เมื่อผมไม่ได้อยากเป็นไอดอล
ข้อมูลเบื้องต้น
'ซีซั่นใหม่เริ่มแล้ว!! Talented 101 กลับมาอีกครั้งกับซีซั่น 2 พร้อมให้เหล่าคนที่มีความสามารถเข้ามาแสดงศักยภาพ อีกทั้งหากติดอันดับเป็นผู้ชนะรายการยังจะได้เดบิวต์ภายใต้บริษัท GHC ent. หรือต้นสังกัดของหนุ่ม ๆ Full moon'
รายการเฟ้นหาไอดอลที่จะทำให้ผู้ร่วมรายการสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ นอกจากนี้รายการยังมีการเปิดโหวตแสดงคะแนนแบบฟูลไทม์ และระบบพิเศษที่มีเพิ่มเข้ามาเพื่อซีซั่นนี้โดยเฉพาะ!!
คีริน อัครสมบัติโชค เด็กหนุ่มวัยเพียง 17 ปีที่เสียแม่ไปไม่นาน ทั้งยังถูกญาติมาเอาสมบัติไปจนหมด โชคดีสุดท้ายที่เหลืออยู่เห็นจะเป็นคุณทนายที่แม่ทำพินัยกรรมด้วย
หลังได้รับความช่วยเหลือจากทนาย ทำให้คีรินได้มาอาศัยอยู่ในห้องเช่าของคุณยายใจดี และเงินในสมุดบัญชีที่ทนายไม่ได้เปิดเผยออกไปต่อหน้าญาติคนอื่น
ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูมายังไง จากที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำอะไรนอกเหนือจากที่ทำอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้มันกลับ..
"เอ้า! กล้องจะบันทึกในอีก 3.."
"2.."
"1.."
"เริ่มถ่ายทำครับ!!"
ชิบผาย! ถ้าได้เริ่มแล้วจะปล่อยให้ผลลัพธ์ออกมาแย่ไม่ได้ ไหน ๆ ก็ถอยกลับไม่ได้แล้ว งั้นก็มาลุยให้ตายกันไปข้างกันเถอะ!
warning ⚠
rude / stalker / bully / body shaming / suicide
หลัก ๆ น่าจะประมาณนี้ค่ะ หากมีในตอนนั้นเพิ่มเติมฟจ.จะแจ้งเตือนไว้ต้นตอนเหมือนเดิมนะคะ ☆
อวดปกแบบเติม ๆ คับ (ภาพชัดดูได้ในทวิตเตอร์ (X) >> @fujuzha )
แล้วก็มี FA แรกของเรื่องมาฝากด้วยย (กระซิบว่ามาจากนักวาดปกเรื่องนี้โดยตรง)
ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู
ชาบู ชาบู
ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู
หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ
อารัมภบท
ตอนที่ 1
'ซีซั่นใหม่เริ่มแล้ว!! Talented 101กลับมาอีกครั้งกับซีซั่น 2 พร้อมให้เหล่าคนที่มีความสามารถเข้ามาแสดงศักยภาพ อีกทั้งหากติดอันดับเป็นผู้ชนะรายการยังจะได้เดบิวต์ภายใต้บริษัท GHC ent. หรือต้นสังกัดของหนุ่ม ๆ Full moon'
plamesan : รอติดตาม หวังว่าซีซั่นนี้จะสนุกเหมือนซีซั่นแรกนะ
chamomilecha : ขอแค่สปอนเซอร์เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็พอ เพราะของซีซั่นก่อนตอนนี้ยังอยู่ในห้องเก็บของบ้านฉันอยู่เลย
ㄴ gusdekdee : ของเราก็ค้างเยอะเหมือนกันค่ะ แต่ก็ยังดีที่เอาไปบริจาคได้
ㄴchamomilecha : ขอสถานที่ที่เอาไปบริจาคได้ไหมคะ
ㄴfunnylunee : สถานรับเลี้ยง chuchu ก็รับนะคะ เราพึ่งเอาไปวันนี้เลย
cinci : รุ่นพี่รับเชิญขอเป็นวงฟูลมูลนะทีมงาน!!
mummyArti : ฉันสนใจมากกว่าว่าใครได้เป็นพิธีกรหลัก
ㄴfrungfytime : รายการน่าจะปล่อยออกมาพรุ่งนี้ไหม ซีซั่นที่แล้วก็ทำแบบนี้
"คีรินเอ๊ยย! มาช่วยยายยกเตาไปให้ลูกค้าหน่อยเร็ว" เสียงหญิงวัยมีอายุเรียกให้เจ้าของชื่อรีบหันไปรับคำ
"ครับ!"
คีริน หรือ คีริน อัครสมบัติโชค ชื่ออันมีความหมายยิ่งใหญ่ที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้ก่อนจากไป เด็กหนุ่มวัย 17 ตัวสูงถึง 170 แต่น้ำหนักกลับไม่ขึ้นมากไปกว่า 55 กิโลกรัมแม้จะกินมากเท่าไหร่ก็ตาม
ชีวิตวัย 17 ปีไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็ไม่สะดวกเท่าตอนที่แม่ยังอยู่ ตั้งแต่เกิดคีรินอยู่กับแม่ด้วยกันแค่สองคนมาตลอด ไปสวนสัตว์ เรียนโรงเรียนดี ๆ แม้กระทั่งเรียนเสริมสิ่งที่ชอบก็สามารถทำได้โดยไม่ขัดสน
จนกระทั่งคีรินวัย 15 แม่ก็จากไปด้วยโรคร้ายที่เจ้าตัวไม่ยอมเข้ารับการรักษาเอง ญาติที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนต่างออกหน้าขอจัดการสมบัติให้โดยที่คีรินไม่มีแม้แต่สิทธิเสียงที่จะคัดค้านแม้พินัยกรรมจะเป็นชื่อตนก็ตาม
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เหมือนว่าแม่จะฝากพินัยกรรมไว้ถูกคน เพราะพอญาติแบ่งสมบัติกันไปหมดแล้ว ทนายก็กลับมาหาคีรินพร้อมเงินในสมุดบัญชีอีกก้อนหนึ่ง และเงินก้อนนั้นก็ทำให้คีรินได้มาอยู่กับเหล่าป้า ๆ น้า ๆ และย้ายมาเรียนที่นี่
จากห้องคอนโดหรูมีลิฟต์ ตอนนี้กลายเป็นห้องเช่าไม่กี่สิบตาราง ครั้งแรกที่มาถึงคีรินก็ไม่กล้าแม้แต่จะออกไปไหนด้วยซ้ำ ข้าวปลาก็ได้กินเพราะคุณทนายเอามาส่งให้ทุกเย็น
เวลาผ่านไปผู้ใหญ่ที่อยู่ที่นี่ก็ค่อย ๆ เข้าหาคีรินด้วยความสงสาร จนได้มารู้ทีหลังว่าตึกห้องเช่าทั้งหลังเป็นของแม่คุณทนาย และตอนนี้คีรินก็อาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นปีแล้ว ทั้งยังสนิทกับทุกคนที่นี่มากเลยทีเดียว
"เหนื่อยรึยัง ถ้าเหนื่อยก็ไปนั่งตากพัดลมตรงนู้นไปลูก" คุณยายเจ้าของหอเข้ามาเช็ดเหงื่อข้างขมับให้ ก่อนจะเอ่ยบอกอย่างใจดี
"คีไหวน่า ยายเถอะไหวไหม วันนี้ลูกค้าเข้าร้านเยอะ" เขาถามพร้อมเอนหัวไปพิงหน้าท้องนุ่มของคนตรงหน้าก่อนจะแอบไถหัวเช็ดเหงื่อเนียน ๆ
"ไอ้เด็กทะเล้นนี่ แล้วหนังสือหนังหาล่ะ อ่านรึยัง ไอ้ไม้เอกไม้โทนั่นบอกยายว่าช่วงนี้โรงเรียนใกล้สอบ"
"ไม้เอกบอกยายแบบนั้นหรอ วันนี้ยังเห็นโดดเรียนไปออดิชั่นอยู่เลย"
ไม้เอกเป็นเพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกันตอนที่คีรินย้ายโรงเรียนมาที่นี่ แม้ไม่ได้ถึงขั้นเป็นเพื่อนสนิท แต่เพราะบ้านอยู่ละแวกเดียวกันเลยทำให้ได้เจอกันอยู่บ่อย ๆ
ทั้งกิจกรรมที่เขากับไม้เอกทำประจำก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำด้วยกันได้ เลยทำให้นอกจากทักกันบ้างครั้งคราว ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษอีก
"ที่มันเต้นโหยง ๆ อยู่ทุกวันน่ะเหร๋อ"
"ใช่ครับ ถ้าไม้เอกผ่านยายต้องรีบไปขอลายเซ็นมันนะ เผื่อดังเราก็เอาไปขายได้หลายตังค์เลย"
โป๊ก!
