โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมภูมิภาคเขตร้อน จึงมีความหลากหลายสูงมาก?

Environman

เผยแพร่ 22 พ.ค. 2567 เวลา 12.00 น.

เหตุใด “ป่าฝนเขตร้อน” จึงมี “ความหลากหลายทางชีวภาพ” มากที่สุด นักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องนี้และทุกคนก็ทราบเรื่องนี้มาอย่างยาวนานแล้ว แต่คำอธิบายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

หนึ่งในคำถามที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดทางธรรมชาติวิทยา - ทำไมภูมิภาคเขตร้อนจึงมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น ๆ ของโลก?

“ยิ่งเราเข้าใกล้เขตร้อนมากขึ้นเท่าใด ความหลากหลายของโครงสร้าง ความสง่างามของรูปแบบ และการผสมผสานของสีก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเช่นเดียวกับความเยาว์วัยและความมีชีวิตชีวาของชีวิต” Alexander von Humboldt นักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันเขียนไว้ในปี 1807

ปรากฏการณ์นี้ผู้เชี่ยวชาญเรียกกันว่า ‘การไลระดับละติจูดของความหลากหลาย’ แต่อะไรเป็นสาเหตกันล่ะ? นั่นเป็นเรื่องที่เราจะได้พูดถึงกันอย่างยาวเหยียด

#ประหลาดใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ล่องเรือ HMS Beagle เข้าสู่เขตร้อนเป็นครั้งแรกในปี 1835 เขาก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น นักธรรมชาติวิทยาวัย 26 ปีคนนี้เคยคาดหวังไว้ว่าจะได้พบกับความหลากหลายของพืชและสัตว์ใน ‘ระดับเดียวกัน’ กับที่เขาเคยเห็นในภูมิภาคละติจูดที่สูงกว่าของเมืองพลิมัท ประเทศอังกฤษ

กลับกัน หมู่เกาะกาลาปากอสที่ดาร์วินเห็นว่าเงียบสงบนั้นเต็มไปด้วยชีวิตที่แปลกประหลาดมากมายในสายตาของเขา แต่ทว่ามันต่างเจริญรุ่งเรืองไปด้วยวกัน ขณะที่พายเรือขึ้นฝั่งในการสำรวจ ดาร์วินเขียนไว้ในบันทึกของเขาว่า จำนวนประชากร ‘พืชและสัตว์’ ที่แตกต่างกันบนเกาะเล็ก ๆ ของเขตร้อนนั้นสูงกว่าสถานที่อื่นอย่างเห็นได้ชัดในตลอดการเดินทางของเขา

นั่นทำให้เกิดคำถามในใจว่า มันเป็นไปได้อย่างไรที่เขตร้อนจะหลากหลายกว่าป่าทางตอนเหนือของยุโรปมาก สิ่งมีชีวิตที่อัดแน่นเหล่านี้ไม่ควรที่จะต่อสู้กันเองจนสูญพันธุ์ไปนานแล้วมิใช่หรือ?

ดาร์วินไม่เคยพบคำตอบของคำถามนั้นเลย และมันก็ยังคงอยู่มานานนับร้อยปี ในที่สุดช่วงต้นทศวรรษ 1970 นักนิเวศวิทยา 2 คนที่ไม่เกี่ยวข้องกันก็เกิดสมมติฐานเดียวกันเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ อย่างน้อย ๆ ก็ตอบคำถามในด้านต้นไม้

Daniel Janzen และ Joseph Connell ได้ให้คำอธิบายถึงสมมติฐานดังกล่าวระบุว่า ความหลากหลายของพืชที่พบในป่าเขตร้อนนั้นเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยคือ การมีอยู่ศัตรูธรรมชาติที่มุ่งเป้าไปยังการควบคุมประชากรสายพันธุ์เฉพาะ หรือพูดง่าย ๆ ว่า มีเหยื่อมากก็มีนักล่ามาก และกลับกัน มีนักล่ามากก็มีเหยื่อมาก

