โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เมื่อผมไม่ได้อยากเป็นไอดอล

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 19 พ.ค. 2567 เวลา 16.35 น. • fujizhaa
ก็แค่ไอดอลมันจะไปยากอะ- ยาก! ยากมาก! ปล่อยผมพักสัก 5 นาทีได้ไหมพี่!

ข้อมูลเบื้องต้น

'ซีซั่นใหม่เริ่มแล้ว!! Talented 101 กลับมาอีกครั้งกับซีซั่น 2 พร้อมให้เหล่าคนที่มีความสามารถเข้ามาแสดงศักยภาพ อีกทั้งหากติดอันดับเป็นผู้ชนะรายการยังจะได้เดบิวต์ภายใต้บริษัท GHC ent. หรือต้นสังกัดของหนุ่ม ๆ Full moon'

รายการเฟ้นหาไอดอลที่จะทำให้ผู้ร่วมรายการสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ นอกจากนี้รายการยังมีการเปิดโหวตแสดงคะแนนแบบฟูลไทม์ และระบบพิเศษที่มีเพิ่มเข้ามาเพื่อซีซั่นนี้โดยเฉพาะ!!

คีริน อัครสมบัติโชค เด็กหนุ่มวัยเพียง 17 ปีที่เสียแม่ไปไม่นาน ทั้งยังถูกญาติมาเอาสมบัติไปจนหมด โชคดีสุดท้ายที่เหลืออยู่เห็นจะเป็นคุณทนายที่แม่ทำพินัยกรรมด้วย

หลังได้รับความช่วยเหลือจากทนาย ทำให้คีรินได้มาอาศัยอยู่ในห้องเช่าของคุณยายใจดี และเงินในสมุดบัญชีที่ทนายไม่ได้เปิดเผยออกไปต่อหน้าญาติคนอื่น

ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูมายังไง จากที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำอะไรนอกเหนือจากที่ทำอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้มันกลับ..

"เอ้า! กล้องจะบันทึกในอีก 3.."

"2.."

"1.."

"เริ่มถ่ายทำครับ!!"

ชิบผาย! ถ้าได้เริ่มแล้วจะปล่อยให้ผลลัพธ์ออกมาแย่ไม่ได้ ไหน ๆ ก็ถอยกลับไม่ได้แล้ว งั้นก็มาลุยให้ตายกันไปข้างกันเถอะ!

warning ⚠

rude / stalker / bully / body shaming / suicide

หลัก ๆ น่าจะประมาณนี้ค่ะ หากมีในตอนนั้นเพิ่มเติมฟจ.จะแจ้งเตือนไว้ต้นตอนเหมือนเดิมนะคะ ☆

อวดปกแบบเติม ๆ คับ (ภาพชัดดูได้ในทวิตเตอร์ (X) >> @fujuzha )

ก็แค่ไอดอลมันจะไปยากอะ- ยาก! ยากมาก! ปล่อยผมพักสัก 5 นาทีได้ไหมพี่!

แล้วก็มี FA แรกของเรื่องมาฝากด้วยย (กระซิบว่ามาจากนักวาดปกเรื่องนี้โดยตรง)

ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู

ชาบู ชาบู

ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู ชาบู

หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ

อารัมภบท

ตอนที่ 1

'ซีซั่นใหม่เริ่มแล้ว!! Talented 101กลับมาอีกครั้งกับซีซั่น 2 พร้อมให้เหล่าคนที่มีความสามารถเข้ามาแสดงศักยภาพ อีกทั้งหากติดอันดับเป็นผู้ชนะรายการยังจะได้เดบิวต์ภายใต้บริษัท GHC ent. หรือต้นสังกัดของหนุ่ม ๆ Full moon'

plamesan : รอติดตาม หวังว่าซีซั่นนี้จะสนุกเหมือนซีซั่นแรกนะ

chamomilecha : ขอแค่สปอนเซอร์เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็พอ เพราะของซีซั่นก่อนตอนนี้ยังอยู่ในห้องเก็บของบ้านฉันอยู่เลย

ㄴ gusdekdee : ของเราก็ค้างเยอะเหมือนกันค่ะ แต่ก็ยังดีที่เอาไปบริจาคได้

ㄴchamomilecha : ขอสถานที่ที่เอาไปบริจาคได้ไหมคะ

ㄴfunnylunee : สถานรับเลี้ยง chuchu ก็รับนะคะ เราพึ่งเอาไปวันนี้เลย

cinci : รุ่นพี่รับเชิญขอเป็นวงฟูลมูลนะทีมงาน!!

mummyArti : ฉันสนใจมากกว่าว่าใครได้เป็นพิธีกรหลัก

ㄴfrungfytime : รายการน่าจะปล่อยออกมาพรุ่งนี้ไหม ซีซั่นที่แล้วก็ทำแบบนี้

"คีรินเอ๊ยย! มาช่วยยายยกเตาไปให้ลูกค้าหน่อยเร็ว" เสียงหญิงวัยมีอายุเรียกให้เจ้าของชื่อรีบหันไปรับคำ

"ครับ!"

คีริน หรือ คีริน อัครสมบัติโชค ชื่ออันมีความหมายยิ่งใหญ่ที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้ก่อนจากไป เด็กหนุ่มวัย 17 ตัวสูงถึง 170 แต่น้ำหนักกลับไม่ขึ้นมากไปกว่า 55 กิโลกรัมแม้จะกินมากเท่าไหร่ก็ตาม

ชีวิตวัย 17 ปีไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็ไม่สะดวกเท่าตอนที่แม่ยังอยู่ ตั้งแต่เกิดคีรินอยู่กับแม่ด้วยกันแค่สองคนมาตลอด ไปสวนสัตว์ เรียนโรงเรียนดี ๆ แม้กระทั่งเรียนเสริมสิ่งที่ชอบก็สามารถทำได้โดยไม่ขัดสน