พอเขาพูดจบยายก็ยกมือมาเขกหัวเขาเบา ๆ ก่อนจะกลับไปเช็กบิลลูกค้าที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับแล้ว
คีรินก้มมองนาฬิกาข้อมือราคาหลักร้อยที่คุณน้าข้างบ้านซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อต้นปี พอเห็นว่าเป็นเวลาที่ร้านปิดแล้วก็เคลียร์เก็บของในครัวให้สะอาด เสร็จก็เอนตัวส่องไปทางหน้าร้านว่ามีลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีก็เตรียมตัวที่จะกลับห้องไปอาบน้ำนอน
หลังถอดผ้ากันเปื้อนวางที่ประจำ คีรินก็กลับมาอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงวอร์มขายาวที่ใส่มาช่วยงานวันนี้ แต่พอจะเดินไปบอกยายว่าตนเก็บในครัวหมดแล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในร้านเสียอย่างนั้น
"ร้านปิดแล้วหรอครับ?" คนที่สวมหมวกสีดำด้านหน้าเอ่ยถามตอนที่คีรินกำลังจะเดินไปปิดประตูหน้าร้าน
"ครับ? อ๋อ ตอนนี้ครัวปิดแล้วครับ ของก็หมดแล้ว ขอโทษด้วยนะครับ" เขาเอ่ยพร้อมก้มหัวขอโทษลูกค้า ซึ่งฝ่ายนั้นก็หันไปคุยกันเหมือนกำลังปรึกษาอะไร ก่อนจะหันกลับมาถามเขาอีกครั้ง
"แถวนี้มีร้านไหนที่ยังเปิดอยู่ไหม"
คีรินไม่ต้องใช้เวลาคิดคำตอบเลยด้วยซ้ำ เพราะร้านอาหารแถวนี้มีแค่ร้านนี้เท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่จะตอบกลับไป ยายที่เมื่อครู่ยังวุ่นกับการคำนวณบัญชี ตอนนี้กลับมาโผล่ข้างหลังเขาแล้วเสียอย่างนั้น
"เข้ามาสิพ่อหนุ่ม"
"โอ๊ยยาย! ตกใจหมดเลย แต่ของในครัวหมดแล้วนะ.."
"โอ๊ย ๆ นี่ลูกค้าประจำชอบมาตอนร้านใกล้ปิดแบบนี้แหละ เอ็งกลับไปอาบน้ำนอนได้แล้วไป เดี๋ยวยายรับกลุ่มนี้เอง" ว่าแล้วยายก็เปิดประตูหน้าร้านกวักมือเรียกให้กลุ่มคนสี่ห้าคนหน้าร้านเข้าไปข้างใน ก่อนจะดันหลังเขาให้ออกมาข้างนอกแทน
"อะไรของยาย ของก็หมดจะเอาอะไรไปขายให้ลูกค้า" เขาบ่นออกมาก่อนจะเดินตามทางกลับบ้านอย่างชำนาญทาง
ระหว่างทางก็แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อขนมแมวเลียเพราะอันสุดท้ายพึ่งหมดไปเมื่อวาน พอเดินออกมาหน้าร้านก็เห็นแมวพันธุ์สีส้มลายปลานิลตัวอ้วนกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เป็นถึงลูกเจ้าของร้านสะดวกซื้อแต่กลับมารอขนมจากเด็กหาเช้ากินค่ำอย่างเขาเนี้ยนะ!
"เหมี๊ยวว~"
ก็ได้! เห็นว่าน่ารักหรอก แถมพี่สาวที่เป็นเจ้าของก็ยังสวยอีกด้วย
หลังให้เสร็จแมวลายปลานิลก็เดินหนีสะบัดก้นกลับบ้านไปแบบที่ไม่หันกลับมามองอีก คีรินถึงได้ลุกขึ้นตรงกลับบ้านเหมือนกัน
พอเข้ามาในห้องอันดับแรกก็ถอดรองเท้าวางบนชั้น เอากระเป๋าเป้ไปวางไว้บนโต๊ะทำการบ้าน ส่วนตัวเองก็หายเข้าไปในห้องน้ำเพราะเหนียวตัวจากเหงื่อ
อาบเสร็จออกมาก็มานั่งอ่านหนังสือทบทวนอีกรอบ รู้ตัวอีกทีก็เข้าเช้าวันใหม่ ไฟในห้องถึงดับลงเพราะเจ้าของห้องเข้าสู่ห้วงนิทรา
ช่วงสายวันต่อมา
คีรินในชุดนักเรียนยังคงเดินทางไปโรงเรียนเหมือนทุกวัน หากวันไหนรีบก็จะใช้บริการรถสาธารณะ แต่ถ้าไม่รีบแบบวันนี้ เขาก็จะเดินหรือขี่จักรยานไปแทน
ระหว่างทางก็จะมีสายตาคอยจับจ้องอยู่เป็นประจำ แม้ไม่หันไปมองก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังต้องการรอขูดรีดอะไรบางอย่างจากตน
สุดท้ายคีรินก็ทนกับสายตาที่จ้องมาไม่ไหว หันขวับกลับไปมองแล้วล้วงกระเป๋าเป้เอาอาวุธออกมาสู้
แผล็บ ๆ ครืดดด~
เมื่อฝั่งที่จับจ้องราวขู่กรรโชกทรัพย์ได้ของที่ต้องการแล้ว ก็ส่งเสียงครืดคราดออกมาจากลำคอด้วยความพอใจ ทั้งลิ้นสากยังเลียขนมแมวเลียที่คีรินบีบให้
หลังกิจกรรมโดนขู่(?)ผ่านไป เขาก็มุ่งหน้าไปโรงเรียนได้อย่างสบายอารมณ์ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เดินเข้าประตูเงียบ ๆ เหมือนทุกที ก็มีเสียงกรี๊ดของนักเรียนหญิงดังขึ้นให้หันไปมอง
แต่คีรินก็หันไปมองแค่แวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะรีบหนีความวุ่นวายขึ้นห้องเรียนไปไม่ได้มองว่าใครเป็นคนที่ถูกรุม เพราะอีกไม่นานเดี๋ยวเพื่อนในห้องก็คุยกันให้ได้ยินเอง
"จริงหรอ! ฉันก็ได้ลายเซ็นพี่พาโวมาเหมือนกัน"
"ขนาดวงเดบิวต์มานานแล้วยังมีเสน่ห์ขนาดนี้เลย ไม่อยากจะคิดว่าถ้าเราเกิดทันตอนพวกพี่เขาเดบิวต์แรก ๆ"
นั่นไงล่ะ เขาบอกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องหยุดดู
วง full moon เป็นวงที่เดบิวต์มาตั้งแต่เขายังไม่เกิดด้วยซ้ำ ถ้าบอกแบบนั้นก็อาจฟังดูนาน แต่จริง ๆ เดบิวต์ก่อนเขาเกิดแค่ 9 เดือน แล้วพอเขาเกิดก็ตรงกับช่วงเวลาที่วงโด่งดังพอดี
วงที่ไม่ว่าจะปล่อยเพลงออกมาทั้งอัลบั้มเต็ม รีแพ็ค หรือกระทั่งโคฟเวอร์ ก็ยังมียอดวิวพุ่งทะลุทุกแพลตฟอร์ม แม้แต่ตอนนี้อายุวงจะเข้าสู่ปีที่ 18 แต่แฟนคลับก็ยังแน่นหนาจนหลายคนยอมรับและยกให้เป็นระดับตำนาน
ไอดอลของไอดอลอะไรเทือก ๆ นั้นละมั้ง
แม้แต่ตัวเขาที่ไม่ได้เกาะตามติดกระแสไอดอลตั้งแต่แม่จากไปก็ยังเคยได้ฟังเพลงของ full moon อยู่บ่อย ๆ
อีกทั้งหนึ่งสมาชิกในวงยังเป็นคนที่แม่เขาชอบแอบเปิดดูอยู่บ่อย ๆ เพราะง้้นเวลาคิดถึงแม่ เขาก็จะเปิดเพลงในอัลบั้มเดี่ยวของคนคนนั้นฟัง
"แล้วเรื่องที่ไม้เอกไปออดิชั่นมาเมื่อวานล่ะเป็นไงบ้าง"
"ถ้าไม้เอกได้เดบิวต์จริง ๆ แบบนี้ก็แปลว่าพวกเรามีเพื่อนเป็นคนดังน่ะสิ"
สองสาวขาเม้าท์ประจำห้องคุยกันได้ไม่เท่าไหร่ คนที่ถูกเอ่ยถึงอย่างไม้เอกก็เดินเข้ามา พร้อมกับกลุ่มเพื่อนเต้นบีบอยของเจ้าตัวที่ตามหลังมาอีก 2 คน
เท่าที่ฟัง ๆ มา คนอื่นต่างก็คาดเดาว่าสามคนนี้คงจับกลุ่มเป็นทีมเดียวกัน
"คีริน! อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกให้ไปหาที่ห้อง" ไม้เอกที่ตกเป็นเป้าสายตาขอคนในห้องตะโกนบอกเขาที่กำลังคิดเมนูมื้อเที่ยงจนเขาตกเป็นเป้าสายตาตามไปด้วยอีกคน
แล้วจะตะโกนบอกจากหน้าห้องให้คนมองเขาไปด้วยทำไมล่ะเฟ้ย
"อ๋อ อืม.. ไปเดี๋ยวนี้แหละ" ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นแล้วรีบเดินหลบออกมาทันที
ระหว่างทางเดินไปห้องพักครูที่ปรึกษา คีรินก็สังเกตเห็นว่ารอบสองข้างทางมีคนคอยจับกลุ่มชะเง้อคอมองอะไรบางอย่างอยู่ตลอด กระทั่งมาถึงหน้าห้องแล้วประตูถูกเปิดออกจากคนที่อยู่ด้านในพอดี เขาก็รู้ได้ทันทีว่าทำไมนักเรียนถึงมาเกาะชะเง้อมอง
"อ่า ผมฝากครูช่วยคิดอีกทีนะครับ" พูดจบเจ้าตัวก็กดหมวกลงมาปิดหน้าตัวเองแล้วเดินผ่านคีรินไป
"อ้าวคีรินมาแล้วหรอ มานั่งนี่สิ" ครูที่ปรึกษาเอ่ยทัก หลังเห็นว่าคีรินเข้ามาในห้องแล้ว
"ครับ"
"เรื่องลงแข่งร้องเพลง.."
