โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กิน-ดื่ม

วิเคราะห์ “Louis Vuitton” เมื่อเมซงขยายโลกลักชัวรีจากรันเวย์สู่โต๊ะอาหาร

LSA Thailand

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 14.12 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. เวลา 19.08 น. • Lifestyle Asia Thailand

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแบรนด์แฟชั่นลักชัวรีระดับโลกจำนวนมากเริ่มขยับจากการขายไอเท็มไปสู่การขาย “ประสบการณ์” และหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้ชัดเจนที่สุดคือ “Louis Vuitton” เมซงที่มีรากเหง้าจากงานหัตถศิลป์และการเดินทาง ซึ่งวันนี้กำลังขยายจักรวาลของตัวเองไปสู่โลกของอาหาร คาเฟ่ และการต้อนรับแบบไลฟ์สไตล์อย่างเป็นระบบ ฉะนั้นแล้วการเข้าสู่โลกของ Fine Dining และ Hospitality ของหลุยส์ วิตตองไม่ได้เกิดจากกระแสแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นการต่อยอดแนวคิดดั้งเดิมของแบรนด์ที่เชื่อว่า “ความหรูหรา” คือผลลัพธ์ของเวลา งานฝีมือ และประสบการณ์ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การเดินทาง การใช้ชีวิต ไปจนถึงการรับประทานอาหารอย่างแท้จริง

Photo Credit: Courtesy of Louis Vuitton

อาหารในฐานะ Brand Experience

สำหรับหลุยส์ วิตตองอาหารไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงบริการเสริม แต่เป็นอีกหนึ่งภาษาที่แบรนด์ใช้สื่อสารตัวตน คาเฟ่และร้านอาหารภายใต้โลกของแบรนด์ มักถูกออกแบบให้ทำหน้าที่คล้ายแฟลกชิพสเปซ กล่าวคือเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถใช้เวลากับแบรนด์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งพัก ดื่มกาแฟ รับประทานอาหาร หรือสังเกตรายละเอียดของสถาปัตยกรรม วัสดุ และการจัดวางที่สะท้อนรสนิยมของเมซง

สิ่งสำคัญคือหลุยส์ วิตตองไม่ได้พยายามทำร้านอาหารให้ดูเหมือนแฟชั่นโชว์บนจาน แต่เลือกถ่ายทอดคุณค่าของแบรนด์ผ่านบรรยากาศ ความประณีต และการดูแลรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นหัวใจเดียวกับงานฝีมือในกระเป๋าหรือเสื้อผ้า

จากแฟชั่นเฮาส์สู่ไลฟ์สไตล์ 360 องศา

การที่หลุยส์ วิตตองขยายไปสู่โลกของอาหารและการต้อนรับ สะท้อนทิศทางของลักชัวรียุคใหม่ที่ไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่สินค้าลักชัวรี ในความหมายปัจจุบันคือ “ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง” ตั้งแต่การเดินทาง การพักผ่อน การกิน ไปจนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย คาเฟ่และร้านอาหารของแบรนด์จึงมักตั้งอยู่ในพื้นที่สำคัญของเมือง หรือเชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรมและศิลปะโดยรอบ เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดหมายปลายทางไม่ใช่แค่ที่แวะชั่วคราว แนวคิดนี้สอดคล้องกับดีเอ็นเอดั้งเดิมของแบรนด์ที่เริ่มต้นจากการออกแบบกระเป๋า Tunk สำหรับการเดินทาง และพัฒนาไปสู่การออกแบบวิธีการใช้ชีวิต

Photo Credit: Courtesy of Louis Vuitton

Fine Dining ในแบบ Louis Vuittonคือความหรูหราที่ไม่เร่งรีบ

สิ่งที่น่าสนใจคือหลุยส์ วิตตองไม่ได้วางตัวในโลกอาหารด้วยความหวือหวาแบบแฟชั่นตามฤดูกาล แต่เลือกแนวทางที่สงบ สุขุม และให้คุณค่ากับกระบวนการ การนำเสนออาหารมักให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ งานฝีมือ และจังหวะของประสบการณ์ มากกว่าการสร้างไวรัลหรือภาพจำฉาบฉวย อย่างเช่นร้าน Gaggan At Louis Vuitton ในประเทศไทยนั้นนำเสนอเมนูผ่านวัตถุดิบตามฤดูกาล พร้อมร้อยเรียงเรื่องราวเสมือนการเดินทางที่ไม่หยุดนิ่งของความคิดสร้างสรรค์และรสชาติ แนวทางนี้ทำให้ไฟน์ไดนิ่งและคาเฟ่ในจักรวาลของหลุยส์ วิตตองสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว คือความหรูหราที่เกิดจากความตั้งใจและความต่อเนื่อง ไม่ใช่จากความเร็วหรือปริมาณ

แล้วทำไมแบรนด์ลักชัวรีต้องสื่อสารผ่านอาหาร?

ในโลกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการครอบครอง อาหารกลายเป็นหนึ่งในสื่อที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ เพราะเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ ใช้เวลา และเกี่ยวข้องกับความรู้สึกโดยตรง หลุยส์ วิตตองเข้าใจจุดนี้อย่างชัดเจน การสร้างพื้นที่อาหารจึงไม่ใช่การกระจายธุรกิจแบบไร้ทิศทาง แต่เป็นการขยายเรื่องเล่าเดิมของแบรนด์ไปสู่บริบทใหม่ และอาหารนี่แหละที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเมซงในระดับที่เป็นส่วนตัวและยั่งยืนมากขึ้น

หากพูดโดยสรุปคือการเข้าสู่โลกของ Fine Dining และ Hospitality ของหลุยส์ วิตตองคือการย้ำว่าแบรนด์ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสวมใส่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในช่วงเวลาพิเศษ การนั่งดื่มกาแฟ การรับประทานอาหาร หรือการใช้เวลาในพื้นที่ที่ถูกออกแบบอย่างดี ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ช่วยขยายความหมายของคำว่า “Louis Vuitton” ให้ลึกซึ้งขึ้น

Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...