โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

NT คัมแบ็กตลาดบรอดแบนด์ จังหวะท้าทายชิงเค้กคลาวด์แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ม.ค. 2568 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2568 เวลา 07.30 น.
พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์

การก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เป็นปีที่ 5 ของการจัดตั้งบริษัทที่เกิดจากการควบรวม บมจ.กสท. โทรคมนาคม (CAT Telecom) และ บมจ.ทีโอที (TOT) เพราะในเดือนสิงหาคมที่กำลังจะมาถึงนี้ สัมปทานคลื่นความถี่ 850 MHz, 2100 MHz และ 2300 MHz ของ NT จะหมดอายุลง ทำให้รายได้ในส่วนนี้จะหายไปตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ เป็นต้นไป

ที่ผ่านมา NT จึงพยายามขยับขยายธุรกิจเพื่อหาทางชดเชยรายได้ที่จะหายไป ไม่ว่าจะเป็นการทำบริการดิจิทัล ไอซีทีโซลูชั่น คลาวด์ การให้บริการสถานีเกตเวย์ดาวเทียม รวมไปถึงการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อรับมือกับแนวโน้มรายได้ที่จะลดลง ไม่ว่าจะเป็นการกระชับขนาดองค์กร โดยมีโปรแกรมเกษียณก่อนอายุ เป็นต้น ทั้งหมดก็เพื่อผลักดันให้กลับมาทำกำไรได้อีกครั้งภายในปี 2571-2572

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ถึงทิศทางในปี 2568 นี้ กับการตั้งหลักรายได้ใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัลที่คาดว่าจะสร้างรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า

ธุรกิจคลาวด์ภาครัฐแสนล้าน ?

NT แบ่งธุรกิจ 6 ด้าน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ กลุ่มธุรกิจสื่อสารไร้สาย กลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจดิจิทัล และกลุ่มธุรกิจ ICT Solution

โดยธุรกิจขาขึ้น คือกลุ่มธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจ ICT Solution มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากความต้องการของภาครัฐ ภายใต้นโยบาย Go Cloud First โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่จะมุ่งนำระบบงานขึ้นสู่คลาวด์ทั้งหมดเพื่อพัฒนาข้อมูลโอเพ่นดาต้าภาครัฐ จึงต้องการบริการ Migration และเป็นโอกาสในการเติบโตของบริการคลาวด์

จากการประมาณการการใช้บริการคลาวด์ โดยสภาพัฒน์ วัดด้วยความต้องการเซิร์ฟเวอร์เสมือน (VM-Virtual Machine) ที่ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นปีละ 10,000 VM ซึ่งปัจจุบันระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) มี NT เป็นผู้ดูแลระบบ ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) ด้วยระบบเซิร์ฟเวอร์เสมือนกว่า 40,000 VM รองรับหน่วยงานภาครัฐใช้บริการกว่า 800 หน่วยงาน รวมกว่า 3,000 ระบบงาน ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลแบบแยกหน่วยงานและใช้งานแบบไซโล ดังนั้นในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีเฉียด 100,000 VM

“การใช้คลาวด์ใช้แล้วไม่มีการยกเลิก จะเป็นรายได้ใหม่ที่โตถึงปีละ 20-30% เฉพาะปี 2568 รายได้ในกลุ่มดิจิทัลเซอร์วิสน่าจะอยู่ที่ราว 4 พันล้านบาท จากการให้บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ แต่หากมีกรณีที่นโยบาย Go Cloud First เอื้อประโยชน์ให้ ก็จะยิ่งสูงกว่านั้น หากคูณตัวเลขเป็นราย VM ตามมาตรฐานการจัดจ้างที่ทางกระทรวงออกระเบียบมาอยู่ที่ 1,700 บาท/VM/เดือน เป็นการตัดลดแล้วลดอีก จาก 4,000 บาท ในอดีต ถ้าคำนวณตรง ๆ ว่า VM โตปีละหมื่นคูณ 12 เดือน ก็เป็นรายได้ที่เพิ่มมาเกือบแสนล้านต่อปี ในระยะ 5 ปีที่ 1 แสน VM ต่อเดือนนับว่ารายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล”