"ไม่ครับ" ยังไม่ทันที่ครูจะพูดจบเขาก็เอ่ยปฏิเสธน้ำเสียงเด็ดขาดทันที เหลือแค่ยกมือขึ้นมาทำกากบาทเป็นตัวเอ็กซ์
"โถ่ คิดสักหน่อยสิคีรินลูกก"
"ผมลงหมวดคณิตไปแล้วครับ หลังจากนั้นก็ไม่มีเวลาว่างแล้ว" เขายกเหตุผลนี้ออกมาบอกเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
เรื่องของเรื่องคือที่ปรึกษาต้องการให้เขาลงร้องเพลงเป็นตัวแทนในหมวดสาขานาฏศิลป์ เพราะคำขอร้องจากครูนาฏศิลป์อีกที แต่เนื่องจากเขามีเวลาเตรียมตัวให้เพียงแค่ 1 หมวดเท่านั้น ทั้งปีนี้เขายังลงแข่งของหมวดคณิตศาสตร์ไปแล้วอีกด้วย เลยทำให้ไม่สามารถรับลงแข่งอะไรได้อีก
ส่วนเวลาอื่นเขาก็จัดสรรไปเป็นเวลาช่วยงานคุณยายเจ้าของหอที่ร้านอาหาร เวลาอ่านหนังสือทวนรอบดึก และเวลาให้อาหารแมวจรที่เป็นแมวคนรวยปลอมตัวมาหลอกกินฟรีอีกที
"งั้นลงแข่งรายการ-" ที่ปรึกษาทำท่าจะไม่ยอม อย่างน้อยไม่ได้อันนี้ก็ต้องได้อย่างอื่น!
"ไม่ได้แล้วครับ เวลาผมเต็มหมดแล้ว ขอบคุณที่แนะนำ แล้วก็ผมขอตัวก่อนนะครับ"
แต่ก็นะในเมื่อคนตรงหน้าเป็นคีรินที่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ ตามแบบแผนเดิม ๆ วนลูปทุกวัน ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแต่กลับชอบท้าทายหากมีโอกาส ซึ่งถ้าให้สรุปก็คงเป็นคนที่มีนิสัยชอบทำตามใจตัวเองเป็นหลักนั่นแหละ
หลังคีรินออกไปทั้งที่ในหัวคิดไปด้วยว่ามื้อเที่ยงวันนี้จะเจอเจ้าถิ่นประจำโรงอาหารมาข่มขู่เอาขนมแมวเลียอีกไหม ที่ปรึกษาในห้องก็แทบตัวไหลร้องไห้ไปกับเก้าอี้ที่ไม่สามารถโน้มน้าวคีรินได้
โดยที่ในมือยังถือนามบัตรของทีมงานรายการ Talented 101 เอาไว้..
tbc
ฮรุก สวัสดีค่าา วันนี้ฟจ.ขอเสนอรายการเฟ้นหาไอดอลอย่าง talented 101 นักอ่านเองก็ส่งใบสมัครมาได้นะคะ 5555555
เรื่องนี้เป็นแนวไอดอล+ชีวิตประจำวันค่ะ เนื้อเรื่องจะดำเนินไปช้าแบบที่ฟจ.พยายามจะใส่ทุกรายละเอียดที่ตัวเอกเจอ (สนองนี้ดตัวเอง)
อีกอย่างคือด้วยความที่เป็นแนวไอดอล เลยทำให้ฟจ.อาจอ้างอิงเพลงของศิลปินมาใช้โดยให้เครดิตท้ายตอนนะคะ ใครที่หาเพลงฟังหรือมีเพลงแนะนำสามารถเอามาแบ่งกันได้นะคะ
นิยายเรื่องนี้ปกติอัพวันเว้นวันค่ะ แต่มีให้ซื้อตอนอ่านล่วงหน้าในบ้านรอร.นะคะ
สุดท้ายนี้ฝากเอ็นดูน้องคีรินหน่อยนะคะ ♡
ป.ล. ปกมีพัซเซิลให้ไปเดากันเล่นๆได้นะคะเบ่บี๋ย์!
หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ♡
ไม้เอกเพื่อนยาก
ตอนที่ 2
(ยังไม่แก้คำผิด)
ร่างผอมโปร่งนั่งยองบีบแมวเลียให้แมวสามสีข้างตึกที่หลังอิ่มก็เป็นเหมือนเดิมอยู่ทุกครั้ง นั่นคือการสะบัดตูดหนี แล้วปล่อยให้หน้าที่การเก็บกวาดไปทิ้งเป็นของเขา
เมื่อให้ของเส้นไหว้เจ้าถิ่นเสร็จก็ถึงเวลาที่เขาต้องไปหาอะไรลงท้องบ้างแล้ว
"ป้าครับเอาถ้วยนี้ครับ" เขาชี้ไปที่ถ้วยสีชมพูซึ่งก็สีชมพูทุกใบ และแน่นอนว่าป้าเจ้าของร้านก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าอันไหน เพราะป้าเองก็สุ่มหยิบขึ้นมาเหมือนกัน..
"ราดเลยไหมลูก น้ำน้อย ๆ เหมือนเดิมเนอะ"
"ครับผม"
ราดหน้าหมี่กรอบที่วันนี้ก็ถูกเลือกเช่นเคย และที่ขอน้ำน้อยก็เพราะเหลือพื้นที่ให้กับน้ำจิ้มที่ถูกเจือจางผ่านน้ำมาอีกที
มื้อเที่ยงกับราดหน้าหมี่กรอบก็ไม่มีอะไรหวือหวาเหมือนทุกวัน..
แน่ใจหรือว่าเหมือนทุกวัน..