ขณะที่ปัจจัยอย่างที่ 2 คือลูกหลานของสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งจะมีแนวโน้มออกไปตั้งถิ่นฐานในที่ห่างไกลจากพ่อแม่ของพวกเขา เพื่อหลีกเลี่ยงนักล่า ทว่าในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าสิ่งนี้เป็นจริงเฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น ซึ่งในโลกแห่งความจริงนั้นซับซ้อนกว่าที่คิดกันไว้

ดังนั้นนักนิเวศวิทยาด้านป่าไม้ Jonathan Myers และ Joe LaManna จึงเดินทางออกไปเพื่อรวบรวมข้อมูลเท่าที่พวกเขาจะหาได้ เพื่อตอบคำถามซึ่งรบกวนนักวิทยาศาสตร์และชาร์ลส์ ดาร์วิน มาอย่างยาวนาน

#ออกไปแตะขอบฟ้า

“หนึ่งในความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเขตอบอุ่นและเขตร้อนก็คือ สัตว์สายพันธุ์ ‘พิเศษ’ ทั้งหมดนั้นหายากมาก” ศาสตราจรย์ด้านชีววิทยา LaManna กล่าว “สัตว์หายากเหล่านั้นคงจะคงอยู่รอดต่อไปได้อย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับการสูญพันธุ์”

สายพันธุ์พิเศษที่ศาสตราจารย์ LaManna พูดถึงคือสิ่งมีชีวิตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตร้อน ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ดังนั้นมันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากต้นไม้มากกว่า 2.4 ล้านต้นจาก 3,000 กว่าสายพันธุ์

“มันเยอะมาก” เขากล่าว “ทุกต้นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตรจะถูกทำแผนที่ วัด ติดแท็ก และระบุ”

ความพยายามอันแสนสาหัสนั้นได้ผล หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพวกเขาได้พบกับแนวโน้มที่น่าประหลาดใจ - ในพื้นที่ที่มีต้นไม้โตเต็มวัยจำนวนมาก จะมีต้นอ่อนพันธุ์เดียวกันน้อยกว่า รูปแบบนี้เด่นชัดมากในเขตร้อนจากที่พวกเขาสุ่มตัวอย่าง กล่าวคือในป่าฝนเขตร้อน ต้นไม้พันธุ์เดียวกันแทบจะไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย

ราวกับว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง พ่อแม่ต้นไมก็ตกลงกับลูก ๆ ของพวกเขาว่าถึงเวลาที่แล้วที่ลูกต้องย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น การอยู่ห่างกันไม่เพียงแค่ช่วยให้ต้นไม้พ่อแม่ยังคงอยู่ได้อย่างอุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ศัตรูที่อาจเป็นเชื้อโรค นักล่า สัตว์กินเมล็ด หรือสัตว์กินพืชโจมตีพวกมันได้ยากขึ้น

เช่นเดียวกับการแพร่ระบาดในเมืองใหญ่ที่มนุษย์หนาแน่น โรคเพียงโรคเดียวก็อาจสร้างการติดต่อและทำลายล้างต้นไม้ชนิดเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามหากต้นอ่อนที่เป็นลูกหลานย้ายไปออกไป ก็มีโอกาสมากขึ้นที่สปีชีส์นั้นจะรอด

“ศัตรูสามารถมีผลดีในการรักษาสิ่งมีชีวิตหายากในชุมชนเหล่านี้ได้จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตร้อน” Jonathan Myers กล่าว

ยังไงก็ตามนักวิทยาศาสตร์หลายคนยังระบุว่าการศึกษานี้ยังมีข้อจำกัดบางประการเช่น ไม่มีตัวอย่างจากป่าทางตอนเหนือของยุโรป หรือทางตอนใต้ของปาปัวนิวกินี ดังนั้นจึงมีช่องว่างบางอย่างอยู่ในข้อมูล แต่ถึงอย่างนั้น “ผมก็ยังคงเชื่อมั่นในรูปแบบนี้” Gary Mittelbach นักนิเวศวิทยาป่าไม้และศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาเชิงบูรณาการที่ Michigan State University ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษากล่าว

#ปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นไปได้

Andrew Dobson ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาโรคและการอนุรักษ์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้เสนอสมมติฐานหลัก 3 ข้อที่จะอธิบายว่าทำไมพื้นที่เขตร้อนจึงมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก

สมมติฐานแรก - พลังงาน

ศาสตราจารย์ Dobson ได้กล่าวเอาไว้ว่าในเขตร้อนนั้มีแสงแดดปริมาณสูง ซึ่งเมื่อรวมกับปริมาณน้ำฝนและสารอาหารในดิน ทั้งหมดนี้ก็ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ลองจินตนาการดูว่า “เมื่อคุณเข้าไปในอาร์กติกเซอร์เคิลหรือแอนตาร์กติกเซอร์เคิล คุณจะเจอครึ่งปีที่อยู่ในความมืดมิด” ศาสตราจารย์ Dobson บอก “ไม่มีพลังงานเข้ามาในการดำรงชีวิต” ดังนั้นความอุดมสมบูรณ์ของพืชจึงสร้างผลกระทบถัดไปซึ่งหมายความว่า สัตว์สามารถอยู่รอดได้และสืบพันธุ์ได้มากขึ้น

โดยสรุปแล้วสิ่งมีชีวิตมีอาหารมากขึ้นในทั่วทั้งสายใยอาหาร นำไปสู่ ‘อัตราการขยายพันธุ์ที่สูงขึ้น’

สมมติฐานที่สอง - สภาพแวดล้อมที่เก่าแก่

เขตร้อนนั้นเป็นภูมิภาคที่ไม่ถูกรุกรานจากยุคน้ำแข็งหรืออย่างน้อยก็น้อยมาก ดังนั้นสัตว์ต่าง ๆ จีงอยู่รอดได้และมีเวลามากกว่าในการพัฒนา นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าความหลากหลายส่วนมากที่เห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการพัฒนามากว่า 200 ล้านปี

แต่ในเขตหนาวนั้น ถูกขัดขวางเป็นช่วง ๆ จากยุคน้ำแข็งหลายยุค การขยายและหดตัวของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกแต่ละครั้งได้ขจัดสิ่งมีชีวิตออกไปจากบริเวณเหนือสุดและใต้สุด แต่ชีวิตในเขตร้อนยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นภูมิภาคนี้จึงสะสมความหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ

สมมติฐานที่สาม - ขีดจำกัดของความหลากหลาย

ศาสตราจารย์ David Storch ด้านนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัย Charles University กล่าวว่าระบบนิเวศแต่ละแห่งสามารถรองรับความอุดมสมบูรณ์ได้แตกต่างกัน ในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรมากขึ้นก็ช่วยส่งเสริมให้มีความหลากหลายมากขึ้นเช่นกัน อีกทั้งยังเพิ่มการปั่นปวนธรรมชาติ

พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนการ ‘เขย่า’ ระบบนิเวศให้ปะปนกัน ผสมกัน และสร้างรูปแบบใหม่ ๆ ออกมา “มันไม่ได้เกี่ยวกับประสิทธิภาพพลังงานและปริมาณทรัพยากรเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับความผันผวนของทรัพยากรในสิ่งแวดล้อมด้วย”

“กลไกเหล่านี้เป็นกระบวนการระดับโลก และเรากำลังพูดถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรุ่นลูก รุ่นพ่อแม่ และศัตรูเฉพาะทางของพวกเขาในระยะ 10 เมตร” LaManna กล่าว “การมีปฏิสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นนั้นมีส่วนทำให้เกิดรูปแบบความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก”

นักวิทยาศาสตร์ยังมองหาคำตอบที่ชัดเจนว่าเพื่อตอบคำถามที่อยู่มานานนับร้อยปีต่อไป และพวกเขาหวังว่าจะสามารถสรุปออกมาได้อย่างสั้น ๆ จริง ๆ

ที่มา

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4140603/

https://besjournals.onlinelibrary.wiley.com/…/1365-2745…

https://www.science.org/doi/10.1126/science.aam5678

https://www.smithsonianmag.com/…/why-do-we-see-more…/

https://www.livescience.com/why-so-many-species-in-tropics

https://theconversation.com/tropical-climates-are-the…

Photo : Jonathan Myers

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...