“พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” นำการเทขายบอนด์ทั่วโลก ท่ามกลางกระแสออกตราสารหนี้เอกชนพุ่ง
"พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ" นำการเทขายบอนด์ทั่วโลก ท่ามกลางกระแสออกตราสารหนี้เอกชนพุ่ง แรงขาย "บอนด์" กระเพื่อมทั่วโลก ยีลด์สหรัฐพุ่งรับคลื่นออกพันธบัตรเอกชน
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 03.47 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐร่วงลง หลังยอดขายพันธบัตรบริษัทเอกชนพุ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย ผนวกกับแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ในช่วงเปิดเดือนสุดท้ายของปี
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.05% แตะระดับสูงสุดในรอบประมาณหนึ่งสัปดาห์ การปรับตัวเร่งขึ้นในช่วงเช้าการซื้อขายของสหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรอายุยาวซึ่งปิดตลาดเพิ่มขึ้นราว 0.08% หลังจากบริษัท Merck & Co. เปิดขายพันธบัตรล็อตใหญ่ที่สุดของวัน ในกลุ่มผู้ออกตราสารหนี้รวมมูลค่า 1.58 แสนล้านดอลลาร์
นอกจากต้องแข่งขันกับพันธบัตรรัฐบาลเพื่อดึงเงินลงทุนแล้ว การออกพันธบัตรภาคเอกชนที่แข็งแกร่งยังสะท้อนสภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐดัชนีสภาวะการเงินของ Goldman Sachs ระบุว่า “ผ่อนคลายอย่างมากตลอดทั้งปี และลดลงอีก 0.25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา”
ขณะเดียวกันความคาดหวังสูงว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมสัปดาห์หน้า แม้มีกรรมการหลายรายคัดค้าน เนื่องจากกังวลว่าเงินเฟ้ออาจฝังตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรแจ็ค แมคอินไทร์ ผู้จัดการพอร์ตของ Brandywine Global Investment Management กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุยาวถูก “ขับเคลื่อนโดยความคาดหวังเงินเฟ้อ” พร้อมเสริมว่า“การลดดอกเบี้ยในขณะที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย ทำให้เกิดคำถามตามมา”
นักเศรษฐศาสตร์ของ Bank of America กลับมาคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในวันที่ 10 ธันวาคม อิงจากข้อมูลการจ้างงานเดือนกันยายนที่ล่าช้า ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยตัวเลขอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบแตะ 4.5% พร้อมทั้งถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขานิวยอร์ก จอห์น วิลเลียมส์ ที่สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแอของตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ในวันจันทร์ ดัชนีภาคการผลิตของเอกชนสหรัฐหดตัวลงอย่างไม่คาดคิด และองค์ประกอบด้านการจ้างงานก็ลดลงด้วยเช่นกัน ส่งผลให้แรงเทขายพันธบัตรชะลอตัวลง
ทั้งนี้การออกพันธบัตรมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ของ Merck นำหน้าผู้กู้รวม 8 รายแรก หลังจากการออกตราสารหนี้หยุดชะงักไปก่อนวันหยุด Thanksgiving ของสหรัฐ เม็ดเงินรวมเกือบ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่า 3 ใน 4 ของปริมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ดีลเลอร์ประเมินไว้สำหรับสัปดาห์นี้ ภาคเอกชนสหรัฐมีการระดมทุนรวม 1.55 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ลดลง โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีหลุดระดับ 4% เป็นระยะในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ทำให้สภาพระดมทุนของบริษัทเอกชนเอื้ออำนวยขึ้น ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังวิลเลียมส์ระบุว่าเฟดยังมีช่องว่างสำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะใกล้ ทั้งนี้ผู้กำหนดนโยบายของเฟดกำลังดำเนินงานโดยมีข้อมูลเศรษฐกิจไม่ครบถ้วนจากผลกระทบของการชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ซึ่งทำให้ข้อมูลสำคัญหลายชุดล่าช้า
แม้ข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่ตลาดยังให้ความเป็นไปได้ถึง 80% ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งวิจารณ์ตลอดปีว่า เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ลดดอกเบี้ยน้อยเกินไป กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาได้เลือกผู้สืบตำแหน่งประธานเฟดแล้ว โดยวาระของพาวเวลจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม ตลาดการเงินสหรัฐยังได้ปรับเพิ่มความคาดหวังการลดดอกเบี้ยในปี 2569 หลังจากมีรายงานว่านายเควิน ฮัสเซ็ต ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NEC) เป็นแคนดิเดตตัวเต็ง
พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเผชิญแรงขายตั้งแต่ก่อนตลาดสหรัฐเปิด หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 จากความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนนี้
ต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นของญี่ปุ่นอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินสูง ปรับขึ้นเหนือ 1% เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี แรงหนุนมาจากถ้อยแถลงของผู้ว่าการ BOJ คาซูโอะ อุเอดะ ที่ส่งสัญญาณถึงโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ตลาดเงินเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยวันที่ 19 ธันวาคม จากไม่ถึง 25% ในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 80%
ผู้เล่นในตลาดพันธบัตรสหรัฐติดตามนโยบายของ BOJ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นผู้ควบคุมปริมาณสภาพคล่องของเงินเยนที่ไหลเวียนทั่วโลก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในญี่ปุ่นอาจทำให้นักลงทุนในประเทศเลือกถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นมากขึ้นแทนการลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูงในต่างประเทศอย่างพันธบัตร
อ้างอิง : www.bloomberg.com