ตั้งรับดาต้าเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพ NT บอกว่า จะยังมุ่งเน้นพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนที่จะช่วยให้ NT เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองทันต่อความต้องการด้านดิจิทัลที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ นอกจากความต้องการของรัฐบาลที่ต้องการนำระบบงานขึ้นสู่คลาวด์แล้ว ก็ยังมีโอกาสพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตร OTT โดยใช้ศักยภาพด้านพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่เชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ไปจนถึงการเชื่อมต่อวงจรสื่อสาร DWDM เพื่อรองรับการให้บริการ Facility สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ข้ามชาติ Hyperscale DC หรือ Edge DC ที่สนใจลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย

ซึ่งกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหลายรายเป็นพันธมิตรกับ NT ทั้งในแง่ของการเช่าใช้พื้นที่ และการแสวงหาโอกาสทางตลาดด้วยกัน

“ทุกคนมาด้วยความเหมาะสมด้านทรัพยากรน้ำ และไฟ แต่สิ่งที่ NT ต้องคิดคือเรื่องดีมานด์ ในการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์นั้น คุ้มกับพลังงานที่เสียไปหรือไม่ ดีมานด์เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างมาก อีกเรื่องคือโครงสร้างพื้นฐานของสายส่งสัญญาณ หรือเคเบิลใต้ทะเล ที่ปัจจุบันเรามีอยู่ 10 เส้น วันนี้เพียงพอที่จะรับส่งข้อมูล และเพิ่ม Capacity ได้ แต่ถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องจูงใจให้คลาวด์ระดับ Hyperscale มาลง ก็ต้องน่าดึงดูดใจกว่านี้ อย่างในมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย มีโครงข่ายสายเคเบิลใต้ทะเล 30 เส้น เป็นต้น”

สายเคเบิลใต้ทะเลไม่ได้สร้างรายได้อะไรมาก และลงทุนค่อนข้างสูง ดังนั้นเฉพาะ NT จึงลงทุนได้แค่ปีละเส้น โดยในปีที่ผ่านมาลงทุนไปราว 4,000 ล้านบาท ซึ่งตนได้มีโอกาสคุยกับท่านรองนายกรัฐมนตรี (ประเสริฐ จันทรรวงทอง) แล้วว่าถ้าอยากให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลจะต้องมีการลงทุนเคเบิลใต้น้ำมากกว่านี้ ในช่วง 2 ปีนี้น่าจะมีอีกสัก 3 เส้น

โฟกัส 4G-บรอดแบนด์

แม้บริการคลาวด์จะเป็นโอกาสใหม่ แต่การให้บริการคลื่นความถี่ก็ถือเป็น “ดีเอ็นเอ” ขององค์กร ยิ่งในสภาพที่คลื่นความถี่ใกล้หมดอายุ ก็ยิ่งต้องมีความชัดเจนมากขึ้น

โดยในส่วนของธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัจจุบันมีลูกค้าราว 2 ล้านราย ทั้ง my และ NT Mobile ซึ่งในช่วงคลื่น 850 MHz จะหมดอายุเดือน ส.ค. อยู่ระหว่างเร่งโอนย้ายลูกค้าไปยังคลื่น 700 MHz โดยจะโฟกัสการใช้ความถี่ 4G แทน และยังไม่มีความสนใจที่จะประมูลคลื่นใหม่ เพราะราคาที่สูง ขณะที่อัตราค่าโรมมิ่งก็ราคาสูง รวมเข้ากับความล่าช้าในการส่งมอบคลื่นช่วงที่ผ่านมา ทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจมาก

“เรายังรักษาราคาค่าบริการที่จับต้องได้ โฟกัสที่ 4G เพราะยังมีประชาชนจำนวนมากที่พอใจกับ 4G เพียงพอต่อการใช้ดาต้าสำหรับงานทั่วไป รวมถึงกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ก็ยังมีอีกมากที่ไม่ได้ใช้ 5G”

