โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (2)'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 พ.ย. 2568 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2568 เวลา 03.11 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

‘อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (2)’

วิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 เป็นเรื่องสำคัญมากในการคิดอ่านของอาจารย์อัมมาร สยามวาลา เกี่ยวกับเศรษฐกิจทุนนิยมโดยทั่วไปและเศรษฐกิจไทย ทำให้ผมได้ใช้ข้อคิดเห็นของท่านตอนนั้นมาช่วยนักศึกษาส่องสว่างทำ ความเข้าใจธาตุแท้ของทุนนิยมสืบมา…

ไม่เพียงผ่านอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เท่านั้นที่อาจารย์อัมมารได้ฝากข้อความว่าประทับใจบทความชิ้นหนึ่งของผม เกี่ยวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เมื่อได้พบปะสนทนากันซึ่งหน้าต่อมา ท่านก็กล่าวย้ำถึงอีก

บทความ 28 ปีก่อน ชื่อ “ทำใจอย่างไรเมื่อฟองสบู่แตก?” ในคอลัมน์วิสามัญสำนึกของมติชนรายวัน, 2 ตุลาคม พ.ศ.2540 เป็นเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ธุรกิจของครอบครัวผมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจการเงินปี 2527 ภายใต้รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่มีการจำกัดการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่ให้เกิน 18% ทำให้ธุรกิจ ขนาดเล็กล้มละลายจำนวนมากและลดค่าเงินบาทต่อมา (ดู รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “จากการลดค่าเงินบาทปี 2527 ถึงการลอยตัวของเงินบาทปี 2540”, ผู้จัดการรายสัปดาห์, 14-20 ก.ค. 2540, http://www.rangsun.econ.tu.ac.th/)

รวมทั้งร้านห้องแถวขายสุราต่างประเทศของเตี่ยผมชื่อ “แต้น่ำฮง” (? ? ?) ที่ถนนกรุงเกษมใกล้หัวลำโพง ซึ่งเปิดดำเนินกิจการยืนยาวมาหลายสิบปีตั้งแต่ก่อนผมเกิดก็พลอยเจ๊งไปด้วย

ดังเนื้อความบางตอนของ “ทำใจอย่างไรเมื่อฟองสบู่แตก?” มีว่า:

“…ตอนนั้นเป็นปี 2527 สมัยรัฐบาลเปรม เศรษฐกิจซบเซา เงินตราสำรองระหว่างประเทศเหือดแห้ง เงินคงคลังหดหาย รัฐบาลแทบไม่มีเงินเดือนจ่ายข้าราชการ รมว.คลัง สมหมาย ฮุนตระกูล สั่งรัดเข็มขัดสุดตัว หั่นงบประมาณแหลก จำกัดการเพิ่มข้าราชการ จำกัดการปล่อยสินเชื่อภาคเอกชนให้เพิ่มไม่เกิน 18% ต่อปี ธุรกิจรายย่อย ซึ่งพึ่งพาวงเงินเบิกเกินบัญชีจากธนาคารพาณิชย์และกู้สถาบันการเงินพากันล้มละลายเป็นทิวแถว เช็คเด้งทั่ววงการ บริษัททรัสต์ ไฟแนนซ์ ธนาคารล้มหลายแห่ง ถึงที่สุดรัฐบาลต้องประกาศลดค่าเงินบาทลง 14.8% ฯลฯ

ร้านแต้น่ำฮงของเตึ่ยผมซึ่งเปิดกิจการขายเหล้าต่างประเทศอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษมยืนนานมาร่วมสี่สิบปีก็มีอันเจ๊ง ต้องปิดร้านปลดป้ายลงในปีนั้นเอง

(อาจารย์อัมมาร สยามวาลา ให้สัมภาษณ์เนชั่นสุดสัปดาห์หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง, 2541)

ที่มีอันเจ๊งไปก็เพราะว่ากันว่าหนึ่งปีก่อนหน้านั้น เงินจากฮ่องกงตื่นกลัวการเจรจาเตรียมส่งเกาะคืนให้จีน คอมมิวนิสต์ จึงไหลบ่าออกโพ้นทะเลและส่วนหนึ่งทะลักเข้าสู่วงการเงินการธนาคารเมืองไทย พวกไฟแนนซ์ซึ่งจู่ๆ ก็ได้เงินร้อนๆ มากองใส่หน้าตักก็เลยเที่ยววิ่งเชิญชวนลูกค้าหน้าเก่าหน้าใหม่ให้มาช่วยกันกู้ไปใช้ไปลงทุนแบบไม่อั้น แทบว่าจะเอาเงินมายัดใส่มือเตี่ยด้วยซ้ำไป