จนกระทั่งคีรินวัย 15 แม่ก็จากไปด้วยโรคร้ายที่เจ้าตัวไม่ยอมเข้ารับการรักษาเอง ญาติที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนต่างออกหน้าขอจัดการสมบัติให้โดยที่คีรินไม่มีแม้แต่สิทธิเสียงที่จะคัดค้านแม้พินัยกรรมจะเป็นชื่อตนก็ตาม

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เหมือนว่าแม่จะฝากพินัยกรรมไว้ถูกคน เพราะพอญาติแบ่งสมบัติกันไปหมดแล้ว ทนายก็กลับมาหาคีรินพร้อมเงินในสมุดบัญชีอีกก้อนหนึ่ง และเงินก้อนนั้นก็ทำให้คีรินได้มาอยู่กับเหล่าป้า ๆ น้า ๆ และย้ายมาเรียนที่นี่

จากห้องคอนโดหรูมีลิฟต์ ตอนนี้กลายเป็นห้องเช่าไม่กี่สิบตาราง ครั้งแรกที่มาถึงคีรินก็ไม่กล้าแม้แต่จะออกไปไหนด้วยซ้ำ ข้าวปลาก็ได้กินเพราะคุณทนายเอามาส่งให้ทุกเย็น

เวลาผ่านไปผู้ใหญ่ที่อยู่ที่นี่ก็ค่อย ๆ เข้าหาคีรินด้วยความสงสาร จนได้มารู้ทีหลังว่าตึกห้องเช่าทั้งหลังเป็นของแม่คุณทนาย และตอนนี้คีรินก็อาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นปีแล้ว ทั้งยังสนิทกับทุกคนที่นี่มากเลยทีเดียว

"เหนื่อยรึยัง ถ้าเหนื่อยก็ไปนั่งตากพัดลมตรงนู้นไปลูก" คุณยายเจ้าของหอเข้ามาเช็ดเหงื่อข้างขมับให้ ก่อนจะเอ่ยบอกอย่างใจดี

"คีไหวน่า ยายเถอะไหวไหม วันนี้ลูกค้าเข้าร้านเยอะ" เขาถามพร้อมเอนหัวไปพิงหน้าท้องนุ่มของคนตรงหน้าก่อนจะแอบไถหัวเช็ดเหงื่อเนียน ๆ

"ไอ้เด็กทะเล้นนี่ แล้วหนังสือหนังหาล่ะ อ่านรึยัง ไอ้ไม้เอกไม้โทนั่นบอกยายว่าช่วงนี้โรงเรียนใกล้สอบ"

"ไม้เอกบอกยายแบบนั้นหรอ วันนี้ยังเห็นโดดเรียนไปออดิชั่นอยู่เลย"

ไม้เอกเป็นเพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกันตอนที่คีรินย้ายโรงเรียนมาที่นี่ แม้ไม่ได้ถึงขั้นเป็นเพื่อนสนิท แต่เพราะบ้านอยู่ละแวกเดียวกันเลยทำให้ได้เจอกันอยู่บ่อย ๆ

ทั้งกิจกรรมที่เขากับไม้เอกทำประจำก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำด้วยกันได้ เลยทำให้นอกจากทักกันบ้างครั้งคราว ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษอีก

"ที่มันเต้นโหยง ๆ อยู่ทุกวันน่ะเหร๋อ"

"ใช่ครับ ถ้าไม้เอกผ่านยายต้องรีบไปขอลายเซ็นมันนะ เผื่อดังเราก็เอาไปขายได้หลายตังค์เลย"

โป๊ก!

พอเขาพูดจบยายก็ยกมือมาเขกหัวเขาเบา ๆ ก่อนจะกลับไปเช็กบิลลูกค้าที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับแล้ว

คีรินก้มมองนาฬิกาข้อมือราคาหลักร้อยที่คุณน้าข้างบ้านซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อต้นปี พอเห็นว่าเป็นเวลาที่ร้านปิดแล้วก็เคลียร์เก็บของในครัวให้สะอาด เสร็จก็เอนตัวส่องไปทางหน้าร้านว่ามีลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีก็เตรียมตัวที่จะกลับห้องไปอาบน้ำนอน

หลังถอดผ้ากันเปื้อนวางที่ประจำ คีรินก็กลับมาอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงวอร์มขายาวที่ใส่มาช่วยงานวันนี้ แต่พอจะเดินไปบอกยายว่าตนเก็บในครัวหมดแล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในร้านเสียอย่างนั้น

"ร้านปิดแล้วหรอครับ?" คนที่สวมหมวกสีดำด้านหน้าเอ่ยถามตอนที่คีรินกำลังจะเดินไปปิดประตูหน้าร้าน

"ครับ? อ๋อ ตอนนี้ครัวปิดแล้วครับ ของก็หมดแล้ว ขอโทษด้วยนะครับ" เขาเอ่ยพร้อมก้มหัวขอโทษลูกค้า ซึ่งฝ่ายนั้นก็หันไปคุยกันเหมือนกำลังปรึกษาอะไร ก่อนจะหันกลับมาถามเขาอีกครั้ง

"แถวนี้มีร้านไหนที่ยังเปิดอยู่ไหม"

คีรินไม่ต้องใช้เวลาคิดคำตอบเลยด้วยซ้ำ เพราะร้านอาหารแถวนี้มีแค่ร้านนี้เท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่จะตอบกลับไป ยายที่เมื่อครู่ยังวุ่นกับการคำนวณบัญชี ตอนนี้กลับมาโผล่ข้างหลังเขาแล้วเสียอย่างนั้น

"เข้ามาสิพ่อหนุ่ม"

"โอ๊ยยาย! ตกใจหมดเลย แต่ของในครัวหมดแล้วนะ.."

