โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อย่าให้ความริษยานำทางชีวิต | คำ ผกา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ก.พ. 2568 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 09.20 น.

คำ ผกา

อย่าให้ความริษยานำทางชีวิต

ฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยไม่ใช่แค่ปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

แต่กลายเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองจนเราแทบไม่มีพื้นที่สำหรับการอภิปรายเรื่องนี้ด้วยข้อมูลที่นำไปสู่ความเข้าใจปัญหาที่ดีขึ้น

หรือมีคนพยายามจะสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนก็ไม่สู้การสื่อสารที่เน้นความสะใจเช่น “นายทุนคนไหนเป็นต้นตอของฝุ่น PM ต้องลากไส้มันออกมาให้หมด”

ฉันไม่ได้เข้าข้างนายทุน

ฉันไม่ได้บอกว่ารัฐบาลนี้เก่งมาก แก้ปัญหาฝุ่นได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

แต่ฉันคิดว่าเราควรเริ่มจากมองปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศในภาพที่ใหญ่ขึ้น

ข้อมูลจาก State of Global Air ระบุว่า ปัญหา PM 2.5 เกิดจากการเผาใหม้ของรถสันดาป, การเผาไร่นาขนาดใหญ่ทั่วโลก, การเผาไหม้จากโรงงานอุตสาหกรรม

และภูมิภาคที่เกิด PM 2.5 สูงสุดคือ เอเชีย, แอฟริกา และตะวันออกกลาง

ประเทศที่เจอปัญหานี้หนักติดอันดับโลกคือ อินเดีย เนปาล ไนเจอร์ กาตาร์ ไนจีเรีย อียีปต์ แคเมอรูน บังกลาเทศ

บทความนี้ยังบอกว่าจากการเฝ้าติดตามปัญหานี้ระหว่างปี 2010-2019 พบว่า สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโอเชียเนีย ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับอันเนื่องมาจากความพยายามแก้ไขปัญหานี้ในประเทศจีน

แต่ในภูมิภาคที่ดูไม่ดีขึ้นเลยคือ แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ ยกเว้น อินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศที่ดีขึ้นเล็กน้อย

ส่วนในกลุ่มประเทศซับสะฮารา ปัญหานี้กลับเข้มข้นขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ในการศึกษานี้ยังพบอีกว่า ความรุนแรงของ PM 2.5 สัมพันธ์กับเศรษฐสถานะของประเทศ

พูดง่ายๆ ว่าประเทศยิ่งยากจนยิ่งด้อยพัฒนา ปัญหามลพิษทางอากาศยิ่งรุนแรง ในขณะที่กลุ่มประเทศโลกที่หนึ่งเจอปัญหานี้น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เว้นแต่มีภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง เช่น ไฟไหม้ป่าขนาดใหญ่

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ยิ่งประเทศรวยขึ้น ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสะอาด ยกระดับภาคการเกษตรเป็นเกษตรแม่นยำ ใช้เอไอ ใช้เทคโนโลยีมาทำการเกษตร หากทำได้สำเร็จ ปัญหา PM 2.5 ก็จะดีขึ้น

ที่ฉันเขียนมาทั้งหมดไม่ได้เขียนเพื่อจะแก้ตัวให้รัฐบาลว่า

“เห็นไหมปัญหาฝุ่นพิษไม่ได้เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียวนะ ประเทศไหนๆ ก็มีปัญหานี้ทั้งนั้น แถมยังหนักกว่าเราด้วย”

เพราะการที่ประเทศอื่นๆ ก็มีปัญหานี้ไม่ได้เป็นข้ออ้างที่รัฐบาลจะไม่พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา

แต่ข้อมูลที่เป็นภาพกว้างเช่นนี้จะช่วยให้เรามีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลได้ดีกว่าการบอกว่า “ทำช้าไป ทำน้อยไป” หรือทำได้แค่บอกว่า “ประชาชนไม่ได้ต้องการโอกาสจากภายนอก หากอากาศในประเทศยังเป็นพิษเช่นนี้อยู่”

เช่นเดียวกันฉันเห็นใจทุกคนที่ต้องทรมานจากการดมฝุ่น ฉันรู้ว่ามันแสบคอ แสบจมูก

ฉันรู้ว่าส่งผลต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง

และฉันก็ตระหนักดีว่ามีคนที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปก่อนวันอันควรอันเกิดจากฝุ่นพิษนี้

และคงโกรธมากๆ ในทุกๆ ฤดูกาลที่ค่าฝุ่นมันขึ้นในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยิ่งเรามีเด็กมีผู้ป่วยที่ต้องดูแล เราก็ยิ่งรู้สึกโกรธว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย

