โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นคุณแม่ลูกแฝดกับมิติมหัศจรรย์

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2567 เวลา 03.25 น. • ฮาจิฮาจิ
พอลืมตาตื่นขึ้น ลู่ซินฟาง ก็พบว่าตัวเองอยู่ในกระท่อมพุพังพร้อมกับลูกแฝด ซินฟางคนเก่าถูกสามีเลวทอดทิ้งอย่างน่าอดสู แต่..ซินฟางคนใหม่ไม่ใช่คนที่หงอ รอให้คนอื่นมารังแกง่ายๆ!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติไปเป็นคุณแม่ลูกแฝดกับมิติมหัศจรรย์

พอลืมตาตื่นขึ้น ลู่ซินฟาง ก็พบว่าตัวเองอยู่ในกระท่อมพุพังพร้อมกับลูกแฝด

ซินฟางคนเก่าถูกสามีเลวทอดทิ้งอย่างน่าอดสู

แต่…

ซินฟางคนใหม่ไม่ใช่คนที่หงอ รอให้คนอื่นมารังแกง่ายๆ

หากชีวิตใหม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เช่นนั้นก็มาลองกันสักตั้ง

และนางจะใช้ชีวิตในโลกใหม่นี้พร้อมกับเลี้ยงลูกแฝดให้สุขสบายเอง!

พอลืมตาตื่นขึ้น ลู่ซินฟาง ก็พบว่าตัวเองอยู่ในกระท่อมพุพังพร้อมกับลูกแฝด ซินฟางคนเก่าถูกสามีเลวทอดทิ้งอย่างน่าอดสู แต่..ซินฟางคนใหม่ไม่ใช่คนที่หงอ รอให้คนอื่นมารังแกง่ายๆ!!

บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ลูกแฝด

บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ลูกแฝด

แคว้นต้าเหลียน

หมู่บ้านกว่างซู เมืองเล่ออัน

กระท่อมเล็กที่ทรุดโทรมท้ายหมู่บ้าน

“ท่านแม่ ข้าหิวจังเลย ฮึก…”

เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงสะอึกสะอื้นดังขึ้นข้างกาย

“เป่าเอ๋อร์ ท่านแม่ป่วยอยู่ ห้ามเอาแต่ใจ”

คราวนี้เป็นเสียงเอ็ดของเด็กชาย

“แต่…ข้าหิว ฮื่อๆ”

“ข้า…ข้าก็หิว ฮึก ฮือ…”

เด็กชายคงแบกรับความเข้มแข็งไว้ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน พูดจบก็ประสานเสียงกันร้องไห้

ลู่ซินฟางพยายามลืมตาที่หนักอึ้งขึ้น

เมื่อตื่นขึ้นแล้ว ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือกระท่อมผุพังที่ทำจากไม้กระดาน มีรอยแตกรอยรั่วหลายจุด มองไปก็เห็นโต๊ะกินข้าวเก่าซอมซ่อได้ทันที ส่วนเด็กน้อยที่กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างๆ นี้ อายุน่าจะราวๆ 3-4 ขวบ หน้าตาคล้ายกันอย่างกับแกะ คาดว่าคงเป็นแฝด

ความทรงจำครั้งล่าสุดที่จำได้ สถานที่ที่ลู่ซินฟางอาศัยอยู่คือห้องในอะพาร์ตเม้นต์ย่านกลางเมืองที่เจริญแล้ว

ลู่ซินฟางที่ทำงานหนักติดต่อกันมาเป็นเดือน พอได้วันหยุดก็นอนอย่างเอาเป็นเอาตาย

ไม่คิดว่าความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก จะทำให้เห็นภาพหลอน

ลู่ซินฟางปิดลงแล้วลืมขึ้นมาใหม่ ภาพที่เห็นก็ยังเป็นกระท่อมเก่าพุพังกับเด็กทั้งสองที่ฟุบหน้าร้องไห้จนไหล่สั่น

ทันใดนั้นเอง ความทรงจำของลู่ซินฟาง(อีกคน)ก็วาบเข้ามาในหัว

เด็กชายหญิงที่กำลังร้องไห้อยู่นี้คือลูกแฝดของลู่ซินฟาง เด็กชายคนพี่ชื่อเฉิงเอ๋อร์ (ลู่เฉิง) เด็กหญิงคนน้องชื่อเป่าเอ๋อร์ (ลู่เป่า) ทั้งสองคนอายุ 4 ขวบกับอีก 5 เดือน

