"โรคไอกรน" น่ากลัวกว่าที่ทุกคนคิด
"โรคไอกรน" น่ากลัวกว่าที่ทุกคนคิด
บนโลกนี้มีโรคร้ายที่ปะปนอยู่ภายในชีวิตประจำวันของมนุษย์เยอะมากมาย แต่ความน่ากลัวของโรคหากเกิดกับผู้ใหญ่ว่าหนักแล้ว โรคที่มักเกิดกับเด็กจะมีความอันตรายกว่ามาก เพราะภูมิคุ้มกันยังไม่ได้แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ และมีอยู่โรคหนึ่งซึ่งกำลังระบาดกับเด็กทารกและเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่สามารถเป็นได้เช่นกัน คือ โรคไอกรน (Pertussis/Whooping Cough)
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า โรคไอกรน เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ระบบทางเดินหายใจ สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม และการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อเข้าไป โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบหรือภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงพอ
สำหรับอาการเริ่มแรกของโรคนี้ จะคล้ายหวัดธรรมดา มีน้ำมูก ไอเล็กน้อย และมีไข้ต่ำ ๆหลังจากนั้น 1-2 สัปดาห์ จะมีอาการไอรุนแรงเป็นชุด ๆ จนกระทั่งหายใจเข้าดังวี้ด บางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กทารกอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้น หยุดหายใจ และอาจเสียชีวิตได้
ข้อมูลจากกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค รายงานเมื่อ ก.ย.2567 ระบุว่าในปี 2566–2567 พบว่าแนวโน้มของผู้ป่วยรายงานโรคไอกรนเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ยังไม่ได้รับรับวัคซีน
โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ระบาดในไทยคือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้แก่ จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ร้อยละ 80% ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์
นอกจากนี้มีรายงานข่าว จากกรุงโซลประเทศเกลาหลีใต้ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ว่าสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคเกาหลี (เคดีซีเอ) รายงาน การพบผู้เสียชีวิตจากโรคไอกรนรายแรกของประเทศ นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2554 ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตเป็นเด็กทารกอายุไม่ถึง 2 เดือน ที่มีผลตรวจโรคไอกรนเป็นบวก
ขณะที่ ในประเทศไทย “โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน" ระบุว่า จากการสอบสวนการระบาด กรณีพบผู้ป่วยโรคไอกรน ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน จำนวนมากกว่า 2 รายขึ้นไป ภายในโรงเรียน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคไอกรน โรงเรียนได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของบุคลากร และนักเรียนที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าวในโรงเรียนฯ จึงเห็นสมควรให้ ปิดสถานศึกษาตั้งแต่วันที่ 13-27 พ.ย. 67 โดยให้ทุกระดับชั้นจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ
สำหรับการป้องกันและควบคุมการระบาด สถานศึกษาจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวด ทั้งการคัดกรองนักเรียนที่มีอาการไอเรื้อรังหรือไอรุนแรงหรือไอรุนแรงเป็นชุด แยกผู้ป่วยและให้หยุดเรียนจนกว่าจะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะครบ 5 วัน พร้อมทั้งแจ้งผู้ปกครองในห้องเรียนที่พบผู้ป่วยเพื่อเฝ้าระวังสำหรับเด็กโต ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นช่วงอายุ 11-12 ปี พิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้น แม้จะเป็นวัคซีนทางเลือก แต่มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากเป็นชนิดไม่พึ่งเซลล์ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยโรคไอกรนอาจมีความรุนแรงในบางกลุ่มเสี่ยง หากทารกอายุน้อยกว่า 1 ปีที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง รวมถึงบุคลากรที่ต้องดูแลเด็ก จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