วิสัยพ่อค้าเก็งกำไรยี่ปั๊วซาปั๊วแบบเตี่ยผมไหนเลยจะอดใจไว้ได้

เตี่ยผมค้าขายแบบจับเสือมือเปล่า อาศัยเครดิตความรู้จักมักคุ้นเชื่อถือไว้ใจที่มีกับญาติมิตรเพื่อนฝูงในวงการ ธนาคารและไฟแนนซ์ ไปกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีมา ออกเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้าซื้อสินค้าเหมาถูกมาตุนไว้ก่อน แล้วค่อยส่ง ขายให้โรงแรมภัตตาคารอีกต่อหนึ่ง กะจังหวะเวลาเก็บเงินค่าเหล้าจากลูกค้ามาฝากเข้าบัญชีให้ทันวันเช็คถึงกำหนด กินกำไรส่วนต่างระหว่างราคาเหล้าที่ขายส่ง ลบต้นทุนสินค้าที่จ่ายเช็คล่วงหน้าไปและหักดอกเบี้ยเงินกู้อีกต่อหนึ่ง พึ่งช่องโพรฟิต มาร์จินแคบเล็กนี้ หมุนเงินตัวเป็นเกลียวเลี้ยงครอบครัวเมียสามลูกเจ็ด เซ้งตึกจ่ายค่าเช่าพอรอดตัวไปวันวัน

ทุกครั้ง (ปกติเดือนละสองสามครั้ง) เมื่อใกล้วันเช็คที่เตี่ยสั่งจ่ายล่วงหน้าถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน จะเห็นแก “ไก่หมิ่งโอว” (หน้าดำคร่ำเครียด) ดีดลูกคิดรางทองเหลืองเป๊าะแป๊ะๆ จดตัวเลขทำบัญชีคำนวณเม็ดเงินในธนาคาร กาปฏิทินไล่นับวันจนดึกดื่นค่อนคืน ลางทีเตี่ยเก๊กซิมเรื่องเซ็งลี้นอนไม่หลับ ก็จะลุกขึ้นมานั่งทอดขาเอามือพาดหัวเข่า บนเสื่อไม้อยู่คนเดียวกลางดึก ไม่พูดไม่จาอะไร เอาแต่ “เถ่าตัวขุ่ย” (ทอดถอนใจอย่างหนักหน่วง…เฮ้อออออ)

(ภาพถ่ายครอบครัวตระกูลแต้ในร้านแต้น่ำฮงราวต้นทศวรรษ 2510)

ทั้งที่ชีวิตเครียดและทุกข์เป็นประจำอย่างนี้ แต่เตี่ยก็มีความภูมิใจเล็กๆ และความฝันน้อยๆ คอยปลอบ ประโลมใจแกให้ชุ่มชื่นกัดฟันดิ้นรนต่อไป แกเคยบอกให้ฟังว่า :

“อั๊วมาจากตึ่งซัวตัวเปล่า เทือกเถาเหล่ากอหัวนอนปลายตีนแทบไม่มีใครรู้จัก ดิ้นรนต่อสู้ค้าขายมาหลายสิบปี พอมีป้าย “แต้น่ำฮง” แผ่นหนึ่งเป็นหลักเป็นฐานให้คนพอรู้จักนับหน้าถือตา ว่าเถ้าแก่อ้วนคนนี้เหลาซิก เช็คของอีไม่เคยเด้ง เหล้าของอีไม่มีเก๊ พวกลื้อต่อไปข้างหน้าจะทำมาค้าขายอะไร อย่างน้อยก็มีป้ายยี่ห้อนี้เป็นทุนให้ตั้งตัว”