เพราะต้องอยู่อย่างอดมื้อกินมื้อ พวกเขาจึงตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน

หลังจากลู่ซินฟางถูกบ้านสามีเตะออกมาพร้อมกับหนังสือหย่า เด็กทั้งสองก็ใช้แซ่ลู่ ซึ่งเป็นแซ่ของแม่

ถึงจะถูกบ้านสามีไล่ออกมา ลู่ซินฟางคนเก่าก็มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อ แม้ว่าร่างกายจะอ่อนปวกเปียกก็ตาม ลู่ซินฟางคนเก่าอาศัยที่นาเล็กๆ ของพ่อแม่ที่จากไปแล้ว ปลูกผักทำสวน หาของป่าเท่าที่ทำได้เพื่อเลี้ยงดูลูกๆ

อนิจจัง ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ร่างกายป่วยกระเซาะกระแซะมาตลอด พอทรุดไปก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย และนี่ก็คือเหตุผลที่ลู่ซินฟางจากอีกโลกหนึ่งมาสวมร่างแทน

อย่างไรก็ตาม นางควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เด็กทั้งสองรู้ว่านางตื่นแล้ว

หญิงสาวยื่นมือออกไปตั้งใจจะลูบศีรษะเล็กๆ ที่ฟุบอยู่ข้างกาย พลันเห็นว่าแขนของนางทั้งผอมแห้งและอ่อนแรง

ร่างกายนี้ทรุดโทรมขนาดไหนกันเนี่ย

ลู่ซินฟางพยายามตั้งสติ ยื่นมือสั่นเทาออกไปอีกรอบ

“เป่าเอ๋อร์ เฉิงเอ๋อร์”

นางเรียกชื่อลูกทั้งสอง พร้อมลูบศีรษะเล็กๆ นั้น

เสียงที่แหบแห้งทำให้รู้ว่าร่างกายนี้นอกจากป่วยกมานาน ยังขาดสารอาหารอีกด้วย

เด็กหญิงสะดุ้งโหยง เงยหน้าที่เปื้อนน้ำตามองมารดา

“ท่านแม่!”

พอเป่าเอ๋อร์ตะโกนอย่างนั้น เฉิงเอ๋อร์ก็เงยหน้าพรวดมองมารดาเช่นกัน

“ท่านแม่ฟื้นแล้ว!”

แล้วเด็กทั้งสองก็ประสานเสียงร้องไห้อีกรอบ

“แง้…”

ลู่ซินฟางยิ้มอย่างยากลำบาก

“แม่คงหลับไปนานจนทำให้พวกเจ้ากลัว”

“ข้า…ข้ากลัวมากเลย ฮื่อๆ” เป่าเอ๋อร์โผกอดหญิงสาวที่ยังนอนอยู่

“ฮึกๆ ข้ากลัว…กลัวว่าท่านจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก” เฉิงเอ๋อร์พูดพลางสะอื้น

ลู่ซินฟางน้ำตาคลอเบ้า สำหรับนางที่มาสวมร่างนี้ เป็นแค่คนแปลกหน้า ไม่ได้คลอดเด็กพวกนี้ออกมาแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้มีอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงขนาดนี้

“ท่านแม่ ต่อไปห้ามนอนนานๆ เช่นนี้อีกนะ” เฉิงเอ๋อร์ย้ำ

“อืม แม่สัญญา” ลู่ซินฟางรับปากอย่างจริงจัง “ต่อไปแม่จะไม่ทำตัวขี้เกียจแล้วเอาแต่นอนอีกแล้ว แม่สัญญาว่าจะเลี้ยงดูพวกเจ้าอย่างดีด้วย”

เป่าเอ๋อร์ส่ายหน้า แก้มตอบของเด็กน้อยยังคงเต็มไปด้วยคราบน้ำตา “แค่ท่านแม่ไม่ทิ้งพวกเราไปก็พอ”

ตอนถูกบ้านสามีไล่ออกมา พวกเขาไล่เตลิดสามคนแม่ลูกเหมือนหมูเหมือนหมา ทั้งยังกล่าวว่าเฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์ไม่ใช่ลูกในไส้ เด็กๆ อายุใกล้ 5 ขวบ โตพอจะรู้ความแล้ว ย่อมเข้าใจว่าคำพูดเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร

สรุปคือเด็กทั้งสองไม่อยากถูกแม่ทอดทิ้งไปอีกคน

ลู่ซินฟางใช้ศอกยันตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ก่อนจะโอบกอดลูกทั้งสอง

“แม่จะไม่ทอดทิ้งพวกเจ้า”

นางให้สัญญา

ทันใดนั้นเอง เสียง ‘จ๊อก…’ ดังมาจากกระเพาะน้อยๆ ของเด็กทั้งสอง

เฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์ร้อนรนจนหน้าแดงก่ำ

ลู่ซินฟางหัวเราะเบาๆ เพราะไม่ค่อยมีแรง

“หิวกันแล้วสินะ”

“มะ…ไม่หิว”

เด็กๆ ปฏิเสธทั้งที่แก้มยังแดงก่ำ พวกเขารู้ว่าในบ้านไม่มีอะไรเหลือแล้ว ถ้าบอกว่าหิว ท่านแม่ก็ลำบากออกไปข้างนอกเพื่อหาของให้มาให้พวกเขากิน ท่านแม่เพิ่งฟื้น ร่างกายอ่อนแอ จะให้ท่านแม่ล้มป่วยอีกไม่ได้

ลู่ซินฟางยิ้มด้วยความเอ็นดูเนื่องจากเดาความคิดของเด็กทั้งสองได้

“แม่นอนนานแล้ว ต้องลุกขึ้นมาเดินสักหน่อย”

“แต่ว่า…”

เจ้าตัวน้อยทั้งสองเกาะแขนผอมแห้งของลู่ซินฟางเหมือนต้องการห้าม

นางยิ้มแล้วบอก “แม่ไม่เป็นอะไรจริงๆ พวกเจ้าช่วยแม่เช็ดโต๊ะได้หรือไม่ เดี๋ยวแม่ออกไปหาอะไรให้พวกเจ้ากิน”

“ท่านแม่ ในครัวไม่มีอะไรเหลือเลย” เฉิงเอ๋อร์บอก

“เฉิงเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์ เชื่อฟังแม่เถอะ…พวกเจ้าไปเช็ดโต๊ะ แล้วแม่จะเอาอร่อยๆ มาให้”

หลายวันมานี้ท่านแม่ล้มป่วย เฉิงเอ๋อร์ดูแลในบ้าน รู้ว่าในครัวไม่เหลือแม้แต่ข้าวสารสักเม็ด แล้วท่านแม่จะเอาของกกินจากไหน

“ไม่ต้องห่วง”

ท่านแม่ทิ้งคำพูดนั้นแล้วลงจากเตียง

หนูน้อยทั้งสองได้แต่มองตามด้วยตาปริบๆ พร้อมรู้สึกถึงความหวังขึ้นมา

ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรงของลู่ซินฟางค่อยๆ ก้าวลงจากเตียง พอเท้าแตะพื้นก็รู้สึกเจ็บ นางก้มมองเห็นว่าพื้นขรุขระเป็นหลุม แถมยังไม่สะอาด มีรองเท้าฟางคู่เก่าสามคู่อยู่ข้างเท้า คู่หนึ่งของผู้ใหญ่ อีกสองคู่เป็นของเด็ก

นางสวมรองเท้าฟาง แล้วเดินมาหลังบ้าน

ในตู้เก็บวัตถุดิบไม่มีอะไรเหลือเลยจริงๆ ตรงเตาทำอาหาร มีฟืนกองหนึ่งเหลืออยู่นิดหน่อย ที่ดินข้างๆ คือแปลงผัก ในแปลงมีหญ้าขึ้นรก

ฟิ้ว…

ตอนที่กำลังมองหญ้ารกๆ ในแปลงผัก สายลมพัดมาระลอกหนึ่ง

ไม่คิดเลยว่าชีวิตใหม่นี้ จะต้องเริ่มจากศูนย์อีกครั้ง

ผ่านไปสักพัก ลู่ซินฟางสูดหายใจลึก สายตาเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ขณะคิดว่า…ไม่เป็นไร ก็แค่เริ่มใหม่จะยากสักแค่ไหนกันเชียว!

