โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB EIC ชี้อุตฯอาหารทะเลไทยปี 69 เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากภาษีทรัมป์-อุปสงค์อ่อนแอ-แข่งขันรุนแรง

efinanceThai

เผยแพร่ 25 พ.ย. 2568 เวลา 05.02 น.

SCB EIC ชี้อุตฯอาหารทะเลไทยปี 69 เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากภาษีทรัมป์-อุปสงค์อ่อนแอ-แข่งขันรุนแรง

SCB EIC มองอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยในปี 2569 ยังเปราะบาง หลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านลบสูงขึ้น ทั้งจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ ภาษีทรัมป์ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แนะรัฐบาลเร่งแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐฯ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวรับมือความท้าทายรอบด้าน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่อง อุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านลบสูงขึ้น ทั้งจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ ภาษีทรัมป์ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ว่า ภาพรวมการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้านในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ รวมทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และปัญหาความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ

ความเสี่ยงด้านลบ (Downside risks) เหล่านี้ ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าหลักดั้งเดิมของไทย ซึ่งได้แก่ จีน, สหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะยังอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดโลก และมีผลให้การใช้จ่ายในสินค้าอาหารที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Luxury food เช่น โปรตีนจากอาหารทะเล ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากปีนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 1.6%YOY แต่ยังถือว่าเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่พอสมควร เนื่องจากคาดว่าผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดบางส่วนในตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐฯ ให้กับคู่แข่งที่โดนเก็บ Reciprocal tariff ต่ำกว่าอย่าง เอกวาดอร์

อย่างไรก็ดี ภาพรวมผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกทูน่ากระป๋องอาจจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากไทยยังคงมีความได้เปรียบและจุดแข็งในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าคู่แข่งหลักรายอื่นในตลาด รวมทั้งคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนาน

ขณะที่การส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์รุนแรงมากกว่าทูน่า โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งในปี 2569 จะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ที่ -2.6%YOY โดยคาดว่าภาพรวมอุปสงค์กุ้งโลกในปีหน้าจะยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ ท่ามกลางแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อผู้บริโภคให้ปรับลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ คาดว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ จะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ศักยภาพการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลกปรับตัวแย่ลงมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการผลิตกุ้งของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของต้นทุนอาหารกุ้ง ค่าแรง ต้นทุนด้านพลังงาน รวมทั้งต้นทุนในการควบคุมโรคและมาตรการการเลี้ยงกุ้งในฟาร์มที่เข้มงวด

สำหรับความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในระยะข้างหน้า ได้แก่ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมประมง

ประเด็นปัญหานี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐฯ ซึ่งนอกจากจะลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) แล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าอาหารทะเลไทยในสายตาชาวโลกได้อีกด้วย นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับมาตรการกำกับดูแลการทำประมงอย่างยั่งยืนและการเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) ควบคู่กันไปด้วย

ขณะที่ความท้าทายด้านอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) และภาวะ Ocean warming ที่มีผลต่อระบบนิเวศทางทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่ออุปทานสัตว์น้ำต่าง ๆ รวมทั้งต้องเตรียมรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมประมง และการแข่งขันจากสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ (Novel foods) เช่น โปรตีนทางเลือกใหม่ ๆ รวมทั้งโปรตีนทดแทนจากพืช (Plant-based seafood) ที่กำลังทยอยพัฒนาออกสู่ตลาดอาหารทะเล และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในตลาดโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเลควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเติบโตเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านต่าง ๆ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ดังนี้

วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลโดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น โดยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อม ๆ ไปกับเน้นปรับพอร์ตสินค้าอาหารทะเลไปสู่กลุ่มพรีเมียมและสินค้าเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับ Megatrend โลก ลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ และหลีกหนีการแข่งขันด้านราคา (Price war)

เร่งกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุปสงค์จากตลาดส่งออกดั้งเดิมโดยเฉพาะสหรัฐฯ โดยควรพยายามเจาะฐานผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ซึ่งยังมีคู่แข่งน้อย

นำ AI, IoT และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น Blockchain เข้ามาปรับใช้ในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การจับปลา เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แปรรูป ไปจนถึงขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มความน่าเชื่อถือจากการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ

สร้างพันธมิตรเพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกัน (Collaborative innovation) เช่น การเชื่อมโยงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลกับผู้พัฒนาเทคโนโลยี หรือกลุ่ม Startup เพื่อช่วยให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและผลิตสินค้าออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...