"เอาหมึกกรอบปะ แม่งเหนียวเหมือนตอนไก่เคี้ยวหนังยาง" เพื่อนไม้เอกที่ชื่อนิวหรือทิวอะไรสักอย่างบ่นออกมา
แต่หมึกกรอบมันไม่เหมือนหนังยางสักหน่อย
ย้อนไปเมื่อสองนาทีก่อน ตอนที่เขากำลังตักลูกชิ้นแป้งผสมเนื้อปลาเข้าปากประเดิมคำแรก จู่ ๆ ก็มีผู้ชายสามคนมายืนข่มอยู่ฝั่งตรงข้าม พอเงยหน้าขึ้นมองปากก็พลั้งถามออกไปว่าสนใจนั่งด้วยกันไหม
ผลเลยออกมาอย่างที่เห็น
"กูเห็นด้วยกับไอ้ทิว ผัดพริกแกงมึงเผ็ดกว่าปกติปะเอก ของกูผัดปลาดุกเผ็ดฉิบหาย"
อ๋อ เพื่อนคนนี้ชื่อทิวสินะ
"ก็เผ็ดปกตินะ คีลองชิมเปล่า" ไม้เอกหันไปตอบเพื่อนก่อนจะยื่นช้อนตัวเองที่ตักเนื้อปลาเอาไว้ในช้อนแล้วมาจ่อปากเขา
"อ่า ไม่ดีกว่า เกรงใจ" เขาเอ่ยปฏิเสธแต่ก็ดูเหมือนไม้เอกไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อ
"โถ่คนกันเองแค่นี้" คนกันเองบ้าอะไรล่ะ ขนาดกับคุณยายที่สนิทใจมากกว่านี้เขายังไม่เคยใช้ช้อนอันเดียวกันเลย แล้วนี่ให้มากินช้อนเดียวกับเพื่อนที่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นอีก ไม่ว่าคิดยังไงมันก็ดูแปลกไม่ใช่หรอ
"วันนี้งดปลาเป็นเพื่อนสีเทา ไม้เอกกินเลย ๆ" ว่าแล้วเขาก็ดันมือที่ยื่นมาให้วกกลับเข้าปากตัวเองไป
เฮ้อ รอดแล้วเรา
"คีรินไปหมวดคณิตใช่ปะ เสียดายปีนี้ทำไมไม่ลงร้องเพลง" ไม้เอกถามระหว่างที่พวกเขาทั้งสี่คนเดินเอาจานไปเก็บหน้าร้านข้าวที่ไปซื้อมา
"จริง เสียงร้องเพลงเมื่อปีที่แล้วยังลืมไม่ลง เสียดายที่ไม่ได้เห็นอีก ครูดนตรีทำอะไรอยู่วะ!!" ทิวตะโกนถามออกมาด้วยความอยากแกล้งเล่น
แต่ดันมีเสียงตอบกลับมาจริง ๆ "กูให้ที่ปรึกษาไปคุยแล้ว กูถึงโดนปฏิเสธมาเนี้ย" ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ครูดนตรีที่ทิวเอ่ยถึงนั่นแหละ
"อุ๊ย! โทษครับจารย์" ทิวเขาเอ่ยพร้อมกับพวกเขาทั้งสี่ที่ยกมือไหว้ปรก ๆ
พอครูหันไปคุยกับสามคนนั้นเขาก็ค่อย ๆ เฟดตัวออกมาเรื่อย ๆ กระทั่งพ้นระยะสายตาแล้ว เขาก็รีบวิ่งปรู้ดหนีออกมาทันที พอดีกับที่ได้ยินเสียงครูดนตรีเอ่ยประโยคที่ได้ฟังจนแทบจะหลอนหูอยู่แล้วอย่าง
"ว่าแต่เราไม่สน.. เฮ้ย หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!"
ก็บอกว่าไม่ร้องไงครู!! อาจสงสัยว่าทำไมเขาถึงหลีกเลี่ยงการร้องเพลงขนาดนั้น และตอนนี้คำตอบก็อยู่ตรงหน้าแล้วเรียบร้อย..
ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง!
NAME : KIRIN A. (17)
RANK : C
VOCAL : B+
DANCE : F
VISUAL : B
ATTRIBUTE : ย้ำคิดย้ำทำ
point : 2
นั่นปะไรล่ะ! หน้าต่างสถานะที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่เขาเริ่มเห็นมันตั้งแต่ที่แม่จากไป ช่วงแรกที่เห็นก็ตื่นเต้นและใช้พอยท์อัพค่าสเตตัสกับเสียงร้องที่ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มั่นใจมากที่สุดไปจนหมด
แต่พอได้มาคิดทบทวนดี ๆ ก็พบว่าการจะเป็นอะไรพวกนี้ได้จะต้องมีเงินทุนระดับหนึ่งเพื่อไปเพิ่มทักษะอื่น ๆ ซึ่งกว่าจะรู้ว่ามันเป็นแค่ความคิดของคนขี้แพ้ ร่างกายที่เคยขยับเต้นได้ตามใจหวังก็เริ่มติดขัดแข็งทื่อไปเสียแล้ว
ช่วงเวลานั้นไหนจะที่ต้องปรับตัวกับที่อยู่ใหม่ โรงเรียนใหม่ และหลักสูตรที่เรียนให้ทันเพื่อน กว่าจะปรับตัวได้ นอกจากเสียงร้องแล้วเขาก็ไม่ค่อยมั่นใจในทักษะอื่น
คีรินเลยตัดจบที่พับเก็บสิ่งที่เคยชอบและมีความสุขกับมันเอาไว้ให้เหลือแค่ความทรงจำ แล้วหันมาโฟกัสให้กับอนาคตความก้าวหน้าในชีวิตแทน
แต่ทุกครั้งที่คีรินร้องเพลงสเตตัสตรงหน้าก็จะเด้งขึ้นมาตลอด หรือหากมีคนรอบข้างพูดอะไรเกี่ยวกับทักษะพวกนี้บ่อย ๆ หน้าต่างก็จะเปิดขึ้นมาเช่นกัน
และคีรินก็รู้มาอีกอย่างว่าเขาสามารถดูหน้าต่างสถานะของคนอื่นได้เช่นกัน เว้นก็แต่เงื่อนไขที่ต้องเสียเงินเพื่อดูนี่แหละ แต่ที่ผ่านมาคีรินไม่เคยเสียเงินดูเลยสักครั้ง
ถ้าจะเอาเงินไปจ่ายเพื่อดูหน้าต่างสถานะคนอื่น คีรินคิดว่าเอาไปซื้อแมวเลียไว้ถูกเจ้าถิ่นกรรโชกทรัพย์เสียยังดีกว่า
ตกบ่ายถึงเวลากลับบ้าน คีรินก็เดินตามทางที่มาเมื่อเช้าไม่รีบร้อน ระหว่างทางวันนี้ก็แวะซื้อเฉาก๊วยเป็นเครื่องดื่มคลายร้อน
วันนี้เป็นวันที่ไม่ต้องไปช่วยคุณยายที่ร้านเพราะพนักงานอยู่กันเยอะ ส่วนถ้าจะให้ไปหางานพิเศษทำเพิ่มเขาก็คิดว่าร่างกายจะหักโหมเกินไป
"โหห เกือบได้แล้วอ่ะ ใครมีอีกร้อยเหรียญไหม ครั้งสุดท้ายแล้ว"
"พวกเราเหลือแค่เงินค่ารถกลับบ้านแล้ว"
"งั้นก็เอาไว้คราวหน้าเนอะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ"
คีรินยืนมองกลุ่มเด็กประถมที่กำลังรู้สึกเสียดายเพราะตุ๊กตาพาดจะตกลงมาครึ่งตัว ก่อนจะยอมคว้าเหรียญในกระเป๋าตัวเองหยอดเพื่อดันให้ตุ๊กตาตกลงช่อง
พอเสียงเพลงจากตู้ดังขึ้นเพราะมีคนจับได้ กลุ่มเด็กพวกนั้นก็หันกลับมามองคีรินอย่างเสียดาย จนเขาเดินเข้าไปยื่นตุ๊กตาที่พึ่งได้มา ให้กับเด็กสักคนในกลุ่ม
"เอาไปเถอะพี่ให้ ไหนบอกจะให้เป็นของขวัญเพื่อนไง"
"ข ขอบคุณครับ!/ค่ะ!"
กลุ่มเด็กประถม 5-6 คนรีบเอ่ยขอบคุณเสียดังค์พอได้ยินว่าคีรินยกตุ๊กตาให้ ก่อนจะไปก็ยังมิวายหันกลับมาโบกมือลาคีรินอีกหลายครั้ง
เพล้ง!
"กูบอกมึงแล้วไงว่าไม่ให้ไป! ถ้ามึงจะไปเต้นแร้งเต้นกา มึงก็ออกไปจากบ้านกู!!"