บทที่ 2 บ้านสามีที่ชั่วร้าย

บทที่ 2 บ้านสามีที่ชั่วร้าย

ตอนถูกไล่ออกจากบ้านสามี คือวันที่มีการประกาศผลสอบจอหงวน

เหอถิงสอบติดลำดับต้นๆ ต่อมาได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นขุนนางท้องถิ่น

หลังจากได้ข่าวว่าเขากำลังเดินทางกลับมาที่เมืองชิ่ง ซึ่งเป็นบ้านเกิด เพื่อรับตำแหน่งขุนนาง ลู่ซินฟางจับลูกทั้งสองแต่งตัวให้น่ารักที่สุด แล้วพาพวกเขาออกไปต้อนรับ

คาดไม่ถึง แม่สามีกลับบุกมาที่เรือน ลากนางกับลูกๆ ออกมาที่ประตูหลังบ้าน

‘ท่านแม่…นี่มันอะไรกันเจ้าคะ’

แม่สามีถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ ‘ข้ารู้มาตลอดว่าผู้หญิงแพศยาอย่างเจ้าตั้งใจจับลูกชายข้า เด็กที่เจ้าอุ้มท้องมา จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ลูกของอาถิง”

เฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์ตามจริงแล้วไม่ควรเข้าใจคำพูดของท่านย่า แต่ไม่รู้ทำไม ทุกคำพูดที่แม่สามีพ่นออกมากลับทำให้เด็กทั้งสองแสดงสีหน้าสะเทือนอารมณ์

ลู่ซินฟางกอดลูกๆ ก่อนจะโต้แย้งให้ตัวเอง

‘ไม่จริงเจ้าค่ะ เฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์เป็นลูกของท่านพี่จริงแท้’

ตั้งแต่ที่ลู่ซินฟางเข้ามาในบ้านตระกูลเหอ แม่สามีกับสะใภ้คนรองก็แสดงออกว่าไม่ชอบนาง ต่อให้นางเป็นบุตรสาวของอดีตขุนนางในท้องถิ่น แต่หลังจากบิดามารดาเสีย นางก็ไม่มีใครหนุนหลังอีกเลย มิหนำซ้ำ ตอนเข้ามาที่บ้านหลังนี้ นางก็ท้องโตใกล้คลอดแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีงานแต่งใดๆ

แม่สามีมองนางอย่างดูแคลนแล้วพูด ‘โถๆ คำพูดเจ้าคนเดียวใครจะเชื่อ บ้านตระกูลเหอไม่มีใครมีเชื้อแฝด อีกอย่าง คนที่ท้องโตเดินเข้ามาในบ้านฝ่ายชาย ใครๆ ก็มองออกว่าไม่ใช่สตรีที่ดี’

‘ไม่ใช่…ข้าไม่ได้…’

‘เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าต้องเลี้ยงลูกแฝด แม้จะเข้ามาเกาะอาถิงลูกข้าอยู่หลายปี แต่ข้าจะให้เงินเจ้าก้อนหนึ่งติดตัวแล้วกัน’

‘ท่านแม่หมายความว่าอย่างไร’

‘อย่าเรียกข้าว่าท่านแม่ให้กระดากปากอีกเลย ต่อไปนี้เจ้ากับอาถิงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ส่วนนี่ก็หนังสือหย่า แล้วก็เงินเอาไปตั้งตัวใหม่’

พูดจบ กระดาษแผ่นหนึ่งกับถุงเงินถูกโยนลงบนตักอย่างไร้เยื่อไย

‘หนังสือหย่า…อะไรกัน’

นางเก็บขึ้นมาเปิดอ่านด้วยอาการหายใจไม่ทั่วท้อง บนหนังสือเป็นลายมือของสามี ตราประทับของนายอำเภอ ในหนังสือหย่ามีพยานครบถ้วน ต่อให้เป็นคนโง่ก็มองออก ก่อนที่เหอถิงจะออกเดินทางไปสอบงอหงวน ผู้ชายคงเขียนหนังสือหย่าฉบับนี้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

ลู่ซินฟางอ่านหนังสือหย่าอย่างเศร้าสร้อย แต่คนบ้านเหอไม่แม้แต่จะให้เวลานางร้องไห้ พวกเขาหยิบไม้ออกมาไล่กวดนางกับลูกให้รีบๆ ออกไปให้พ้นบ้าน