ฉันเคยโกรธเช่นนั้นมากๆ ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว

ฉันไม่ได้โกรธที่เขาแก้ปัญหาไม่ได้

แต่ฉันโกรธที่เขาไม่ได้แสดงความพยายามจะแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบให้เราเห็นเลย นอกจากการเปิดเวทีสู้ฝุ่นไปด้วยกันตามจังหวัดต่างๆ ถ่ายรูปจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

และความไม่พยายามแก้ปัญหาของเขาไม่ได้เกิดจากภาวะ “ไร้ความสามารถ” หรือ “ไร้อำนาจ” แต่เป็นเพราะการเข้าสู่อำนาจรัฐของพวกเขาไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ

สิ่งที่สะท้อนออกมาในการทำงานของรัฐบาลที่ไม่ได้เข้าสู่อำนาจด้วยเสียงของประชาชนคือการบริหารประเทศแบบ “พระยานั่งเมือง” มีอิทธิฤทธิ์อำนาจเพื่อดูแลราษฎรที่ตกทุกข์ได้ยาก

ในขณะที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำงานบนความกลัวว่าประชาชนจะไม่รัก ประชาชนจะไม่เลือก

หลังจากที่เราได้ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ คือผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

และเราได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันเป็นรัฐบาลผสมนำโดยพรรคเพื่อไทย

สิ่งที่แตกต่างไปจากรัฐบาลที่แล้วคือทั้ง กทม. และรัฐบาลยอมรับว่าปัญหาฝุ่นมีจริง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงจริง

ยอมรับว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหานี้ ทั้งการแก้เฉพาะหน้า ไปจนถึงการแก้ไขระยะยาว เช่น การออก พ.ร.บ.อากาศสะอาด

และการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านทำให้ปัญหาฝุ่นเป็นปัญหาที่ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต้องร่วมมือกันแก้ไข เพราะมันส่งผลประทบต่อกันทั้งหมด ดังที่งานวิจัยที่ฉันอ้างถึงข้างต้นว่า สถานการณ์ค่าฝุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดีขึ้นจากการที่จีนแก้ไขปัญหานี้ได้ดี

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จึงเป็นปัญหาที่

1. เกิดจากการปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ นั่นคือลม และความกดอากาศที่ทำให้เกิดสภาพฝาชีคว่ำ

2. เกิดจากมลพิษทางอากาศที่มาจากนอกประเทศ เช่น จุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องนี้ต้องมีรัฐบาลที่สามารถพูดคุยได้กับประเทศเพื่อนบ้าน

3. เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ดังนั้น การลดปริมาณรถยนต์ รถบรรทุก สนับสนุนพลังงานสะอาด การเปลี่ยนระบบขนส่งของเราให้เป็นระบบราง รถไฟฟ้า

สร้างระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้เกิดการเดินทางเชื่อมต่อ กับการสร้างเมืองเดินได้ เมืองเดินดี ไปพร้อมๆ กับการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงผังเมือง และการเปลี่ยนผ่านระบบการเดินทางของคนไทยจากการพึ่งพิงรถยนต์ส่วนบุคคล และการขนส่งด้วยรถบรรทุกเป็นหลักแบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมดจึงเป็นสาระที่ต้องผลักดันกันต่อจนกว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง

4. การเผาชีวมวลในประเทศทั้งข้าวและอ้อย ที่ยังเป็นปัญหาที่ซับซ้อน เช่น กรณีของอ้อยนั้น นักวิชาการด้านวิศวกรรมเกษตร ที่ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า Khwan Saeng อธิบายความซับซ้อนนี้ว่า

– หากไม่เผาอ้อยจะหาคนงานมาตัดไม่ได้ เพราะใบอ้อยบาดตัว

– ต้นทุนตัดอ้อยสดกับอ้อยเผาต่างกัน 3 เท่า

– เจ้าของไร่อ้อยรายเล็กจะขายอ้อยเหมาแปลงเพราะไม่คุ้มที่จะตัดเองจึงไม่มีอำนาจต่อรอง

– คนตัดอ้อยไม่ใช่เจ้าของแปลงอ้อยจึงไม่แคร์เรื่องอินทรีย์วัตถุในดิน

การใช้เครื่องจักรมีข้อจำกัดคือ

– ด้วยธรรมชาติอ้อยที่เป็นพืชกอ การตัดเพื่อเอาแต่ลำอ้อยออกมาได้ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่

– รถตัดอ้อยขนาดใหญ่ราคา 12 ล้าน

– รถขนาดใหญ่จะเข้าได้ในแปลงที่ไม่มีคันนา ไร่อ้อยที่เช่านามาปลูกอ้อยมีคันนา รถตัดเข้าไม่ได้

รถตัดขนาดเล็กมีข้อจำกัดคือ

– รถขนาดเล็กเมื่อแทรกตัวไปในไร่อ้อยเพื่อสางใบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ใบขาดลอยฟุ้ง คนขับรถตัดอ้อยน่าจะตายเพราะกิจกรรมนี้ก่อนเราแก้ปัญหาฝุ่นได้

(รายละเอียดอยากให้ไปอ่านที่เฟซบุ๊กต้นทาง)

รัฐบาลปัจจุบันมีมาตรการอะไรแล้วบ้าง?