สำหรับรายได้จากธุรกิจโมบายอยู่ที่ราว 4.5 หมื่นล้านบาท ในปีนี้เมื่อคลื่นหมดลง ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีจะลดลงเหลือ 3.8 หมื่นล้าน ถือเป็น 1 ใน 4 แม้ลดลงไม่มากเพราะแค่ 4 เดือน แต่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 จึงต้องเร่งแผนการหารายได้จากธุรกิจอื่น ๆ

“พันเอกสรรพชัยย์” กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้เคยว่าจะเลิกทำธุรกิจบรอดแบนด์ความเร็วสูง เพราะขาดทุนต่อเนื่องจากการแข่งขันที่สูงมาก แต่เมื่อกลับมาทบทวนอย่างละเอียดพบว่ายังเป็นธุรกิจที่จะทำกำไรได้ อีกทั้ง กสทช.ก็อยากให้ NT อยู่ในธุรกิจนี้ต่อ หลังเอไอเอสซื้อกิจการ 3BB ทำให้ผู้แข่งขันในตลาดน้อยลง

ปัจจุบัน NT มีฐานลูกค้าบรอดแบนด์ราว 2 ล้านครัวเรือน มี 1.8 ล้านอยู่ในต่างจังหวัด อีก 2 แสนอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล จึงจะมีการปรับโมเดลในการทำธุรกิจใหม่ โดยกำลังพิจารณาหาพันธมิตรในการให้บริการในเขตนครหลวง ซึ่งไม่ใช่ตลาดหลัก

กระชับองค์กรอัพสปีดธุรกิจ

ในปี 2567 NT มีพนักงานราว 12,000 คน และปีที่ผ่านมา บอร์ดบริหารมีมติปรับโครงสร้างใหม่ ด้วยการตัดลดตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่เหลือ 10 ตำแหน่ง ส่งผลให้โครงสร้างที่ลดหลั่นลงมาถึงฝ่าย และส่วนต่างปรับลดไปด้วย ทำให้โครงสร้างกระชับขึ้น

“ปี 2568 นี้จะมี NT เดียว ไม่มีคำว่า NT1 หรือ NT2 อีกต่อไป ตามแผนที่ที่ปรึกษาแนะนำ คือ ภายในปี 2572 จะต้องมีพนักงานราว 7,000 คน จึงจะเป็นตัวเลขเหมาะสม แต่จริง ๆ คิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามนั้นก็ได้ หากเราสามารถทำให้รายได้เฉลี่ยต่อพนักงานสูงขึ้นได้ก็มีพนักงานมากกว่านั้นได้”

แม่ทัพ NT กล่าวว่า จะผลักดันให้พนักงานเข้ามามีส่วนในการดูแลลูกค้าเพิ่มขึ้น เช่น พนักงาน NT 1 คน ดูแลลูกค้า 10 คน รอบบ้านของตัวเอง แม้แต่ตนที่เป็นซีอีโอ ก็ต้องออกไปดูแลลูกค้าใกล้บ้าน

อย่างไรก็ตาม หากดูตามแนวโน้มธุรกิจ แม้รายได้กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานจะลดลงต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มบริการทางดิจิทัลมีโอกาสเติบโต จึงเกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล จึงมองไปถึงการ Joint Venture กับพันธมิตรเพื่อแก้ปัญหาทั้งในแง่บุคลากร และความคล่องตัว

“เช่นตอนนี้ เราพูดถึงธุรกิจคลาวด์ สิ่งที่ตามมาคือ Cyber Security แต่คนทำงานด้านนี้มีน้อย ปีนี้เราจึงจะตั้งบริษัทลูกใหม่ 2-3 แห่ง เพื่อขยายตลาดในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ทั้งในส่วนของไซเบอร์ซีเคียวริตี้, คลาวด์ และบริการซอฟต์แวร์อื่น ๆ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : NT คัมแบ็กตลาดบรอดแบนด์ จังหวะท้าทายชิงเค้กคลาวด์แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...