เด็กทั้งสองยังอายุไม่เต็ม 5 ขวบ ตั้งถูกไล่ออกจากบ้าน ได้ยินคำพูดกล่าวหาต่างๆ นานา และไหนจะถูกไล่ตี พวกเขาร้องไห้อย่างน่าสงสาร

จะมากจะน้อยลู่ซินฟางเองก็มีศักดิ์ศรี และมีหัวใจของความเป็นแม่ นางไม่อยากเห้นลูกๆ ต้องเจ็บตัวจึงจูงมือพวกเขาออกมาให้เร็วที่สุด

หลังจากเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านกว่างซู เมืองเล่ออัน ซึ่งเป้นบ้านเกิดของมารดา ลู่ซินฟางได้ยินข่าวว่าเหอถิงแต่งงานใหม่กับคุณหนูตระกูลขุนนางฐานะมั่งคั่ง ตอนนี้ตระกูลเหอมีทั้งเงินและอำนาจ

ลู่ซินฟางคนเก่าไร้อำนาจ ไร้เงิน ไร้ญาติพี่น้องให้พึ่งพิง ต่อให้อยากฟ้องร้องตระกูลเหอจนหมดตัว ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

…และนั่นก็คือเรื่องราวแสนอาภัพของลู่ซินฟางคนเก่า

“ท่านแม่ อ้ามมม”

มือเล็กๆ ของเป่าเอ๋อร์ฉีกหมั่นโถแล้วยื่นมาติดริมฝีปากมารดา อ้าปากน้อยๆ พูดว่า อ้าม อย่างน่าเอ็นดู

ลู่ซินฟางดึงสติกลับมา ยิ้มมองเป่าเอ๋อร์น้อย

“ลูกสาวแม่ น่ารักจังเลย เจ้ากินหมั่นโถของเจ้าเถอะ”

“ท่านแม่ยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ”

นางลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กหญิง

เพราะที่ผ่านมาอยู่แบบอดมื้อกินมื้อ เด็กทั้งสองผอมจนแก้มซูบตอบ แต่ไม่ต้องห่วง จากนี้แม่จะขุนพวกเจ้าให้อ้วนเอง

“พวกเจ้ากินเถอะ เดี๋ยวแม่ค่อยกินทีหลัง”

พูดจบ ดวงตาของลู่ซินฟางก็เบนไปทางเฉิงเอ๋อร์

ลูกชายตัวน้อยเอาแต่ก้มหน้าจ้องมองหมั่นโถวในจานเหมือนไม่กล้าหยิบ

“เป็นอะไรไปหรือเฉิงเอ๋อร์”

“หมั่นโถนี้…”

“เจ้าคงสงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีหมั่นโถ แม่ไม่ได้ขโมยมาจากใครหรอก เจ้ากินอย่างสบายใจเถอะ”

“แต่…”

“เฉิงเอ๋อร์เป็นเด็กดีและซื่อสัตย์ แต่เชื่อแม่นะ แม่ไม่ได้ขโมยใครมา”

เป่าเอ๋อร์โพลงขึ้น “ข้าเชื่อท่านแม่”

เฉิงเอ๋อร์มองน้องสาว ก่อนจะพูดกับมารดา “ข้า…ข้าก็เชื่อว่าท่านว่าไม่ได้ขโมยใครมา เพราะท่านไม่เคยทำอะไรไม่ดี”

นางยิ้ม

“ใช่ๆ พี่ใหญ่ต้องกินเยอะๆ ไม่อย่างนั้นตงตงจะดูถูกพวกเรา”

“ตงตงเหรอ พวกเขาดูถูกพวกเจ้า?”

“ตงตงบอกว่าพวกเราผอมเหมือนไม้เสียบผี ไม่น่ารัก”

ตงตงคือลูกชายของเหอต้วนกับเจียงลิ่ว คนในหมู่บ้านกว่างซูนี้

ครอบครัวของเหอต้วนมีไร่นาเยอะกว่าคนในหมู่บ้าน เจียงลิ่วผู้เป็นภรรยาทึกทักเอาเองว่าตนร่ำรวยกว่าผู้อื่น

ตงตงลูกชายคนโตที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจอายุ 8 ขวบ เลนตั้งตัวเป็นอันธพาลในหมู่เด็กๆ และยังชอบดูถูกเฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์

เด็กคนนี้ถ้าไม่รีบสั่งสอนในทางที่ถูกที่ควร อนาคตน่ากลัวว่าจะคุมไม่อยู่

“ช่างพวกเขาเถอะ ลูกของแม่น่ารักกว่าตั้งเยอะ”