"โอ๊ย ๆ นี่ลูกค้าประจำชอบมาตอนร้านใกล้ปิดแบบนี้แหละ เอ็งกลับไปอาบน้ำนอนได้แล้วไป เดี๋ยวยายรับกลุ่มนี้เอง" ว่าแล้วยายก็เปิดประตูหน้าร้านกวักมือเรียกให้กลุ่มคนสี่ห้าคนหน้าร้านเข้าไปข้างใน ก่อนจะดันหลังเขาให้ออกมาข้างนอกแทน

"อะไรของยาย ของก็หมดจะเอาอะไรไปขายให้ลูกค้า" เขาบ่นออกมาก่อนจะเดินตามทางกลับบ้านอย่างชำนาญทาง

ระหว่างทางก็แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อขนมแมวเลียเพราะอันสุดท้ายพึ่งหมดไปเมื่อวาน พอเดินออกมาหน้าร้านก็เห็นแมวพันธุ์สีส้มลายปลานิลตัวอ้วนกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

เป็นถึงลูกเจ้าของร้านสะดวกซื้อแต่กลับมารอขนมจากเด็กหาเช้ากินค่ำอย่างเขาเนี้ยนะ!

"เหมี๊ยวว~"

ก็ได้! เห็นว่าน่ารักหรอก แถมพี่สาวที่เป็นเจ้าของก็ยังสวยอีกด้วย

หลังให้เสร็จแมวลายปลานิลก็เดินหนีสะบัดก้นกลับบ้านไปแบบที่ไม่หันกลับมามองอีก คีรินถึงได้ลุกขึ้นตรงกลับบ้านเหมือนกัน

พอเข้ามาในห้องอันดับแรกก็ถอดรองเท้าวางบนชั้น เอากระเป๋าเป้ไปวางไว้บนโต๊ะทำการบ้าน ส่วนตัวเองก็หายเข้าไปในห้องน้ำเพราะเหนียวตัวจากเหงื่อ

อาบเสร็จออกมาก็มานั่งอ่านหนังสือทบทวนอีกรอบ รู้ตัวอีกทีก็เข้าเช้าวันใหม่ ไฟในห้องถึงดับลงเพราะเจ้าของห้องเข้าสู่ห้วงนิทรา

ช่วงสายวันต่อมา

คีรินในชุดนักเรียนยังคงเดินทางไปโรงเรียนเหมือนทุกวัน หากวันไหนรีบก็จะใช้บริการรถสาธารณะ แต่ถ้าไม่รีบแบบวันนี้ เขาก็จะเดินหรือขี่จักรยานไปแทน

ระหว่างทางก็จะมีสายตาคอยจับจ้องอยู่เป็นประจำ แม้ไม่หันไปมองก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังต้องการรอขูดรีดอะไรบางอย่างจากตน

สุดท้ายคีรินก็ทนกับสายตาที่จ้องมาไม่ไหว หันขวับกลับไปมองแล้วล้วงกระเป๋าเป้เอาอาวุธออกมาสู้

แผล็บ ๆ ครืดดด~

เมื่อฝั่งที่จับจ้องราวขู่กรรโชกทรัพย์ได้ของที่ต้องการแล้ว ก็ส่งเสียงครืดคราดออกมาจากลำคอด้วยความพอใจ ทั้งลิ้นสากยังเลียขนมแมวเลียที่คีรินบีบให้

หลังกิจกรรมโดนขู่(?)ผ่านไป เขาก็มุ่งหน้าไปโรงเรียนได้อย่างสบายอารมณ์ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เดินเข้าประตูเงียบ ๆ เหมือนทุกที ก็มีเสียงกรี๊ดของนักเรียนหญิงดังขึ้นให้หันไปมอง

แต่คีรินก็หันไปมองแค่แวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะรีบหนีความวุ่นวายขึ้นห้องเรียนไปไม่ได้มองว่าใครเป็นคนที่ถูกรุม เพราะอีกไม่นานเดี๋ยวเพื่อนในห้องก็คุยกันให้ได้ยินเอง

"จริงหรอ! ฉันก็ได้ลายเซ็นพี่พาโวมาเหมือนกัน"

"ขนาดวงเดบิวต์มานานแล้วยังมีเสน่ห์ขนาดนี้เลย ไม่อยากจะคิดว่าถ้าเราเกิดทันตอนพวกพี่เขาเดบิวต์แรก ๆ"

นั่นไงล่ะ เขาบอกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องหยุดดู

วง full moon เป็นวงที่เดบิวต์มาตั้งแต่เขายังไม่เกิดด้วยซ้ำ ถ้าบอกแบบนั้นก็อาจฟังดูนาน แต่จริง ๆ เดบิวต์ก่อนเขาเกิดแค่ 9 เดือน แล้วพอเขาเกิดก็ตรงกับช่วงเวลาที่วงโด่งดังพอดี

วงที่ไม่ว่าจะปล่อยเพลงออกมาทั้งอัลบั้มเต็ม รีแพ็ค หรือกระทั่งโคฟเวอร์ ก็ยังมียอดวิวพุ่งทะลุทุกแพลตฟอร์ม แม้แต่ตอนนี้อายุวงจะเข้าสู่ปีที่ 18 แต่แฟนคลับก็ยังแน่นหนาจนหลายคนยอมรับและยกให้เป็นระดับตำนาน

ไอดอลของไอดอลอะไรเทือก ๆ นั้นละมั้ง

แม้แต่ตัวเขาที่ไม่ได้เกาะตามติดกระแสไอดอลตั้งแต่แม่จากไปก็ยังเคยได้ฟังเพลงของ full moon อยู่บ่อย ๆ

อีกทั้งหนึ่งสมาชิกในวงยังเป็นคนที่แม่เขาชอบแอบเปิดดูอยู่บ่อย ๆ เพราะง้้นเวลาคิดถึงแม่ เขาก็จะเปิดเพลงในอัลบั้มเดี่ยวของคนคนนั้นฟัง

"แล้วเรื่องที่ไม้เอกไปออดิชั่นมาเมื่อวานล่ะเป็นไงบ้าง"

"ถ้าไม้เอกได้เดบิวต์จริง ๆ แบบนี้ก็แปลว่าพวกเรามีเพื่อนเป็นคนดังน่ะสิ"

สองสาวขาเม้าท์ประจำห้องคุยกันได้ไม่เท่าไหร่ คนที่ถูกเอ่ยถึงอย่างไม้เอกก็เดินเข้ามา พร้อมกับกลุ่มเพื่อนเต้นบีบอยของเจ้าตัวที่ตามหลังมาอีก 2 คน