ฟองสบู่ลูกเล็กๆ จากฮ่องกงฟองสนั้นทำให้เตี่ยฟุ้งประมาทขาดความรอบคอบ มองการณ์ด้านดีด้านเดียวเกินไป จึงกู้เอาซื้อเอาจนลังเหล้ากองซ้อนเต็มร้านและยอดหนี้สินถีบตัวขึ้นไปถึงหกเจ็ดล้านบาท เมื่อเศรษฐกิจซบเซา สินค้าที่ตุนไว้ขายไม่ออกในปีถัดมา แกก็ถูก “ลายเส็กเจียะซี่ขื่อ” (ดอกเบี้ยกินตาย) ป้ายยี่ห้ออันเป็นความภูมิใจความ ฝันทั้งชีวิตของแกพลันสลายหาบวับไปกับตา

เตี่ยต้องทำในสิ่งที่แกอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีและไม่เคยคิดว่าจะทำเลยในชีวิตคือ เจาโหล่ว (หนีหนี้) และกลายเป็นคนอ่อนแอขี้กังวลตื่นกลัว พูดจาเพ้อเจ้อ ปากคอสั่นระรัว หลังโกงลงเหมือนไม้หักงอ…a broken man

สําหรับพี่น้องร่วมครอบครัว วันที่เจ็บปวดและช็อกที่สุด (a day of reckoning) คือวันรุ่งขึ้นหลังจากเช็คเตี่ย เริ่มเด้งและข่าวเตี่ยเจาโหล่วแพร่สะพัดออกไป วันนั้นประตูบ้านถูกรัวเคาะโครมๆ แต่เช้ามืด พอเปิดประตูออก ยี่ปั๊วเจ้าประจำที่เตี่ยไปสั่งเหล้าล็อตใหญ่แล้วจ่ายเช็คเด้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็พาลูกน้องบุกพรวดพราดเข้ามาขนเหล้านอก แทบทุกขวดที่เหลือในร้านออกไป พร้อมกับขู่ตะคอกกระโชกโฮกฮากร้องด่าเตี่ยเสียๆ หายๆ ไม่ขาดปาก ทั้งที่ไม่กี่วัน ก่อนหมอนี่ยังเป็นแขกขาประจำมานั่งดื่มน้ำชาพูดคุยเฮฮาหารือปรับทุกข์กับเตี่ยอยู่เลย

ตอนนั้นเองที่เราเข้าใจ – รับรู้หยั่งลึกลงไปถึงก้นบึ้งหัวใจว่าเราเจ๊งแล้วและเซ็งลี้เจ๊งมันเป็นยังไง มีรสชาติขม ขื่นในหัวอกอย่างไร

พี่น้องพูดไม่ออก หันมามองหน้ากันตาแดงๆ ช่วยเจ้าหนี้ขนเหล้า ปิดประตูร้านแล้วก็พากันหลั่งน้ำตา

ผมไม่ใช่คนเก่ง ปกติก็เอาแต่เรียนหนังสือ ไม่ค่อยได้ช่วยเตี่ยค้าขาย แต่เรื่องผิดหวังครั้งใหญ่ๆ เหมือนช่วง หนึ่งของชีวิตปิดฉากล่มสลายลง ความใฝ่ฝัน ความภูมิใจที่มีความหมายสำคัญต่อชีวิตต้องปิดกิจการเจ๊งไป ผมเคย ประสบมาเมื่อป่าแตก ผมจึงบอกอาตี๋อาหมวยว่า เฮ้ย ไม่เป็นไร เตี่ยไม่ได้ล้มเหลวอะไร แกค้าขายมาหลายสิบปี ใช่ว่าจะไม่เกิดดอกผลอะไรเลย ผลงานของเตี่ยก็คือตัวพวกเราไง ลูกชายลูกสาวที่เตี่ยเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนหนังสือ อบรมบ่มสอนให้เป็นคนดีรู้จักทำเซ็งลี้ค้าขาย ตัวโตๆ หนุ่มๆ สาวๆ อายุสิบกว่า ยี่สิบ มีมือมีเท้ามีสมองมีกำลังทำมาหากิน เลี้ยงตัวเองเลี้ยงเตี่ยเลี้ยงแม่ต่อไปได้ เจ๊งแล้วก็เจ๊งไป ไม่เป็นไร เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ เพราะตัวพวกเรานี่แหละคือ กำไรชีวิตของเตี่ย คือต้นทุนของเรา