– จำกัดการซื้ออ้อยไฟไหมไม่เกิน 25% และลดลงเรื่อยๆ

– ให้อ้อยสดได้เทคิวก่อน

– ให้เงินเพิ่มสำหรับอ้อยสะอาด ตรงนี้โรงงานแบกภาระไป

– มีโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับรถตัดอ้อย โครงการให้ยืมเครื่องสางใบ

– การรับซื้อใบอ้อยมาผลิตเป็นพลังงาน

– รวมแปลงเล็กให้เป็นแปลงใหญ่ วางแผนการปลูกร่วมกัน เพื่อให้รถตัดเข้าไปได้

นอกจากนี้ นักวิชาการท่านนี้ยังให้ข้อมูลว่า ต้องมีการเพิ่มมูลค่าให้ใบอ้อยที่ทำโดยวิสาหกิจชุมชน มีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่รับซื้อของเหลือจากเกษตรที่ไม่ผ่านการเผา อาจจะออกเป็นคูปองดิจิทัลกับผู้ซื้อเลย

นี่เป็นตัวอย่างซึ่งทำให้เราเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาและไม่ได้บอกว่ารัฐบาลดีแล้ว เก่งแล้ว

แต่การจำแนกปัญหาออกมาละเอียดเช่นนี้ก็ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าตรงไหนที่รัฐบาลมาถูกทาง

ตรงไหนที่รัฐบาลกำลังหลงทาง หรือตรงไหนที่เรารู้สึกว่ารัฐบาลยังไม่จริงจัง ไม่จริงใจ เราก็จะจี้หรือกดดันรัฐบาลได้ถูกจุดมากขึ้น ตัวรัฐบาลเอง นายกฯ, รัฐมนตรี ก็จะไปจี้ได้ตรงจุดมากขึ้นว่ามีหน่วยราชการไหน แผนกไหนที่เกียร์ว่าง ทำงานแบบพอให้พ้นตัว

เช่น นักวิชาการท่านนี้บอกว่ารัฐบาลยังขาด action plan นั่นคือมีเป้าหมายแต่ขาดแผนการ วิธีการทำงานว่า ทำอย่างไรจะบรรลุเป้าหมายนั้น

จากเรื่องอ้อย มาถึงเรื่องข้าวโพดในภาคเหนือ และนาข้าวในภาคกลาง

ฉันเฝ้ารอว่าจะมีนักวิชาการด้านนี้ออกมาให้ความรู้แก่สังคมอย่างละเอียดแบบนี้บ้าง

เพื่อเราจะเห็นมิติความซับซ้อนของปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นข้อจำกัดที่เป็นธรรมชาติของพืชนั้นๆ

หรือข้อจำกัดอันเกิดจากต้นทุน หรือข้อจำกัดอันเกิดจากอำนาจของบรรษัทข้ามชาติ?

จะเป็นอะไรก็ตาม เราก็จำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์เป็นชุดความรู้พื้นฐานร่วมกัน ไม่อย่างนั้นเราจะเจอ นักชีววิทยาท่านหนึ่งสถาปนาตัวเองเป็นแก้วรอบรู้ทุกชั่วโมงในโซเชียลมีเดีย

ส่วน พ.ร.บ.อากาศสะอาด นั้นหากเราจะมองสิงคโปร์เป็นต้นแบบก็ต้องรู้ว่า กฎหมายตัวนี้ของสิงคโปร์ชื่อว่า Transboundary Haze Pollution Act ซึ่งแปลได้ตรงตัวว่า พ.ร.บ.มลพิษข้ามแดนทางอากาศ ซึ่งฉันเห็นว่า ชัดเจนเข้าใจง่ายดี แต่ของไทยคงใช้แบบนั้นไม่ได้ เพราะเรามีปัญหาที่เกิดจากภายในประเทศด้วย

กฎหมายของสิงคโปร์ออกมาในปี 2014 ใช้เวลา 7 ปีกว่าอากาศในสิงคโปร์จะมีคุณภาพที่ดีขึ้น

นั่นแปลว่า ต้องทำการเจรจาตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอินโดนีเซียที่เผาสวนปาล์มหนักมากจนเป็นเหตุของมลพิษในสิงคโปร์