เท่าที่ฟัง ๆ มา คนอื่นต่างก็คาดเดาว่าสามคนนี้คงจับกลุ่มเป็นทีมเดียวกัน

"คีริน! อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกให้ไปหาที่ห้อง" ไม้เอกที่ตกเป็นเป้าสายตาขอคนในห้องตะโกนบอกเขาที่กำลังคิดเมนูมื้อเที่ยงจนเขาตกเป็นเป้าสายตาตามไปด้วยอีกคน

แล้วจะตะโกนบอกจากหน้าห้องให้คนมองเขาไปด้วยทำไมล่ะเฟ้ย

"อ๋อ อืม.. ไปเดี๋ยวนี้แหละ" ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นแล้วรีบเดินหลบออกมาทันที

ระหว่างทางเดินไปห้องพักครูที่ปรึกษา คีรินก็สังเกตเห็นว่ารอบสองข้างทางมีคนคอยจับกลุ่มชะเง้อคอมองอะไรบางอย่างอยู่ตลอด กระทั่งมาถึงหน้าห้องแล้วประตูถูกเปิดออกจากคนที่อยู่ด้านในพอดี เขาก็รู้ได้ทันทีว่าทำไมนักเรียนถึงมาเกาะชะเง้อมอง

"อ่า ผมฝากครูช่วยคิดอีกทีนะครับ" พูดจบเจ้าตัวก็กดหมวกลงมาปิดหน้าตัวเองแล้วเดินผ่านคีรินไป

"อ้าวคีรินมาแล้วหรอ มานั่งนี่สิ" ครูที่ปรึกษาเอ่ยทัก หลังเห็นว่าคีรินเข้ามาในห้องแล้ว

"ครับ"

"เรื่องลงแข่งร้องเพลง.."

"ไม่ครับ" ยังไม่ทันที่ครูจะพูดจบเขาก็เอ่ยปฏิเสธน้ำเสียงเด็ดขาดทันที เหลือแค่ยกมือขึ้นมาทำกากบาทเป็นตัวเอ็กซ์

"โถ่ คิดสักหน่อยสิคีรินลูกก"

"ผมลงหมวดคณิตไปแล้วครับ หลังจากนั้นก็ไม่มีเวลาว่างแล้ว" เขายกเหตุผลนี้ออกมาบอกเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

เรื่องของเรื่องคือที่ปรึกษาต้องการให้เขาลงร้องเพลงเป็นตัวแทนในหมวดสาขานาฏศิลป์ เพราะคำขอร้องจากครูนาฏศิลป์อีกที แต่เนื่องจากเขามีเวลาเตรียมตัวให้เพียงแค่ 1 หมวดเท่านั้น ทั้งปีนี้เขายังลงแข่งของหมวดคณิตศาสตร์ไปแล้วอีกด้วย เลยทำให้ไม่สามารถรับลงแข่งอะไรได้อีก

ส่วนเวลาอื่นเขาก็จัดสรรไปเป็นเวลาช่วยงานคุณยายเจ้าของหอที่ร้านอาหาร เวลาอ่านหนังสือทวนรอบดึก และเวลาให้อาหารแมวจรที่เป็นแมวคนรวยปลอมตัวมาหลอกกินฟรีอีกที

"งั้นลงแข่งรายการ-" ที่ปรึกษาทำท่าจะไม่ยอม อย่างน้อยไม่ได้อันนี้ก็ต้องได้อย่างอื่น!

"ไม่ได้แล้วครับ เวลาผมเต็มหมดแล้ว ขอบคุณที่แนะนำ แล้วก็ผมขอตัวก่อนนะครับ"

แต่ก็นะในเมื่อคนตรงหน้าเป็นคีรินที่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ ตามแบบแผนเดิม ๆ วนลูปทุกวัน ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแต่กลับชอบท้าทายหากมีโอกาส ซึ่งถ้าให้สรุปก็คงเป็นคนที่มีนิสัยชอบทำตามใจตัวเองเป็นหลักนั่นแหละ

หลังคีรินออกไปทั้งที่ในหัวคิดไปด้วยว่ามื้อเที่ยงวันนี้จะเจอเจ้าถิ่นประจำโรงอาหารมาข่มขู่เอาขนมแมวเลียอีกไหม ที่ปรึกษาในห้องก็แทบตัวไหลร้องไห้ไปกับเก้าอี้ที่ไม่สามารถโน้มน้าวคีรินได้

โดยที่ในมือยังถือนามบัตรของทีมงานรายการ Talented 101 เอาไว้..

tbc

ฮรุก สวัสดีค่าา วันนี้ฟจ.ขอเสนอรายการเฟ้นหาไอดอลอย่าง talented 101 นักอ่านเองก็ส่งใบสมัครมาได้นะคะ 5555555

เรื่องนี้เป็นแนวไอดอล+ชีวิตประจำวันค่ะ เนื้อเรื่องจะดำเนินไปช้าแบบที่ฟจ.พยายามจะใส่ทุกรายละเอียดที่ตัวเอกเจอ (สนองนี้ดตัวเอง)

อีกอย่างคือด้วยความที่เป็นแนวไอดอล เลยทำให้ฟจ.อาจอ้างอิงเพลงของศิลปินมาใช้โดยให้เครดิตท้ายตอนนะคะ ใครที่หาเพลงฟังหรือมีเพลงแนะนำสามารถเอามาแบ่งกันได้นะคะ

นิยายเรื่องนี้ปกติอัพวันเว้นวันค่ะ แต่มีให้ซื้อตอนอ่านล่วงหน้าในบ้านรอร.นะคะ

สุดท้ายนี้ฝากเอ็นดูน้องคีรินหน่อยนะคะ ♡

ป.ล. ปกมีพัซเซิลให้ไปเดากันเล่นๆได้นะคะเบ่บี๋ย์!

หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ♡

ไม้เอกเพื่อนยาก

ตอนที่ 2

(ยังไม่แก้คำผิด)

ร่างผอมโปร่งนั่งยองบีบแมวเลียให้แมวสามสีข้างตึกที่หลังอิ่มก็เป็นเหมือนเดิมอยู่ทุกครั้ง นั่นคือการสะบัดตูดหนี แล้วปล่อยให้หน้าที่การเก็บกวาดไปทิ้งเป็นของเขา

เมื่อให้ของเส้นไหว้เจ้าถิ่นเสร็จก็ถึงเวลาที่เขาต้องไปหาอะไรลงท้องบ้างแล้ว

"ป้าครับเอาถ้วยนี้ครับ" เขาชี้ไปที่ถ้วยสีชมพูซึ่งก็สีชมพูทุกใบ และแน่นอนว่าป้าเจ้าของร้านก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าอันไหน เพราะป้าเองก็สุ่มหยิบขึ้นมาเหมือนกัน..

"ราดเลยไหมลูก น้ำน้อย ๆ เหมือนเดิมเนอะ"

"ครับผม"

ราดหน้าหมี่กรอบที่วันนี้ก็ถูกเลือกเช่นเคย และที่ขอน้ำน้อยก็เพราะเหลือพื้นที่ให้กับน้ำจิ้มที่ถูกเจือจางผ่านน้ำมาอีกที

มื้อเที่ยงกับราดหน้าหมี่กรอบก็ไม่มีอะไรหวือหวาเหมือนทุกวัน..

แน่ใจหรือว่าเหมือนทุกวัน..

"เอาหมึกกรอบปะ แม่งเหนียวเหมือนตอนไก่เคี้ยวหนังยาง" เพื่อนไม้เอกที่ชื่อนิวหรือทิวอะไรสักอย่างบ่นออกมา

แต่หมึกกรอบมันไม่เหมือนหนังยางสักหน่อย

ย้อนไปเมื่อสองนาทีก่อน ตอนที่เขากำลังตักลูกชิ้นแป้งผสมเนื้อปลาเข้าปากประเดิมคำแรก จู่ ๆ ก็มีผู้ชายสามคนมายืนข่มอยู่ฝั่งตรงข้าม พอเงยหน้าขึ้นมองปากก็พลั้งถามออกไปว่าสนใจนั่งด้วยกันไหม

ผลเลยออกมาอย่างที่เห็น

"กูเห็นด้วยกับไอ้ทิว ผัดพริกแกงมึงเผ็ดกว่าปกติปะเอก ของกูผัดปลาดุกเผ็ดฉิบหาย"

อ๋อ เพื่อนคนนี้ชื่อทิวสินะ

"ก็เผ็ดปกตินะ คีลองชิมเปล่า" ไม้เอกหันไปตอบเพื่อนก่อนจะยื่นช้อนตัวเองที่ตักเนื้อปลาเอาไว้ในช้อนแล้วมาจ่อปากเขา

"อ่า ไม่ดีกว่า เกรงใจ" เขาเอ่ยปฏิเสธแต่ก็ดูเหมือนไม้เอกไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อ

"โถ่คนกันเองแค่นี้" คนกันเองบ้าอะไรล่ะ ขนาดกับคุณยายที่สนิทใจมากกว่านี้เขายังไม่เคยใช้ช้อนอันเดียวกันเลย แล้วนี่ให้มากินช้อนเดียวกับเพื่อนที่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นอีก ไม่ว่าคิดยังไงมันก็ดูแปลกไม่ใช่หรอ

"วันนี้งดปลาเป็นเพื่อนสีเทา ไม้เอกกินเลย ๆ" ว่าแล้วเขาก็ดันมือที่ยื่นมาให้วกกลับเข้าปากตัวเองไป

เฮ้อ รอดแล้วเรา

"คีรินไปหมวดคณิตใช่ปะ เสียดายปีนี้ทำไมไม่ลงร้องเพลง" ไม้เอกถามระหว่างที่พวกเขาทั้งสี่คนเดินเอาจานไปเก็บหน้าร้านข้าวที่ไปซื้อมา

"จริง เสียงร้องเพลงเมื่อปีที่แล้วยังลืมไม่ลง เสียดายที่ไม่ได้เห็นอีก ครูดนตรีทำอะไรอยู่วะ!!" ทิวตะโกนถามออกมาด้วยความอยากแกล้งเล่น

แต่ดันมีเสียงตอบกลับมาจริง ๆ "กูให้ที่ปรึกษาไปคุยแล้ว กูถึงโดนปฏิเสธมาเนี้ย" ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ครูดนตรีที่ทิวเอ่ยถึงนั่นแหละ

"อุ๊ย! โทษครับจารย์" ทิวเขาเอ่ยพร้อมกับพวกเขาทั้งสี่ที่ยกมือไหว้ปรก ๆ

พอครูหันไปคุยกับสามคนนั้นเขาก็ค่อย ๆ เฟดตัวออกมาเรื่อย ๆ กระทั่งพ้นระยะสายตาแล้ว เขาก็รีบวิ่งปรู้ดหนีออกมาทันที พอดีกับที่ได้ยินเสียงครูดนตรีเอ่ยประโยคที่ได้ฟังจนแทบจะหลอนหูอยู่แล้วอย่าง

"ว่าแต่เราไม่สน.. เฮ้ย หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!"

ก็บอกว่าไม่ร้องไงครู!! อาจสงสัยว่าทำไมเขาถึงหลีกเลี่ยงการร้องเพลงขนาดนั้น และตอนนี้คำตอบก็อยู่ตรงหน้าแล้วเรียบร้อย..

ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง!