พี่น้องผมเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มออก

หลังจากนั้นมา ไม่ว่าเราพี่น้องจะตกต่ำลงไปถึงจุดไหน ต้องอับอายขายหน้าถึงปานใด เช่นปิดร้านเหล้าไปขาย ข้าวแกงแล้วก็เจ๊งอีก ถูกเจ้าหนี้พาตำรวจมาล้อมจับ ติดคุกติดตะราง ขึ้นศาล ไปกราบไหว้วิงวอนทนายกับเจ้าหนี้ถึง สำนักงานบ้านช่อง กระทั่งขอให้ผู้อาวุโสในสมาคมแซ่ตระกูลช่วยไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ สารพัดสารเพ เราไม่เคยลืมว่า เราต้องอดต้องทน ว่าเราไม่มีอะไรจะสูญเสียแล้ว เรามีแต่ตัวเรา สมองกับสองมือมีหน้าที่จะต้องอยู่ต่อ อยู่ให้รอด เพื่อดูแลหาเลี้ยงเตี่ยกับแม่ ค่อยๆ สร้างเนื้อสร้างตัวให้ยืนหยัดขึ้นมาอีก

เพราะนอกเหนือจากชีวิตร่างกายของเราแล้ว อย่างอื่นที่เหลือที่ได้มาจะมากจะน้อยแค่ไหน ล้วนถือเป็นกำไร

ไม่ใช่พี่น้องทุกคนจะประสบความสำเร็จ และไม่ใช่ความสำเร็จจะมีเท่ากัน เพราะเงื่อนไขโอกาสวิถีทางที่แต่ละคนเลือกในการสร้างตัวขึ้นมาใหม่จากศูนย์แตกต่างกันไป แต่เพราะประสบการณ์ชีวิตจากฟองสบู่แตกหนนั้น เมื่อมาพบกับฟองสบู่แตกหนนี้ ผมจึงรู้สึกเยือกเย็น ทำใจและเตรียมรับมือได้ง่ายกว่าบ้าง และเชื่อว่าพี่น้องผมก็คงเหมือนกัน

ไปเยี่ยมเตี่ยที่โรงพยาบาลสุดสัปดาห์ ผมถามเตี่ยว่าเซ็งลี้เจ๊งเมื่อสิบกว่าปีก่อน เตี่ยนึกโทษใคร? แกยิ้มๆ แล้ว ตอบว่าโทษใครไม่ได้หรอก สภาพการณ์มันเป็นไปอย่างนั้นเอง ผมบอกแกว่าตอนนี้ข้างนอกเศรษฐกิจแย่ เงินฝืด เซ็งลี้ เงียบมาก แกบอกว่าไม่เป็นไร อดทนทำไป อย่ามัวแต่โทษคนอื่นและสงสารตัวเองอยู่ก็แล้วกัน ผมถามว่าแล้วสุขภาพ ร่างกายเตี่ยล่ะเป็นไง ยังฟิตปั๋งบ้างไหม?

แกยิ้มทะเล้นตอบว่า ที่ควรแข็งไม่ยักแข็ง ที่ควรอ่อนไม่ยักอ่อน แล้วก็หัวร่อฮา ๆ”

(เกษียร เตชะพีระ, ชาวศิวิไลซ์ : การเมืองวัฒนธรรมไทยใต้เงา IMF, 2542, น. 64-68)

…………….

ผมไม่เคยถามอาจารย์อัมมารตรงๆ ว่าทำไมท่านจึงชอบใจบทความชิ้นนี้ ได้แต่เดาจากประวัติของท่านเท่าที่รู้ว่า ความที่ครอบครัวสยามวาลามีภูมิหลังเป็นผู้อพยพมาอยู่เมืองไทยเหมือนกันแม้จะจากคนละถิ่นที่ทิศทาง และทางบ้านของท่านก็ทำธุรกิจค้าขายเช่นกันแม้จะขายของคนละอย่าง (ดูภูมิหลังสังเขปและธุรกิจของครอบครัวอาจารย์ได้ที่ ปกป้อง จันวิทย์, “อัมมาร”, Facebook, 5 October 2025, https://www.facebook.com/pokpongj) จึงอาจทำให้อาจารย์รู้สึกโดนใจกับเรื่องราวที่ผมเล่าเกี่ยวกับเตี่ยและธุรกิจครอบครัวรายย่อยของผมในจังหวะสถานการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งก็เป็นได้

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (2)’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...