เด็กทั้งสองมองมารดาตาแป๋ว

“ท่านแม่..” เฉิงเอ๋อร์เรียกมารดา สีหน้าปิดความสงสัยไม่มิด

“อยากถามเรื่องหมั่นโถหรือ”

เด็กชายพยักหน้า

“ฟังนะเฉิงเอ๋อร์ แม้ว่าบ้านเราไม่มีเงิน แต่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีหา ก็เหมือนกับของในครัว หาดีๆ แล้วเจ้าจะเจอของกินเอง พักเรื่องหมั่นโถไว้ก่อน ถึงเวลาแล้วแม่จะสอนพวกเจ้าหาเงิน”

เฉิงเอ่อร์พยักหน้า ถึงแม้ในใจจะยังไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม ก่อนจะหยิบหมั่นโถผักขึ้นมากิน เขาไม่ได้กินของอร่อยๆ แบบนี้มานานมาก มันอร่อยจนน้ำตาไหล…

ลู่ซินฟางยื่นมือไปลูบศีรษะลูกชาย

บทที่ 3 มิติมหัศจรรย์

บทที่ 3 มิติมหัศจรรย์

พอกินหมั่นโถอิ่ม ลู่ซินฟางเก็บถ้วยชามล้าง

นางมองที่ดินเล็กๆ กับบ้านไม้ซอมซ่อ ในหัวครุ่นคิดว่าควรจะเริ่มปรับปรุงจากตรงไหนก่อนดี ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะเริ่มจากการถอนหญ้าในแปลงผักเสียก่อน จากนั้นค่อยไปเก็บฟืนมาตุนไว้

เฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์อาสาช่วย

ใจจริงลู่ซินฟางอยากให้เด็กๆ ไปวิ่งเล่นตามประสาเด็ก แต่สีหน้าของเฉิงเอ๋อร์นั้นแสดงออกว่าเป็นกังวลอย่างมาก คงกลัวว่าถ้าไม่จับตามองท่านแม่ให้ดีๆ ท่านแม่ก็จะเป็นลมเป็นแล้งจนล้มป่วยไปอีก

เห็นอย่างนั้น ลู่ซินฟางอดใจอ่อนไม่ได้

หญิงสาวบอกให้เด็กทั้งสองมาช่วยกันกำจัดวัชพืชในสวนผัก ถ้าเบื่อแล้วจะไปวิ่งเล่นก็ได้

ที่ดินที่ลู่ซินฟางอยู่นี้มีขนาดไม่ถึงสองหมู่ (1 หมู่ = 166 ตารางวาโดยประมาณ) ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ลู่ซินฟางก็จัดการกับแปลงผักรกๆ เรียบร้อย ลู่ก่อนจะไปเก็บฟืนต่อ และยังไปตักน้ำที่ลำธารมาเติมให้เต็มตุ่ม

เย็นวันนั้น นางกับลูกทั้งสองกินหมั่นโถกับผัดผักที่หาได้จากสวนหลังบ้าน

พอพาลูกๆ เข้านอนแล้ว ลู่ซินฟางย่องออกมานอกบ้าน หลบซ่อนตัวเองในความมืด จากนั้นก็กางมือออกไปข้างหน้า

วูบนั้น ประตูมิติเปิดออก

นางก้าวผ่านประตูมิติข้ามไปยังอีกโลกหนึ่ง

โลกเดิมของลู่ซินฟางนั้น คนส่วนใหญ่ล้วนมีพลังพิเศษ ตัวนางเองก็เช่นกัน แม้จะเป็นพนักงานกินเงินเดือนต้อกต๋อย แต่ก็มีประตูสู่มิติมหัศจรรย์

เมื่อตอนกลางวัน นางเอาหมั่นโถออกมาจากมิติแห่งนี้

มิตินี้เป็นเหมือนโลกๆ หนึ่ง ตอนได้มิตินี้มาเป็นตอนที่โลกมนุษย์ถูกรุกรานจากประตูที่เรียกว่าเกท (ประตูสู่ดันเจี้ยน) หลายคนต้องเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ลู่ซินฟางก็เช่นกัน

จากเหตุการณ์เฉียดตาย หลายคนได้รับการปลุกพลัง ส่วนใหญ่แล้วจะได้พลังสายต่อสู้ พลังรักษา พลังสนับสนุน