NAME : KIRIN A. (17)

RANK : C

VOCAL : B+

DANCE : F

VISUAL : B

ATTRIBUTE : ย้ำคิดย้ำทำ

point : 2

นั่นปะไรล่ะ! หน้าต่างสถานะที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่เขาเริ่มเห็นมันตั้งแต่ที่แม่จากไป ช่วงแรกที่เห็นก็ตื่นเต้นและใช้พอยท์อัพค่าสเตตัสกับเสียงร้องที่ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มั่นใจมากที่สุดไปจนหมด

แต่พอได้มาคิดทบทวนดี ๆ ก็พบว่าการจะเป็นอะไรพวกนี้ได้จะต้องมีเงินทุนระดับหนึ่งเพื่อไปเพิ่มทักษะอื่น ๆ ซึ่งกว่าจะรู้ว่ามันเป็นแค่ความคิดของคนขี้แพ้ ร่างกายที่เคยขยับเต้นได้ตามใจหวังก็เริ่มติดขัดแข็งทื่อไปเสียแล้ว

ช่วงเวลานั้นไหนจะที่ต้องปรับตัวกับที่อยู่ใหม่ โรงเรียนใหม่ และหลักสูตรที่เรียนให้ทันเพื่อน กว่าจะปรับตัวได้ นอกจากเสียงร้องแล้วเขาก็ไม่ค่อยมั่นใจในทักษะอื่น

คีรินเลยตัดจบที่พับเก็บสิ่งที่เคยชอบและมีความสุขกับมันเอาไว้ให้เหลือแค่ความทรงจำ แล้วหันมาโฟกัสให้กับอนาคตความก้าวหน้าในชีวิตแทน

แต่ทุกครั้งที่คีรินร้องเพลงสเตตัสตรงหน้าก็จะเด้งขึ้นมาตลอด หรือหากมีคนรอบข้างพูดอะไรเกี่ยวกับทักษะพวกนี้บ่อย ๆ หน้าต่างก็จะเปิดขึ้นมาเช่นกัน

และคีรินก็รู้มาอีกอย่างว่าเขาสามารถดูหน้าต่างสถานะของคนอื่นได้เช่นกัน เว้นก็แต่เงื่อนไขที่ต้องเสียเงินเพื่อดูนี่แหละ แต่ที่ผ่านมาคีรินไม่เคยเสียเงินดูเลยสักครั้ง

ถ้าจะเอาเงินไปจ่ายเพื่อดูหน้าต่างสถานะคนอื่น คีรินคิดว่าเอาไปซื้อแมวเลียไว้ถูกเจ้าถิ่นกรรโชกทรัพย์เสียยังดีกว่า

ตกบ่ายถึงเวลากลับบ้าน คีรินก็เดินตามทางที่มาเมื่อเช้าไม่รีบร้อน ระหว่างทางวันนี้ก็แวะซื้อเฉาก๊วยเป็นเครื่องดื่มคลายร้อน

วันนี้เป็นวันที่ไม่ต้องไปช่วยคุณยายที่ร้านเพราะพนักงานอยู่กันเยอะ ส่วนถ้าจะให้ไปหางานพิเศษทำเพิ่มเขาก็คิดว่าร่างกายจะหักโหมเกินไป

"โหห เกือบได้แล้วอ่ะ ใครมีอีกร้อยเหรียญไหม ครั้งสุดท้ายแล้ว"

"พวกเราเหลือแค่เงินค่ารถกลับบ้านแล้ว"

"งั้นก็เอาไว้คราวหน้าเนอะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ"

คีรินยืนมองกลุ่มเด็กประถมที่กำลังรู้สึกเสียดายเพราะตุ๊กตาพาดจะตกลงมาครึ่งตัว ก่อนจะยอมคว้าเหรียญในกระเป๋าตัวเองหยอดเพื่อดันให้ตุ๊กตาตกลงช่อง

พอเสียงเพลงจากตู้ดังขึ้นเพราะมีคนจับได้ กลุ่มเด็กพวกนั้นก็หันกลับมามองคีรินอย่างเสียดาย จนเขาเดินเข้าไปยื่นตุ๊กตาที่พึ่งได้มา ให้กับเด็กสักคนในกลุ่ม

"เอาไปเถอะพี่ให้ ไหนบอกจะให้เป็นของขวัญเพื่อนไง"

"ข ขอบคุณครับ!/ค่ะ!"

กลุ่มเด็กประถม 5-6 คนรีบเอ่ยขอบคุณเสียดังค์พอได้ยินว่าคีรินยกตุ๊กตาให้ ก่อนจะไปก็ยังมิวายหันกลับมาโบกมือลาคีรินอีกหลายครั้ง

เพล้ง!

"กูบอกมึงแล้วไงว่าไม่ให้ไป! ถ้ามึงจะไปเต้นแร้งเต้นกา มึงก็ออกไปจากบ้านกู!!"

เพราะวันนี้คีรินไม่มีสิ่งที่ต้องไปทำ ก็เลยเลือกเดินเอ้อระเหยอ้อมตึกลัดเลาะไปเรื่อย แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเห็นภาพที่ไม้เอกกำลังถูกพ่อทุบตีอยู่หน้าบ้านเช่นนี้

"พอแล้ว ลูกมันคงคิดได้แล้วแหละ บอกพ่อไปสิว่าจะไม่ไปแล้ว" และแม่ที่ดูเหมือนกำลังช่วย แต่นอกจากคำพูดก็ไม่ได้ขยับตัวไปจับพ่อหรือเข้ามาช่วยบังไม้เอก

คนในละแวกนี้ต่างรู้กันทั้งนั้นว่าพ่อไม้เอกเป็นพวกหัวโบราณ ต้องเรียนและรับราชการเพื่อที่จะได้สวัสดิการจากรัฐบาล และแม่ที่เป็นแม่บ้านก็ไม่กล้ามีปากมีเสียงด้วยสาเหตุแค่ใช้เงินจากผู้เป็นสามี

ก็น่าแปลกใจอยู่พอสมควรทั้งที่โตมากับสภาพแวดล้อมครอบครัวแบบนี้ แต่ไม้เอกก็ยังยิ้มได้ ร่าเริง แบบวัยรุ่นทั่วไป ออกจะไปทางมีพลังล้นเหลือด้วยซ้ำ

"เอกก็พูดอะไรหน่อยสิ!" แม่ที่ยังเข้าข้างช่วยพูดอยู่เมื่อครู่ พอเห็นไม้เอกไม่หือไม่อือก็เปลี่ยนมาตวาดแทนเสียอย่างนั้น

"สมองแบบมันคิดไม่ได้หรอก! มึงออกไปเลยนะ แล้วอย่าเอาอะไรที่ใช้เงินกูซื้อไปด้วย จะไปเร่ร่อนหรือจะไปตายที่ไหนก็ไม่ต้องติดต่อกูมาอีก!"