เพราะวันนี้คีรินไม่มีสิ่งที่ต้องไปทำ ก็เลยเลือกเดินเอ้อระเหยอ้อมตึกลัดเลาะไปเรื่อย แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเห็นภาพที่ไม้เอกกำลังถูกพ่อทุบตีอยู่หน้าบ้านเช่นนี้
"พอแล้ว ลูกมันคงคิดได้แล้วแหละ บอกพ่อไปสิว่าจะไม่ไปแล้ว" และแม่ที่ดูเหมือนกำลังช่วย แต่นอกจากคำพูดก็ไม่ได้ขยับตัวไปจับพ่อหรือเข้ามาช่วยบังไม้เอก
คนในละแวกนี้ต่างรู้กันทั้งนั้นว่าพ่อไม้เอกเป็นพวกหัวโบราณ ต้องเรียนและรับราชการเพื่อที่จะได้สวัสดิการจากรัฐบาล และแม่ที่เป็นแม่บ้านก็ไม่กล้ามีปากมีเสียงด้วยสาเหตุแค่ใช้เงินจากผู้เป็นสามี
ก็น่าแปลกใจอยู่พอสมควรทั้งที่โตมากับสภาพแวดล้อมครอบครัวแบบนี้ แต่ไม้เอกก็ยังยิ้มได้ ร่าเริง แบบวัยรุ่นทั่วไป ออกจะไปทางมีพลังล้นเหลือด้วยซ้ำ
"เอกก็พูดอะไรหน่อยสิ!" แม่ที่ยังเข้าข้างช่วยพูดอยู่เมื่อครู่ พอเห็นไม้เอกไม่หือไม่อือก็เปลี่ยนมาตวาดแทนเสียอย่างนั้น
"สมองแบบมันคิดไม่ได้หรอก! มึงออกไปเลยนะ แล้วอย่าเอาอะไรที่ใช้เงินกูซื้อไปด้วย จะไปเร่ร่อนหรือจะไปตายที่ไหนก็ไม่ต้องติดต่อกูมาอีก!"
ปัง!
แล้วไม้เอกก็ถูกพ่อปิดประตูใส่หน้า แม่ที่ไม่แม้แต่จะเปิดออกมาดู ร่างกายฟกช้ำที่เห็นแค่บริเวณนอกร่มผ้าก็ทำเอาคีรินไม่อยากคิดเลยว่าที่ผ่านมาเจ้าตัวโดนมาขนาดไหน
"ไปกันเถอะ"
คีรินเข้าไปยืนด้านหลังของไม้เอกที่ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนพื้นถนนไม่กลัวว่าชุดนักเรียนจะสกปรกอย่างหมดอาลัย
จนไม้เอกเอาแขนออกจากหน้า คีรินถึงได้รู้ว่าตอนนี้อีกคนกำลังร้องไห้อยู่
รู้ตัวอีกทีคีรินก็เก็บไม้เอกกลับมาห้องของตัวเองจนได้.. ตอนแรกกะว่าแค่จะช่วยทำแผลแล้วปล่อยให้ไปพักบ้านพวกB1B2 แต่พอเห็นสภาพเหม่อลอยแล้ว จะปล่อยไปก่อนก็ได้ นอนคืนเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
"หามาได้แค่ฟูกนอนอันนี้ วันนี้ก็นอนนี่ก่อนแล้วกัน" เขาบอกหลังหอบผ้าปูที่นอน หมอน และผ้าห่มที่ไปขอจากคุณยายเจ้าของหอมาลงบนพื้นข้างเตียง
อันที่จริงเดิมเตียงในห้องปกติก็เป็นเตียง 6 ฟุตสำหรับนอนสองคนได้ แต่เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ย้ายมาที่นี่เขาอยู่คนเดียว ทั้งยังไม่ค่อยสบายใจที่พื้นที่ข้าง ๆ โล่งไม่มีคน ก็เลยไปขอคุณยายแล้วซื้อเตียงขนาด 3.5 ฟุตมาแทน
หลังได้อ่านทบทวนสิ่งที่เรียนวันนี้ รวมถึงทวนสิ่งที่ต้องไปแข่งของหมวดคณิตเสร็จ คีรินก็ปิดไฟที่โต๊ะแล้วย่องขึ้นเตียงทั้งที่เป็นห้องของตัวเอง
เสียงรถดังเข้ามาให้ได้ยินท่ามกลางความเงียบในห้อง ดวงตาตกนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองเพดานเพราะนอนไม่หลับ ก่อนจะมีเสียงหมดกำลังใจของไม้เอกที่คีรินคิดว่าหลับไปแล้วดังขึ้น
"มึงว่ากูคิดถูกไหมวะที่ไปออดิชั่น.."
"ถ้าทำไปแล้วก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง" ดีเสียอีกที่ได้ลองลงมือทำไปแล้ว แต่ก็คงดีได้กว่านี้ถ้าคนในครอบครัวสนับสนุน
"กูว่าจะไปลาออกจากโรงเรียน"
"ห้ะ!? ทำไมล่ะ ขอทุนเรียนก็ได้นี่ ไหนจะเวลาลงแข่งก็ได้เงินแยกต่างหาก ส่วนเรื่องที่พัก.." คีรินพอได้ยินว่าไม้เอกจะลาออกจากโรงเรียนก็กลัวว่าจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบจนต้องมาเสียใจทีหลังก็ชะโงกหน้าลงไปมองเพื่อน
"กูคิดดีแล้ว คิดมาตลอดหกชั่วโมงเลยนะเว้ย"
"นั่นคือนานแล้วหรอ มันจะมีผลไปตลอดชีวิตเลยนะ"
คีรินเข้าใจว่าที่ไม้เอกคิดแบบนี้เพราะไม่คิดจะกลับไปง้อที่บ้านจริง ๆ
"หลังลาออกก็คงไปหาพาร์ทไทม์ทำจ่ายค่าห้องเช่าระหว่างรอรายการเรียกเข้าแคมป์ หลังเข้าไปแล้วก็คงสบายไปช่วงหนึ่ง ถึงไม่ได้เดแต่ถ้าแสดงความสามารถเต็มที่ ก็คงได้เข้าสักสังกัด ถึงตอนนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที"
พอได้ฟังคีรินก็แทบอยากยกขาขึ้นมาก่ายหน้าผาก ไม้เอกมันคิดว่าการใช้ชีวิตวัย 17 ปีเพียงคนเดียวมันง่ายขนาดนั้นเลยรึไง
ต่อให้ทำงานพาร์ทไทม์อายุเท่านี้สูงสุดก็ทำได้แค่วันละ 12 ชั่วโมงตามกฎหมาย ได้มาก็คงพอแค่จ่ายค่าห้องเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงค่าอาหารหรือค่าอื่น ๆ ที่หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น
ขนาดเขาที่มีเงินก้อนสุดท้ายของแม่ ได้รับความช่วยเหลือจากหลายคนเขายังสะบักสะบอมจนเป๋ไปช่วงหนึ่งเลย
"มึงว่ากูต้องพยายามขนาดไหนถึงจะได้เดวะ.."
"งั้นก็มาอยู่ด้วยกันนี่แหละ เรื่องเรียนก็ไปปรึกษาที่ปรึกษาก่อนเผื่อเขามีทางออกที่ดีกว่านี้ช่วย ส่วนเรื่องรายการ ก็คงต้องฝึกตลอดจนกว่ามันจะผ่านไปได้นั่นแหละ"
สุดท้ายก็จบลงแบบนี้จนได้… ლ(◞‿◟ლ)
เอาเถอะ อย่างน้อยถ้าลาออกมาจริงก็ไม่ต้องกังวลทีหลังว่าอีกคนจะไปพักอยู่ที่ไหน อีกอย่างเขาก็ไม่ได้อึดอัดที่มีคนอย่างไม้เอกมาอยู่ร่วมห้องเพิ่มด้วย
เดี๋ยวรายการเรียกไป เขาก็ได้กลับมาอยู่คนเดียวแล้ว
"คี!! กูได้งานแล้วเว้ย! ทำร้านสะดวกซื้ออีกสองซอยถัดไป"
วันที่เก้าตั้งแต่ที่ไม้เอกลาออกจากโรงเรียนหลังคุยกับที่ปรึกษา วันที่ที่ปรึกษาถือจดหมายลาออกของไม้เอกไปหาพ่อกับแม่ที่บ้าน ทั้งคู่เซ็นให้แบบขอไปทีโดยที่ไม่แม้แต่จะถามที่ปรึกษาด้วยซ้ำว่าทำไมไม้เอกถึงไปลาออก
และไม้เอกก็จะมารอรับเขาที่หน้าโรงเรียนทุกวัน ทำเหมือนเขาเป็นเด็กไปได้..
"ยินดีด้วย" ส่วนเขาก็ตอบกลับแบบไม่ตื่นเต้นอะไร ก็ร้านนั้นเป็นร้านของคุณลุงชั้นสอง วันก่อนแกยังมาถามเขาอยู่เลยว่าไม้เอกตอนทำงานเป็นยังไง
"โหว ไม่รีเฟล็กซ์วัยรุ่นเลย งั้นมีอีกเรื่อง คราวนี้มึงตื่นเต้นแน่! รายการกำหนดการถ่ายทำอีพีแรกมาแล้ว อีกสองอาทิตย์ข้างหน้านี้เอง!!"
