Oppo ขยายโรงงานในอินโดนีเซีย จ่อจ้างงาน 1,200 คน มุ่งรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด
Oppo ทุ่มเม็ดเงินขยายโรงงานในอินโดนีเซีย พร้อมเตรียมจ้างแรงงานท้องถิ่น 1,200 คน หวังรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า อินโดนีเซียกลายเป็นฐานการผลิตในต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ ออปโป้ (Oppo) แบรนด์โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีน ในขณะที่ทางบริษัทตั้งเป้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับในฐานะผู้นำในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Oppo เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่บาหลีเมื่อวันพฤหัสบดี (20 พ.ย.) และประกาศขยายโรงงานที่เมืองตังเกอรัง ใกล้กับกรุงจาการ์ตา โดยโรงงานที่ปรับปรุงใหม่แห่งนี้ผลิตโทรศัพท์ Oppo ครบทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นราคาประหยัดไปจนถึงรุ่นไฮเอนด์
โรงงานดังกล่าวจะจ้างพนักงานในท้องถิ่น 1,200 คน และจะมีกำลังการผลิตโทรศัพท์สูงสุด มากถึง 2 ล้านเครื่องต่อเดือน
นายเจฟรี ฟิร์มาน เดอ ฮาน ผู้อำนวยการศูนย์การผลิตของOppo ในอินโดนีเซีย กล่าวว่า Oppoมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการใช้ส่วนประกอบจากแหล่งผลิตในท้องถิ่นเพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย Local Content ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีความสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดในประเทศ
ในปัจจุบัน Oppoจัดหาส่วนประกอบต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย ตั้งแต่ แบตเตอรี่ อะแดปเตอร์ สาย USB วัสดุบรรจุภัณฑ์ ซอฟท์แวร์ ไปจนถึงแอปพลิเคชัน โดยอัตราส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสำหรับสมาร์ทโฟนอยู่ที่ประมาณ 36% ถึง 37% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดของรัฐบาลที่ระดับ 35%
นอกจากนี้แล้ว โรงงานของบริษัทยังมีห้องทดสอบที่ครอบคลุมสำหรับการประเมินแบตเตอรี่ สัญญาณ อุณหภูมิ การตกหล่น และความทนทานต่อฝุ่น
Oppoเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียในปี 2556 และก่อตั้งโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนแห่งแรกของประเทศในปี 2558 โดยบริษัทขยายตัวมากขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในอินโดนีเซีย โดยข้อมูลของ Canalys ระบุว่า Oppoครองส่วนแบ่งตลาด 22% ในไตรมาสล่าสุด
ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องกับความพยายามของอินโดนีเซียในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยเมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้สั่งห้ามจำหน่าย iPhone 16 เนื่องจาก แอปเปิ้ล (Apple) ไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในการลงทุนได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Apple ได้เสนอการลงทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ในอินโดนีเซีย ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาเพื่อเปิดทางในการวางจำหน่ายได้อีกครั้ง
อ้างอิง : asia.nikkei.com