ปัง!

แล้วไม้เอกก็ถูกพ่อปิดประตูใส่หน้า แม่ที่ไม่แม้แต่จะเปิดออกมาดู ร่างกายฟกช้ำที่เห็นแค่บริเวณนอกร่มผ้าก็ทำเอาคีรินไม่อยากคิดเลยว่าที่ผ่านมาเจ้าตัวโดนมาขนาดไหน

"ไปกันเถอะ"

คีรินเข้าไปยืนด้านหลังของไม้เอกที่ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนพื้นถนนไม่กลัวว่าชุดนักเรียนจะสกปรกอย่างหมดอาลัย

จนไม้เอกเอาแขนออกจากหน้า คีรินถึงได้รู้ว่าตอนนี้อีกคนกำลังร้องไห้อยู่

รู้ตัวอีกทีคีรินก็เก็บไม้เอกกลับมาห้องของตัวเองจนได้.. ตอนแรกกะว่าแค่จะช่วยทำแผลแล้วปล่อยให้ไปพักบ้านพวกB1B2 แต่พอเห็นสภาพเหม่อลอยแล้ว จะปล่อยไปก่อนก็ได้ นอนคืนเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

"หามาได้แค่ฟูกนอนอันนี้ วันนี้ก็นอนนี่ก่อนแล้วกัน" เขาบอกหลังหอบผ้าปูที่นอน หมอน และผ้าห่มที่ไปขอจากคุณยายเจ้าของหอมาลงบนพื้นข้างเตียง

อันที่จริงเดิมเตียงในห้องปกติก็เป็นเตียง 6 ฟุตสำหรับนอนสองคนได้ แต่เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ย้ายมาที่นี่เขาอยู่คนเดียว ทั้งยังไม่ค่อยสบายใจที่พื้นที่ข้าง ๆ โล่งไม่มีคน ก็เลยไปขอคุณยายแล้วซื้อเตียงขนาด 3.5 ฟุตมาแทน

หลังได้อ่านทบทวนสิ่งที่เรียนวันนี้ รวมถึงทวนสิ่งที่ต้องไปแข่งของหมวดคณิตเสร็จ คีรินก็ปิดไฟที่โต๊ะแล้วย่องขึ้นเตียงทั้งที่เป็นห้องของตัวเอง

เสียงรถดังเข้ามาให้ได้ยินท่ามกลางความเงียบในห้อง ดวงตาตกนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองเพดานเพราะนอนไม่หลับ ก่อนจะมีเสียงหมดกำลังใจของไม้เอกที่คีรินคิดว่าหลับไปแล้วดังขึ้น

"มึงว่ากูคิดถูกไหมวะที่ไปออดิชั่น.."

"ถ้าทำไปแล้วก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง" ดีเสียอีกที่ได้ลองลงมือทำไปแล้ว แต่ก็คงดีได้กว่านี้ถ้าคนในครอบครัวสนับสนุน

"กูว่าจะไปลาออกจากโรงเรียน"

"ห้ะ!? ทำไมล่ะ ขอทุนเรียนก็ได้นี่ ไหนจะเวลาลงแข่งก็ได้เงินแยกต่างหาก ส่วนเรื่องที่พัก.." คีรินพอได้ยินว่าไม้เอกจะลาออกจากโรงเรียนก็กลัวว่าจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบจนต้องมาเสียใจทีหลังก็ชะโงกหน้าลงไปมองเพื่อน

"กูคิดดีแล้ว คิดมาตลอดหกชั่วโมงเลยนะเว้ย"

"นั่นคือนานแล้วหรอ มันจะมีผลไปตลอดชีวิตเลยนะ"

คีรินเข้าใจว่าที่ไม้เอกคิดแบบนี้เพราะไม่คิดจะกลับไปง้อที่บ้านจริง ๆ

"หลังลาออกก็คงไปหาพาร์ทไทม์ทำจ่ายค่าห้องเช่าระหว่างรอรายการเรียกเข้าแคมป์ หลังเข้าไปแล้วก็คงสบายไปช่วงหนึ่ง ถึงไม่ได้เดแต่ถ้าแสดงความสามารถเต็มที่ ก็คงได้เข้าสักสังกัด ถึงตอนนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที"

พอได้ฟังคีรินก็แทบอยากยกขาขึ้นมาก่ายหน้าผาก ไม้เอกมันคิดว่าการใช้ชีวิตวัย 17 ปีเพียงคนเดียวมันง่ายขนาดนั้นเลยรึไง

ต่อให้ทำงานพาร์ทไทม์อายุเท่านี้สูงสุดก็ทำได้แค่วันละ 12 ชั่วโมงตามกฎหมาย ได้มาก็คงพอแค่จ่ายค่าห้องเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงค่าอาหารหรือค่าอื่น ๆ ที่หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น

ขนาดเขาที่มีเงินก้อนสุดท้ายของแม่ ได้รับความช่วยเหลือจากหลายคนเขายังสะบักสะบอมจนเป๋ไปช่วงหนึ่งเลย

"มึงว่ากูต้องพยายามขนาดไหนถึงจะได้เดวะ.."