ปีต่อมา หลังจากรัฐบาลประกาศว่าควบคุมเหตุการ์การรุกรานของสัตว์ประหลาดได้แล้ว ผู้ปลุกพลังต้องขึ้นทะเบียนเป็นฮันเตอร์ แต่ลู่ซินฟางที่มีมิติมหัศจรรย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการต่อสู้ครั้งนั้นและไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย จึงไม่ได้ลงทะเบียนว่าเป็นบุคคลมีพิเศษ ใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติทั่วไป

โลกต่างมิติแห่งนี้เดิมทีเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่า

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ลู่ซินฟางใช้เวลาว่างพัฒนามิติแห่งนี้จนกลายเป็นฟาร์ม ดังนั้นที่นี่จึงมีทุกอย่าง นางยังผูกมิตรกับสัตว์อสูรที่เป็นมิตรด้วย สำคัญกว่านั้นคือ…

“เจ้านาย คิดถึงจังเลย!”

“หลิน!”

ตอนนั้นเอง ภูตตัวจิ๋วตัวเล็กเท่าฝ่ามือโผเข้ากอดลู่ซินฟาง

มิติแห่งนี้มีภูตน้อยคอยดูแล

ภูตน้อยมีชื่อว่า ‘หลิน’ ที่มาจากคำว่าเซินหลินแปลว่าป่าไม้

ตอนรู้จักกันครั้งแรก รอบตัวมีแต่ป่าเขากว้างไพศาลเท่านั้น

หลินไม่มีเพศ เกิดขึ้นพร้อมกับมิติต่างโลก หน้าตาน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิง แต่ชอบใส่กางเกงเพราะทะมัดทะแมงมากกว่า ตอนนั้นลู่ซินฟางไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อให้อย่างไรจึงเรียกว่า หลิน สั้นๆ คำเดียว แต่อีกฝ่ายก็ชอบชื่อนี้มาก

“จะเอาหมั่นโถเพิ่มเหรอ”

ภูตน้อยพูดพร้อมกับเสกหมั่นโถออกมาตะกร้าหนึ่ง

ลู่ซินฟางหัวเราะ “หมั่นโถที่เพิ่งได้มาเยอะพอแล้ว ข้าอยากได้เชือกฟาง”

“เชือกฟาง?” หลินทวนคำ ก่อนจะร้อง อ๋อ จากนั้นเชือกฟางม้วนใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้าลู่ซินฟาง

“ขอบคุณมากนะ หลิน”

“หลินเป็นเด็กดี หลินจำเจ้านายได้”

ตอนเข้ามาในมิตินี้ด้วยร่างใหม่ หลินไม่ลังเลที่จะโผกอดลู่ซินฟาง พร้อมกับร้องว่า เจ้านาย เหมือนอย่างทุกครั้ง ลู่ซินฟางเดาว่า มิตินี้เชื่อมต่อด้วยวิญญาณ หลินจดจำนางจากวิญญาณ ไม่ใช่ร่างกาย

“เชือกฟางของหลินแข็งแรงและเหนียวนุ่ม เจ้านายอยากได้อีกไหม”

“เอาเท่านี้ก่อน”

เชือกฟางนี้ ลู่ซินฟางเคยนำมาถักรองเท้าและเสื้อผ้าให้กับตุ๊กตา หลินมีความสามารถในการก๊อปปี้ เห็นครั้งเดียวก็ก๊อปปี้ออกมาได้แล้ว

“เจ้านายจะเอาไปทำชุดตุ๊กตาเหรอ”

“เอาไปถักรองเท้าคู่ใหม่”

พูดพร้อมกับก้มมองรองเท้าตัวเอง

หลินมองตามก็เห็นว่ารองเท้าที่เจ้านายสวมเก่าจวนเจียนจะขาดก็ทำหน้าว่าเข้าใจแล้ว

“ข้าว่าจะถักมาให้หลินด้วย อยากได้สักคู่ไหม”

“อืม อยากได้” หลินตอบ จากนั้นก็ลอยมานั่งบนหัวไหล่ของลู่ซินฟาง “เจ้านาย ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นเหรอ”

“เกิดเรื่องขึ้นหลายอย่าง เอาไว้ถ้ามีเวลาว่างมากกว่านี้ เรามานั่งดื่มชาแล้วข้าจะเล่าให้ฟังนะ ใจจริงก็อยากพาเพื่อนใหม่มาให้หลินรู้จักด้วย แต่ยังไม่ถึงเวลา”

“เพื่อนใหม่ เย่!”