"อ๋อ" เรื่องนี้เขาก็รู้แล้วเช่นกันเพราะเพื่อนไม้เอกหรือพวกB1B2 เอามาคุยโวอวดในห้องวันนี้ตั้งแต่เช้า
"มึงนี่มัน งั้นเลี้ยงไอติมยินดีกับกูเลย" ว่าแล้วไม้เอกก็ลากแขนเข้าไปทางร้านชำหน้าโรงเรียนที่มีไอติมขายทันทีโดยที่ไม่ถามความเห็นเขาเลยสักนิด
แล้วมันหน้าที่อะไรที่เขาต้องเอาเงินที่แม่ทิ้งไว้ให้มาเลี้ยงเพื่อนผู้ชายตัวโตเหมือนหมา มื้อค่ำวันที่ผ่านมาก็ดีอยู่หรอกเพราะไปช่วยคุณยายที่ร้านแล้วคุณยายแบ่งกับข้าวให้กลับมากินที่ห้อง
แต่ก็คิดซะว่าเป็นค่าทำความสะอาดห้องก็แล้วกัน ถึงมันจะออกมาสภาพเละเทะดูไม่ต่างจากก่อนทำก็ตาม..
"เก็บกระเป๋าที่จะเอาไปแคมป์รายการรึยัง" คีรินถามเมื่อทั้งสองเข้ามาในห้องหลังไปช่วยงานที่ร้านคุณยายมา
"เก็บแล้ว"
คีรินมองตามมือไม้เอกชี้ที่ไปทางกระเป๋าเป้ใบเดียว ซึ่งนอกจากกางเกงในอันซึ่งเป็นส่วนตัวแล้ว ทั้งเสื้อและกางเกงล้วนเป็นของเขาทั้งนั้น..
"ขอยืมก่อนนะ ถ้ามีเงินแล้วจะซื้อมาคืน" ไม้เอกบอกพร้อมกุมมือยกขึ้นบริเวณหน้าอก ทำตาปิ๊ง ๆ เหมือนหมาเวลาต้องการอะไร
"เอาไปเถอะ"
"มึงนี่เพื่อนแท้จริง ๆ เลยคีเพื่อนรัก!!" พอเขาพูดจบไม้เอกก็โถมตัวเข้ามากอดทันที ซึ่งการที่เขาโดนผู้ชายด้วยกันมากอดแบบนี้มันก็แปลกนิดหน่อย
หมายถึงที่ผ่านมาเขาไม่เคยโดนใครกอดฟัดแบบนี้นอกจากแม่น่ะนะ
ตกดึกของวันเดียวกัน
"อ้าวคีเอาขยะลงมาทิ้งหรอ"
ระหว่างที่เอาถุงขยะลงถังก็มีเสียงคนคุ้นเคยที่นาน ๆ ทีเห็นกันเอ่ยทัก
"ครับพี่วาฬ ว่าแต่พี่พึ่งเลิกงานหรอ" คีรินหันไปตอบพร้อมเข้าไปช่วยอีกฝ่ายถือของ
"เออดิ พึ่งเลิกกองมา ว่าแต่อีกสองอาทิตย์ว่างปะ"
"ขอวันแน่ชัดเลยได้ไหมพี่ ผมจะได้ตัดสินใจถูก"
"วันศุกร์ช่วงเย็น แล้วก็อาจลากยาวจนวันอาทิตย์เลย แต่มีเวลาพักแยกให้ตลอดนะเว้ย เงินดีด้วย"
พอมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวคีรินก็ชั่งคิดชั่วครู่ว่าอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าตนว่างไหม ก่อนจะตอบตกลงออกไป
"งั้นก็ได้พี่ ยกของช่วยพี่เหมือนเดิมใช่ปะ" เขาถามย้ำรายละเอียดงานอีกครั้ง เพราะพี่ชายตรงหน้าจะมาชวนเขาไปทำงานด้วยตลอดหากเจอหน้ากันอย่างวันนี้ ที่ผ่านมานอกจากยกของแบกกล้องช่วยอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรหนักเกินไป
"งั้นเดี๋ยวใกล้ถึงวันพี่ไปเคาะห้องอีกที ว่าแต่ได้ยินว่าเก็บไม้เอกมาอยู่ด้วยหรอ"
"ครับพี่ ผมเวทนามันน่ะ"
"ฮะฮะ ดีแล้ว ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกพี่ได้ เด็กอยู่ด้วยกันสองคน คนในหอช่วยดูแลได้อยู่แล้ว" ว่าจบพี่วาฬก็ยกมือขึ้นตบลงบนหลังเขาด้วยแรงที่คิดว่าเบาของผู้ชาย
"ครับ"
tbc
ขอยาดเลยนะคะขอยาดด อยากพาน้องเข้ารายการแข่งละ แต่ถ้าไม่ปูก่อนเข้ารายการมันก็จะงงอ่ะดิ ฮืออ ฟืดดดด
หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ♡
อะไรนะผมหรอ
ตอนที่ 3
(ยังไม่แก้คำผิด)
เวลาสองอาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม้เอกก็ย้ายออกจากห้องเขาตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องไปซ้อมใหญ่ก่อนเข้าแคมป์กับพวกB1และB2
ส่วนพาร์ทไทม์ไม้เอกก็สามารถหยุดทำได้เลยเพราะแจ้งเจ้าของร้านเอาไว้ตั้งแต่วันสมัครแล้วว่าจะทำแค่สองอาทิตย์ ค่าจ้างก็รับเป็นรายวันมาตั้งแต่แรก
พอได้กลับมาอยู่คนเดียว คีรินก็อดที่จะรู้สึกว่าห้องมันเงียบลงไม่ได้เพราะปกติจะมีเสียงไม้เอกคอยถามเซ้าซี้อยู่ตลอดเวลา
และก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าตกใจเช่นกัน เพราะวันนี้ที่ที่เขากำลังจะไปช่วยงานพี่วาฬ เป็นกองถ่ายทำรายการ Talented 101 รอบออดิชั่น
"วันนี้คนเยอะหน่อยนะ แต่ไม่ต้องกลัวหรอก มีแต่คนที่เคยเห็นหน้ากันมาบ้างแล้วทั้งนั้น" วาฬบอกคีรินขณะที่กำลังขับรถมุ่งไปสถานที่ถ่ายทำ
วันนี้คีรินสวมเสื้อยืดแขนกุดสีขาวมีฮู้ดด้านหลัง เข้าคู่กับกางเกงยีนส์ขายาวพอดีตัวขยับทะมัดทะแมง พร้อมกับไอเทมแว่นสายตาสุดเชยที่ชอบหยิบมาใส่เวลาออกมาข้างนอก
ปกติก็ใส่คอนแทคเลนส์ได้แหละ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมเซ้นส์มันบอกว่าถ้าไม่ใส่แว่นจะมีเรื่องวุ่นวายตามมา
"ครับ"
"ว่าแต่ทำไมวันนี้ใส่แว่น เลิกใส่ไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ หรือมีอะไรพิเศษ"
"ผมอาจแค่ขี้เกียจใส่คอนแทคเลนส์ก็ได้ไหมพี่" พอคีรินตอบกลับแบบนั้น วาฬก็ส่งเสียงขำพอใจออกมาที่แหย่คนที่เอ็นดูเหมือนน้องชายได้
เมื่อมาถึงสถานที่ถ่ายทำคีรินก็ทำหน้าที่แบกกระเป๋าเลนส์กล้องสุดแพงอย่างระมัดระวังพร้อมหอบขาตั้งกล้อง
"กล้องหลักพร้อมกี่ตัว!/เช็คเด็กฝึกด้วย!!/โทรตามช่างแต่งหน้า!!/ผู้กำกับครับไมค์ยังมาไม่ครบ!!"