ฉันบอกว่าสิงคโปร์ใช้เวลา 7 ปี ในเงื่อนไขที่เป็นประเทศเล็กกว่าเกาะภูเก็ต และรัฐบาลค่อนข้างเข้มแข็งเด็ดขาด จนการวิจารณ์รัฐบาลแทบจะเป็นไปไม่ได้

นั่นแปลว่า การบังคับใช้กฎหมายของสิงคโปร์ในประเทศนั้นไม่ต้องแคร์มิติของการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล (และไม่มีใครกล้าด่า) ส่วนคนไทยที่อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยก็ก่นด่าว่าทำไมสิงคโปร์ทำได้ พร้อมๆ กับด่ารัฐบาลว่าห้ามมายุ่มย่ามกับชีวิตเสรีชนนะ ห้ามมาละเมิดใดๆ นะ

มองในแง่นี้ต่อให้เรามี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็ต้องมาลุ้นกันว่า กว่ามันจะสำแดงผลลัพธ์ที่ดีออกมาต้องใช้เวลากี่ปี

และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะได้รับความวางใจจากประชาชนให้ทำในเรื่องที่ต้องใช้ความเด็ดขาดแค่ไหน?

รัฐบาลและการเลือกตั้งมีความต่อเนื่องหรือไม่?

ฉันเข้าใจได้ที่คนซึ่งอาจจะเชียร์พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือคนที่เกลียดพรรคเพื่อไทย จะอึดอัดโกรธเกรี้ยวว่า

“เนี่ยะ ถ้าเป็นพิธา ประเทศต้องดีกว่านี้”

“เนี่ยะ ถ้าพรรคส้มเป็นรัฐบาล เขาต้องแก้ปัญหาฝุ่นได้แน่ๆ เลย”

ไม่ผิดที่จะรู้สึกเช่นนั้น เพราะเกณฑ์การประเมินคุณภาพนักการเมืองของเราย่อมไม่เหมือนกัน

แต่การที่ไม่ชอบรัฐบาล หรือรู้สึกว่า แพทองธาร ชินวัตร ไม่เก่ง ไม่เข้าตา ก็อย่าให้ความไม่ชอบนี้ หรือภาวะอกหักที่พรรคที่ตัวเองเชียร์ไม่ได้เป็นรัฐบาล นำไปสู่การส่งต่อข้อมูลผิดๆ

เช่นบอกว่า ปักกิ่งอากาศดีกว่าไทย ปักกิ่งแก้ปัญหานี้ได้แล้ว ทั้งๆ ที่ตารางค่าคุณภาพอากาศมีตัวเลขออกมาชัดเจนว่า ปักกิ่ง ณ เวลานี้อากาศแย่กว่ากรุงเทพฯ

หรือเมื่อรัฐบาลให้ขึ้นรถสาธารณะฟรีใช้งบประมาณ 140 ล้าน ก็กรีดร้องว่านี่ภาษีประชาชน ทำแบบนี้ไม่แก้ปัญหา

แต่ลืมไปว่าพรรคก้าวไกลก็มีนโยบายรถเมล์ฟรี รถไฟฟ้าฟรี แก้ปัญหาฝุ่น

พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ทำ ปรบมือว่าเก่ง

พอเป็นพรรคที่ตัวเองไม่ชอบทำสิ่งเดียวกันกลับบอกว่า โง่ ผลาญภาษีประชาชน

ยํ้าฝุ่นพิษเป็นปัญหาหนัก

ย้ำ ฉันไม่ได้บอกว่ารัฐบาลเริ่ดมาก เก่งมาก ไม่มีความผิดพลาด

แต่ฉันกำลังจะบอกว่า หากเราอยากออกจากปัญหาจริงๆ เราอยากให้ประเทศเราดีขึ้นจริงๆ ก่อนด่ารัฐบาล เราพึงใช้ข้อเท็จจริง ข้อมูล ความรู้นำความเกลียดชัง

อย่าใช้ความอิจฉานำทาง เพราะในระยะยาวแม้แต่ปราชญ์ก็กลายเป็นจำอวด

ประเทศไทยยังต้องการการวิจารณ์หรือการด่ารัฐบาลที่เปี่ยมไปด้วยองค์ความรู้อยู่

ช่วยกันวิจารณ์เพื่อให้รัฐบาลทำงานเก่งขึ้นเถอะ

อย่าวิจารณ์เพราะริษยา เพราะสุดท้ายเราจะเหลือแต่นางแบกเพื่อไทยแบบฉัน กับฝ่ายค้านสมองนิ่มกินเฟกนิวส์เป็นอาหารเที่ยงหลังจากกินอุปสรรคเป็นอาหารเช้า

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อย่าให้ความริษยานำทางชีวิต | คำ ผกา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...