สำหรับหลินที่ออกไปข้างนอกไม่ได้ สิ่งตื่นตาตื่นใจก็คือเรื่องเล่า และของฝากที่ลู่ซินฟางนำเข้ามาในโลกใบนี้

ลู่ซินฟางไม่อยากหายไปนานๆ จึงบอกหลินว่าจะกลับออกไปก่อน ตอนนี้นางไม่ได้ตัวคนเดียว หากเด็กทั้งสองตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอจะตกใจเอา

ภูตจิ๋วโบกมือหย่อยๆ “แล้วมาอีกนะ เจ้านาย”

“คราวหน้าจะเอาของอร่อยๆ มาฝาก”

หลินกระโดดโลดเต้นกลางอากาศด้วยความดีใจ

สำหรับลู่ซินฟาง หลินคือคนเดียวไว้ใจได้ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ตลอด 10 ปีมานี้ นางไม่เคยพาใครเข้ามาที่นี่ ดังนั้นก่อนจะพาเฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์เข้ามาต้องดูปฏิกิริยาทั้งสองฝ่ายก่อน

ที่ดินที่ลู่ซินฟางอาศัยอยู่นี้ใกล้กับตีนเขา วันต่อมา นางวางแผนจะเข้าไปในป่าเก็บฟืน หาของป่า และวางเบ็ดทิ้งไว้เพื่อตกปลาด้วย

ตอนที่ลู่ซินฟางสะพายตะกร้าขึ้นหลัง เป่าเอ๋อร์ร้องอยากตามมาด้วย เฉิงเอ๋อร์เองก็เช่นกัน

นางลังเล มองขาที่เล็กและสั้นของเด็กทั้งสอง พวกเขาคงเดินตามนางเข้าป่าไม่ไหวแน่ แต่ถ้าเป็นแถวๆ ลำธารก็พอได้อยู่ แม้แถวนั้นเก็บฟืนได้น้อย แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะนางยังมีมิติต่างโลก

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้พวกเราไปแค่แถวลำธารกันก็พอ”

“อือ!”

เด็กๆ พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

เดินผ่านทุ่งนาสีเขียวขจีจนมาถึงลำธาร ลู่ซินฟางหยิบเบ็ดที่ซ่อนไว้ออกมา

เฉิงเอ๋อร์เป็นเด็กฉลาด ถึงจะสงสัยเรื่องเบ็ดเหมือนกับที่สงสัยหมั่นโถ แต่ก็ไม่ได้ถาม เพราะท่านแม่สัญญาแล้วว่าจะบอก

“เฉิงเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์ พวกเจ้ากลัวไส้เดือนหรือไม่”

เด็กทั้งสองส่ายหน้า ทั้งยังเข้าใจความหมาย ทั้งสองหาไม้แถวๆ นั้นแล้วนั่งย่องๆ ขุดดินหาไว้เดือน

ลู่ซินฟางทำเบ็ดขึ้นมา 3 คัน ใส่เหยื่อแล้วก็ปักไว้ข้างลำธาร

“เอาละ หาฟืนกันต่อได้”

แต่เพิ่งเหลียวหลัง สายเบ็ดก็สั่น นั่นหมายความว่าปลาติดเบ็ดแล้ว

“ท่านแม่ ท่านแม่!” เป่าเอ๋อร์กระโดดพลางร้อง นิ้วเล็กป้อมชี้ไปในลำธาร

นางกับลูกๆ เห็นอย่างนั้นก็รีบช่วยกันดึงเบ็ดขึ้น

เฉิงเอ๋อร์กับเป่าเอ๋อร์แรงน้อย พยายามดึงเบ็ดจนหน้าแดงหน้าเขียว

ลู่ซินฟางออกแรงเพิ่ม แล้วในที่สุดพวกนางก็ได้ปลาตัวใหญ่!

ไม่เพียงเท่านั้น เด็กทั้งสองยังสนุกกับการตกปลาครั้งแรกด้วย

วันนั้นแม้จะเก็บฟืนกลับบ้านได้น้อย แต่ก็มีปลากินจนอิ่มท้อง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...