชามติ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด
โดยในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า สำหรับการทำประชามติ จะไม่มีการออกเสียงล่วงหน้า แต่จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตในวันเดียวกันทั่วประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ เลขาธิการ กกต. ยังระบุต่อว่า สำหรับคนไทยในต่างประเทศ กกต. จะประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดคูหาออกเสียงประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้งและวันทำประชามติในประเทศไทย โดยบัตรลงคะแนนออกเสียงประชามติในต่างประเทศจะถูกนับคะแนนทันทีหลังปิดคูหา ไม่ต้องส่งกลับมานับคะแนนที่ประเทศไทยเหมือนบัตรเลือกตั้ง สส.
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ สิ่งที่กกต. จะจัดการให้ประชาชนคือ
1. เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต (ไม่มีเลือกตั้งนอกเขตวันจริง)
2. ประชามตินอกเขตวันจริง (ไม่มีประชามติล่วงหน้า)
หมายความว่า ประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาในเลือกตั้ง อาจต้องเดินทางเข้าคูหาถึง 2 ครั้ง
เช่น หากกำหนดวันเลือกตั้ง-ทำประชามติเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และวันเลือกตั้งล่วงหน้าคือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนสามารถไปลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า-นอกเขตได้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะต้องกลับเข้าคูหาไปออกเสียงประชามติอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
เนื่องจากทั้ง พ.ร.บ.ประชามติฯ พ.ศ.2564 และ พ.ร.บ. ประชามติฯ พ.ศ. 2568 ไม่ได้มีการกำหนดให้ประชาชนสามารถลงคะแนนออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้ แต่เปิดช่องให้ กกต. สามารถกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการทำประชามติทางไปรษณีย์ การออกเสียงโดยเครื่องลงคะแนนออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือการทำประชามติผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้
การเลือกตั้ง-ทำประชามตินอกราชอาณาจักร
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ได้พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถยื่นคำขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 โดยยื่นต่อเอกอัครราชทูตหรือผู้ที่เอกอัครราชทูตมอบหมายได้ ที่สถานทูตหรือสถานกงสุล ทางไปรษณีย์ หรือทางออนไลน์ โดยวัน เวลา และคูหาสำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าในต่างประเทศจะเป็นไปตามที่สถานทูตหรือสถานกงสุลกำหนด หลังปิดคูหาแล้ว บัตรเลือกตั้ง สส. จะถูกส่งกลับมานับคะแนนที่ประเทศไทยพร้อมกันหลังปิดคูหาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
สำหรับการออกเสียงประชามติ เลขาธิการ กกต. ระบุว่า กกต. จะประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดคูหาออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับวันเลือกตั้งและวันทำประชามติในประเทศไทย โดยบัตรลงคะแนนออกเสียงประชามติในต่างประเทศจะถูกนับคะแนนทันทีหลังปิดคูหา ไม่ต้องส่งกลับมานับคะแนนที่ประเทศไทยเหมือนบัตรเลือกตั้ง สส.
กกต. อย่ายอมแพ้ หาวิธีทำประชามติผ่านไปรษณีย์ อำนวยความสะดวกประชาชน
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 THE STANDARD รายงานว่า พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงกรณีที่ กกต. มีมติที่จะไม่จัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขต แม้ว่ารัฐบาลจะเตรียมจัดประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน มีนาคม 2569 ว่า การตัดสินใจดังกล่าวจะสร้างความสับสนและความไม่สะดวกอย่างมหาศาลให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้อาศัยนอกเขตทะเบียนบ้านซึ่งมีจำนวนมาก
พริษฐ์อธิบายว่า หาก กกต. ยืนยันตามนี้ จะเกิดมาตรฐานที่แตกต่างกัน คือ ประชาชนสามารถเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้านอกเขตได้ในวันที่กำหนด เช่น 22 มีนาคม แต่กลับไม่สามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขตในวันเดียวกันได้
หากต้องการออกเสียงประชามติ จะต้องเดินทางไปใช้สิทธิในวันจริง เช่น 29 มีนาคม เท่านั้น ซึ่งอาจต้องเดินทางไปที่หน่วยเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ซึ่งเสี่ยงทำให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยลงทะเบียนล่วงหน้ากว่า 2 ล้านคน หรือ 5% ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ในปี 66 ต้องสูญเสียสิทธิในการออกเสียงประชามติไป
พริษฐ์ได้เสนอทางออกที่ทำได้ภายใต้กฎหมายปัจจุบันว่า กกต. สามารถใช้กลไก ‘การออกเสียงทางไปรษณีย์’ ที่ พ.ร.บ. ประชามติฯ รองรับไว้ ข้อเสนอนี้ไม่ใช่การส่งบัตรจากที่บ้าน แต่เป็นการกำหนดให้ประชาชนที่ลงทะเบียนล่วงหน้านอกเขต เมื่อมาถึงหน่วยเลือกตั้งในวันล่วงหน้า ให้สามารถเลือกตั้ง สส. ตามปกติ และออกเสียงประชามติโดยรับซองลงคะแนน และยื่นบัตรคืนให้เจ้าหน้าที่ ณ หน่วยนั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งบัตรนั้นทางไปรษณีย์ไปยังหน่วยนับคะแนนต่อไป
พริษฐ์ย้ำว่า ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจากความไม่สอดคล้องกันของกฎหมาย แต่หาก กกต. ยึดความสะดวกของประชาชนเป็นที่ตั้ง ก็ไม่ควรยอมแพ้ง่ายๆ และควรพิจารณาทางออกนี้ เพื่อทำให้ประชาชนออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขตได้ เหมือนกับการเลือกตั้ง โดยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 สำนักงาน กกต. อยู่ระหว่างเสนอระเบียบและแนวทางจัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขตทางไปรษณีย์ พร้อมกับการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า ตามข้อเสนอของ พริษฐ์ จากพรรคประชาชน เพื่อนำเข้าที่ประชุม กกต. ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้