เพียงแค่เข้ามาข้างในสถานที่ถ่ายทำ เสียงดังของทีมงานก็ตะโกนคุยกันข้ามฝั่งไปมา ยิ่งคีรีนเห็นว่าเวทีตรงกลางใหญ่ขนาดไหนก็ยิ่งขยับเข้าไปใกล้วาฬมากขึ้นเพราะกลัวหลง
"ไอ้วาฬมึงมาดูนี่หน่อย พื้นที่แค่นี้พอถ่ายได้ไหม" พอวาฬปรากฏตัวได้ไม่นานก็มีคนรีบเข้ามาลากวาฬไปดูจุดที่ต้องทำวันนี้ทันที
สิ่งที่คีรินเห็นตรงหน้าคือเซ็ตอัพตู้ถ่ายรูปเหมือนที่ตั้งอยู่ในห้างพื้นที่กว้างขนาด 4 ตู้ เว้นก็แต่ตรงนี้เป็นคนถ่ายจริง ๆ ไม่ใช่เทคโนโลยี
"พอพี่ งั้นผมเซ็ตกล้องรอเลยนะ คีวางขาตั้งกล้องตรงนี้เลย" พอรู้แล้วว่าต้องทำอะไรตรงไหนวาฬก็ลงมือทันทีสมกับเป็นมืออาชีพ หน้าที่ของเขาหลังจากนี้คือคอยส่งสิ่งที่พี่วาฬขอก็พอ
"คีไปยืนตรงนั้น พี่จะลองกล้อง" พอจัดมุมได้คร่าว ๆ แล้ว วาฬก็ชี้ให้คีรินไปยืนหน้ากล้อง ซึ่งคีรินก็ทำตามทันทีเพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย
การลองกล้องที่ไม่ใช่แค่การไปยืนนิ่ง ๆ หน้ากล้อง แต่คือการหยิบชุดสูทยูนิฟอร์มของรายการขึ้นมาสวมทับ พร้อมผูกโบว์เล็ก ๆ ตรงคอปกเหมือนถ่ายจริง ๆ
เพราะเป็นการถ่ายชุดเดียวเลยต้องทำทุกอย่างตามเวลาที่มีจำกัด หากสีของภาพออกมาไม่ตรงปกตามที่ตาเห็น ทุกคนก็ต้องมาถ่ายใหม่ ก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทีมงานจะเตรียมสูทของทางรายการไว้ให้
แชะ แชะ แชะ
เสียงรัวชัตเตอร์ทีเดียวสามภาพทั้งที่คีรินยังไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมายืนสวมชุดหน้ากล้อง ก่อนวาฬจะก้มลงไปโฟกัสกับภาพที่ได้แล้วคิดว่าควรปรับตรงไหนบ้าง
คีรินต้องวนซ้ำยืนอยู่หน้ากล้องให้วาฬลองอยู่แบบนั้น กระทั่งเวลาผ่านไปเสียงคนด้านนอกก็เหมือนจะเยอะมากขึ้นกว่าตอนที่เขามาถึง
คีรินโผล่หัวชะเง้อออกไปดูว่าคนเยอะขนาดไหนก็ต้องตกตะลึง ตอนเห็นทีมงานก็ว่าเยอะแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีกลุ่มคนมากหน้าหลายตา ทั้งมีรังสีไอดอลฟุ้งรอบตัวและไม่มีเข้ามาอยู่ข้างในจนแสบตาไปหมด
ยิ่งคนเยอะความยุ่งเหยิงก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย
"คีไปขอสายเชื่อมจากพี่เรนนี่ให้หน่อย จำหน้าได้ไหมพี่เรนนี่ที่เจอเมื่อกี้"
"จำได้ครับ แล้วพี่จะเอาสายเชื่อมอะไร ผมต้องบอกพี่เขาว่ายังไง"
"บอกแค่ว่าพี่ขอ เดี๋ยวพี่เขาก็รู้เองว่าสายอะไร รีบมาด้วยนะข้างนอกคนคงเริ่มมาเยอะแล้ว พี่กลัวทีมงานคนอื่นดุเรา"
"ครับพี่" รับคำจบคีรินก็เดินออกมาจากตู้ถ่ายรูปแล้วเดินตามหาพี่เรนนี่ที่พี่วาฬให้มาขอสายเชื่อมทั้งที่ยังไม่ได้ถอดยูนิฟอร์มและหยิบแว่นกลับมาสวม
หรี่ตาเพ่งพยายามมองหาได้ไม่นานก็เห็นเพราะสีผมเป็นเอกลักษณ์ เว้นก็แต่ตอนนี้พี่เรนนี่กำลังคุยอะไรบางอย่างกับโปรดิวเซอร์อยู่
"เด็กฝึกมาทำอะไรตรงนี้คะทำไมไม่ไปรับสติ้กเกอร์ชื่อ" เสียงผู้หญิงดังขึ้นด้านหลังเขาขณะที่กำลังรอให้คนที่มาหาคุยธุระจบ ไม่แค่นั้นเขายังถูกมองมาด้วยสายตาดุอีกด้วย
"เอ่อ ผมไม่ใช่เด็กฝึกครับ ผมเป็นผู้ช่วย.."
"อย่ามาโกหกค่ะ พี่ไม่เล่นนะคะ ไปตรงนู้นเลยค่ะ ติดให้มองเห็นชื่อชัด ๆ ด้วยนะคะ แล้วก็รอแค่เวลาถ่ายทำ"
"พี่ครับ.. ผมไม่ใช่จริง ๆ ครั-"
"มีอะไรกัน" ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปฏิเสธอีก เสียงของพีดีหรือโปรดิวเซอร์รายการที่คุยกับพี่เรนนี่อยู่เมื่อครู่ก็หันกลับมาสนใจเขาที่กำลังโดนบ่น
"พีดีคะเด็กฝึกคนนี้โกหกว่าไม่ใช่เด็กฝึกค่ะ"
"อ้าวน้องคี มาตรงนี้ทำไมคะ หรือมีปัญหาอะไร" พี่เรนนี่เอ่ยทักทันทีพอเห็นว่าเป็นเขา ก่อนจะหันไปอธิบายกับพีดีข้างตัว
"อ๋อ น้องมาช่วยงานตากล้องถ่ายรูปน่ะค่ะ ไม่ใช่เด็กฝึกร่วมรายการ"
"ชื่ออะไรอายุเท่าไหร่" พีดีหันมาลูบปลายคางมองเขาอย่างสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถามออกมา ก่อนจะหันไปปัดมือไล่ให้ทีมงานที่เข้าใจผิดเขาเมื่อครู่ออกไป
"ครับ ผมชื่อคีริน ส่วนอายุ ปีนี้สิบเจ็บครับ"
"ร้องเพลงเป็นไหม? เต้น? ไหนลองหมุนตัวสิ?"
"ครับ?" เขาเอียงคอถามด้วยความสงสัย
"เรนนี่.." แต่เหมือนสิ่งที่เขาสงสัยมันจะไม่เร็วทันใจพีดี
"พี่ขออนุญาตนะคะน้องคี" เรนนี่เอ่ยขอแบบไม่รอให้คีรินตอบกลับอะไร เข้ามาเสยผมที่ปิดดวงตาเขาขึ้น
"เยี่ยม! นี่แหละ!" ซึ่งพอพีดีเห็นก็เปรยยิ้มกว้างออกมาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างในใจ
"พีดีคะ อย่าบอกนะคะว่าพีดีจะ.."
"ใช่! เอาไปแทนที่เลย เข้าไปให้คนครบก็พอ ไว้ไปตกรอบแรกก็ยังไม่สาย"
"แต่เราต้องถามน้องคีกับผู้ปกครองน้องก่อนนะคะ ไหนจะเรื่องโรงเรียนอีก ไม่ทันหรอกค่ะ"
"ยังไงก็ทัน เริ่มให้คนทำเรื่องตอนนี้เลย ช่วยกันหน่อยนะ ชื่อคีรินใช่ไหมเรา"
"ผมหรอครับ? แต่ผมมาช่วยงานทีมงานนะครับ ไม่ได้มาเพื่อร่วมรายการ.."
หลังใช้สมองอันงงงวยคิดประมวลว่าตอนนี้กำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน คีรินก็ได้รู้ว่าตอนนี้พีดีกำลังจะทำการ 'ยัด' ตัวเองเข้าไปในรายการทั้งที่ไม่ได้อยู่ในแพลนแต่แรก
"มีเบอร์ติดต่อผู้ปกครองไหม เดี๋ยวติดต่อไปเดี๋ยวนี้เลย" คือสิ่งแรกที่พี่ต้องถามคือผมครับไม่ใช่ครอบครัว..
"ผมเหลือตัวคนเดียวครับ"
"เยี่ยม! เฮ้ย ไม่ใช่แบบนั้น หมายถึง.. เสียใจด้วย ส่วนเรื่องโรงเรียนเดี๋ยวทางรายการติดต่อไปขอพักการเรียนให้เอง"
"คือ.."
"งั้นก็เอาตามนี้แหละ เห้ย ทีมงานตรงนั้นมาพาเด็กไปเปลี่ยนเสื้อข้างในแล้วแต่งหน้าใหม่หน่อย"
ฮัลโหล? เขายังมีสิทธิตัดสินใจกับตัวเองอยู่ไหม อย่าพูดเองเออเองตกลงเองอยู่คนเดียวสิวะ!
"ส่วนประวัติก็ไปเรียกทีมงานคนนั้นมา.."
2 ชั่วโมงต่อมา..
"กรอกประวัติในช่องที่ว่างก่อนนะคะ ส่วนสติ้กเกอร์ชื่อกำลังไปทำมาให้ใหม่ ระหว่างนี้ก็รอพี่กลับมาเรียกอีกทีค่ะ"
พี่เรนนี่คนเดิมวางแผ่นกระดาษและปากกาเอาไว้ตรงหน้าเขา ก่อนจะออกจากห้องไป
เมื่อได้อยู่ในห้องคนเดียว คีรินที่ถูกจับเปลี่ยนมาใส่ชุดเซ็ตกะลาสีคอปกกับกางเกงขาสั้นสีขาว พร้อมกับเส้นผมที่ถูกจับเซ็ตขึ้นเปิดให้เห็นใบหน้าที่ออกไปทางหล่อมากกว่าสวยหรือน่ารัก
คีรินมองตัวเองผ่านบานกระจกอยู่แบบนั้น ก่อนจะตั้งสติแล้วคิดว่าตนยอมเช่นนี้ดีแล้วหรือ
ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้ว่าหากตัวเองจะขัดขืนก็ย่อมทำได้ แต่ไม่รู้ทำไมปากถึงไม่กล้าเอ่ยปฏิเสธสิ่งที่พีดียื่นมาให้ แล้วไหนจะความรู้สึกดีแปลก ๆ ตอนที่ช่างแต่งหน้าเอ่ยชมผิวหน้าและชวนคุย
หรือจริง ๆ แล้วที่ผ่านมาเขาไม่เคยอยากทิ้งสิ่งที่เคยได้ทำร่วมกันกับแม่
ถ้าแม่ได้มาเห็นเขาตอนนี้แม่จะมีความสุขไหมนะ เพราะเขายังจำรอยยิ้มของแม่ตอนที่ฟังเขาร้องเพลงด้วยเนื้อร้องผิด ๆ ทำนองเพี้ยน ๆ ไม่ชัดเจน ไหนจะเต้นด้วยมัดกล้ามเนื้อของเด็กไม่กี่ขวบ
"ลองสักครั้งก็ได้วะ!"
การที่คีรินคิดถึงแม่เมื่อครู่ มีผลในการตัดสินใจหุนหันพลันแล่นทันที และนิ้วเรียวจับปากกาขึ้นมากรอกประวัติของตัวเอง เพื่อยืนยันว่าตนได้ตัดสินใจเข้าร่วมรายการ Talented 101 อย่างเป็นทางการ
Talented 101
ชื่อ : Banshee
วันเกิด : 01 / 01 / XXXX (17)
น้ำหนัก : 45 ส่วนสูง : 170
กรุ๊ปเลือด : O
ความสามารถ : ร้องเพลง
เหตุผลที่เข้าร่วมรายการ : …
คีรินมองกระดาษที่นอกจากชื่อและความสามารถแล้วเขาก็ต้องกรอกเองทุกอย่าง ยิ่งเหตุผลในการเข้าร่วมนี่..
เขาสามารถตอบได้ไหมว่าถูกพีดีจับยัดมา
อ๋อ คงไม่ได้สินะ..
หลังจากข้อนี้ก็เป็นคำถามที่เกี่ยวกับความฝัน และถามความคิดเห็นผ่านมุมมองของเด็กฝึกทั้งนั้น เขาก็จะตอบอย่างตรงไปตรงมาตามที่คิดก็แล้วกัน
แกร๊ก ~
"น้องคี ไม่สิ แบนชีกรอกข้อมูลเสร็จรึยังคะ" พี่เรนนี่เปิดประตูเข้ามาถามเมื่อเวลาผ่านไปพอประมาณ ก่อนจะอธิบายกฎของรายการให้ฟังคร่าว ๆ
Talented 101 เป็นรายการเซอร์ไวเวอร์เฟ้นหาเด็กฝึกและเดบิวต์ภายใต้สังกัด GHC ENT. โดยจำนวนสมาชิกแต่ละซีซั่นจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของพีดีและทีมงานไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้
และด้วยเงื่อนไขกฎหมายของทางรัฐบาลที่เป็นห่วงความปลอดภัยเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล จึงประกาศให้ไอดอล ศิลปิน ดารา หรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อ เป็นบุคคลสาธารณะห้ามใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงตนเด็ดขาด ให้เปลี่ยนมาใช้ชื่อนามแฝงหรือชื่อในวงการแทน
กลับกันหากเป็นกรณีที่บุคคลสาธารณะกระทำความผิดจริง กฎหมายข้อนี้ก็จะไม่เป็นโทษกับคนที่เปิดเผยข้อมูลของคนคนนั้น
แม้จะมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ยังมีคนรู้จักตัวตนจริง ๆ อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่เคยอยู่โรงเรียนเดียวกัน หรือแม้แต่ญาติที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเอง
ซึ่งในกรณีนั้น หากเจ้าตัวไม่ออกมาบอกว่าตนเดือดร้อนและฟ้องร้อง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทำให้แม้จะเป็นแค่รายการเซอร์ไวเวอร์ แต่เด็กฝึกทุกคนก็ต้องใช้นามแฝง ซึ่งปกติแล้วส่วนใหญ่ล้วนมีนามแฝงเป็นของตัวเองตั้งแต่ก้าวเข้าวงการ ยกเว้นก็แต่คีรินที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าชื่อแบนชีนี่มายังไง
"ชื่อนี้หมายความว่ายังไงหรอครับ"
"อ๋อ นามแฝงไง ชื่อในวงการอะไรเทือก ๆ นั้น พีดีเป็นคนตั้งให้เองเลยนะ" พี่เรนนี่ว่าด้วยน้ำเสียงที่ดูภูมิใจ
ซึ่งเขาไม่ได้ดีใจด้วยเลยแม้แต่น้อย..
"แล้วผมต้องถามพี่ด้วยไหมว่าต้องร้องเพลงอะไร"
"เรื่องนั้นคิดเองเลยค่า เราเข้ามาเป็นกรณีพิเศษเพราะงั้นเลยอนุโลมให้บอกทีมงานก่อนขึ้นแสดงได้เลย ส่วนเพลงก็มีเวลาให้คิดระหว่างรอทีมงานเรียกอีกที"
อ่า อย่างน้อยเขาก็มีเวลาเตรียมเพลงสินะ ถึงแม้จะมีเพลงที่มั่นใจคิดเอาไว้แล้วก็เถอะ แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือเรื่องเต้นนี่สิ
NAME : KIRIN A. (17)
RANK : C
VOCAL : B+
DANCE : F
VISUAL : B
ATTRIBUTE : ย้ำคิดย้ำทำ
point : 3
ไม่ว่าจะมองกี่ที มันก็น่าเวทนาจริง ๆ แหละ..
จำนวนพอยท์ที่เพิ่มมา 1 ก็เพราะฝึกร้องเพลงระหว่างกรอกประวัติส่วนตัว แต่มันก็เป็นแค่การฮึมฮัมไม่ได้ออกเสียงเต็มที่น่ะนะ
หรือเขาควรใช้ 3 พอยท์ในการเพิ่มสกิลเต้นดี.. แต่พอมาคิดอีกที เขาคิดว่าใช้อีกแบบคงจะดีกว่า
"เข้าไปหาที่นั่งได้เลยค่ะ หลังจากนั้นก็รอทีมงานแจ้งอีกที" พี่เรนนี่พาเขาเดินมาส่งจนถึงเส้นทางอุโมงค์เล็ก ๆ ที่จะพาไปยังเวทีหลัก ก่อนจะเอ่ยให้กำลังใจอีกครั้ง "สู้ ๆ ถ้าไม่ชอบจริง ๆ ก็ค่อยไปตกรอบแรกนะ!"
ขอบคุณครับพี่ ผมรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลยที่ได้รู้ว่าตัวเองมีกำหนดตกรอบแล้ว
เอาล่ะ ไหน ๆ ก็มีโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว มาลองทำให้เต็มที่ดูสักครั้งกันเถอะ!
tbc
หน้าต่างสถานะช่วงแรกจะไม่ได้มีบทบาทมากขนาดนั้นนะคะ เหมือนมาช่วยเสริมจุดที่คีรินขาดเรื่องระยะเวลาเท่านั้น ส่วนความสามารถร้องเต้นที่ดูเก่งเกินสถานะ ผลก็มาจากการย้ำคิดย้ำทำ 70% เลยค่ะ
หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ♡