"งั้นก็มาอยู่ด้วยกันนี่แหละ เรื่องเรียนก็ไปปรึกษาที่ปรึกษาก่อนเผื่อเขามีทางออกที่ดีกว่านี้ช่วย ส่วนเรื่องรายการ ก็คงต้องฝึกตลอดจนกว่ามันจะผ่านไปได้นั่นแหละ"

สุดท้ายก็จบลงแบบนี้จนได้… ლ(◞‿◟ლ)

เอาเถอะ อย่างน้อยถ้าลาออกมาจริงก็ไม่ต้องกังวลทีหลังว่าอีกคนจะไปพักอยู่ที่ไหน อีกอย่างเขาก็ไม่ได้อึดอัดที่มีคนอย่างไม้เอกมาอยู่ร่วมห้องเพิ่มด้วย

เดี๋ยวรายการเรียกไป เขาก็ได้กลับมาอยู่คนเดียวแล้ว

"คี!! กูได้งานแล้วเว้ย! ทำร้านสะดวกซื้ออีกสองซอยถัดไป"

วันที่เก้าตั้งแต่ที่ไม้เอกลาออกจากโรงเรียนหลังคุยกับที่ปรึกษา วันที่ที่ปรึกษาถือจดหมายลาออกของไม้เอกไปหาพ่อกับแม่ที่บ้าน ทั้งคู่เซ็นให้แบบขอไปทีโดยที่ไม่แม้แต่จะถามที่ปรึกษาด้วยซ้ำว่าทำไมไม้เอกถึงไปลาออก

และไม้เอกก็จะมารอรับเขาที่หน้าโรงเรียนทุกวัน ทำเหมือนเขาเป็นเด็กไปได้..

"ยินดีด้วย" ส่วนเขาก็ตอบกลับแบบไม่ตื่นเต้นอะไร ก็ร้านนั้นเป็นร้านของคุณลุงชั้นสอง วันก่อนแกยังมาถามเขาอยู่เลยว่าไม้เอกตอนทำงานเป็นยังไง

"โหว ไม่รีเฟล็กซ์วัยรุ่นเลย งั้นมีอีกเรื่อง คราวนี้มึงตื่นเต้นแน่! รายการกำหนดการถ่ายทำอีพีแรกมาแล้ว อีกสองอาทิตย์ข้างหน้านี้เอง!!"

"อ๋อ" เรื่องนี้เขาก็รู้แล้วเช่นกันเพราะเพื่อนไม้เอกหรือพวกB1B2 เอามาคุยโวอวดในห้องวันนี้ตั้งแต่เช้า

"มึงนี่มัน งั้นเลี้ยงไอติมยินดีกับกูเลย" ว่าแล้วไม้เอกก็ลากแขนเข้าไปทางร้านชำหน้าโรงเรียนที่มีไอติมขายทันทีโดยที่ไม่ถามความเห็นเขาเลยสักนิด

แล้วมันหน้าที่อะไรที่เขาต้องเอาเงินที่แม่ทิ้งไว้ให้มาเลี้ยงเพื่อนผู้ชายตัวโตเหมือนหมา มื้อค่ำวันที่ผ่านมาก็ดีอยู่หรอกเพราะไปช่วยคุณยายที่ร้านแล้วคุณยายแบ่งกับข้าวให้กลับมากินที่ห้อง

แต่ก็คิดซะว่าเป็นค่าทำความสะอาดห้องก็แล้วกัน ถึงมันจะออกมาสภาพเละเทะดูไม่ต่างจากก่อนทำก็ตาม..

"เก็บกระเป๋าที่จะเอาไปแคมป์รายการรึยัง" คีรินถามเมื่อทั้งสองเข้ามาในห้องหลังไปช่วยงานที่ร้านคุณยายมา

"เก็บแล้ว"

คีรินมองตามมือไม้เอกชี้ที่ไปทางกระเป๋าเป้ใบเดียว ซึ่งนอกจากกางเกงในอันซึ่งเป็นส่วนตัวแล้ว ทั้งเสื้อและกางเกงล้วนเป็นของเขาทั้งนั้น..

"ขอยืมก่อนนะ ถ้ามีเงินแล้วจะซื้อมาคืน" ไม้เอกบอกพร้อมกุมมือยกขึ้นบริเวณหน้าอก ทำตาปิ๊ง ๆ เหมือนหมาเวลาต้องการอะไร

"เอาไปเถอะ"

"มึงนี่เพื่อนแท้จริง ๆ เลยคีเพื่อนรัก!!" พอเขาพูดจบไม้เอกก็โถมตัวเข้ามากอดทันที ซึ่งการที่เขาโดนผู้ชายด้วยกันมากอดแบบนี้มันก็แปลกนิดหน่อย

หมายถึงที่ผ่านมาเขาไม่เคยโดนใครกอดฟัดแบบนี้นอกจากแม่น่ะนะ

ตกดึกของวันเดียวกัน

"อ้าวคีเอาขยะลงมาทิ้งหรอ"

ระหว่างที่เอาถุงขยะลงถังก็มีเสียงคนคุ้นเคยที่นาน ๆ ทีเห็นกันเอ่ยทัก

"ครับพี่วาฬ ว่าแต่พี่พึ่งเลิกงานหรอ" คีรินหันไปตอบพร้อมเข้าไปช่วยอีกฝ่ายถือของ

"เออดิ พึ่งเลิกกองมา ว่าแต่อีกสองอาทิตย์ว่างปะ"

"ขอวันแน่ชัดเลยได้ไหมพี่ ผมจะได้ตัดสินใจถูก"

"วันศุกร์ช่วงเย็น แล้วก็อาจลากยาวจนวันอาทิตย์เลย แต่มีเวลาพักแยกให้ตลอดนะเว้ย เงินดีด้วย"

พอมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวคีรินก็ชั่งคิดชั่วครู่ว่าอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าตนว่างไหม ก่อนจะตอบตกลงออกไป

"งั้นก็ได้พี่ ยกของช่วยพี่เหมือนเดิมใช่ปะ" เขาถามย้ำรายละเอียดงานอีกครั้ง เพราะพี่ชายตรงหน้าจะมาชวนเขาไปทำงานด้วยตลอดหากเจอหน้ากันอย่างวันนี้ ที่ผ่านมานอกจากยกของแบกกล้องช่วยอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรหนักเกินไป

"งั้นเดี๋ยวใกล้ถึงวันพี่ไปเคาะห้องอีกที ว่าแต่ได้ยินว่าเก็บไม้เอกมาอยู่ด้วยหรอ"

"ครับพี่ ผมเวทนามันน่ะ"

"ฮะฮะ ดีแล้ว ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกพี่ได้ เด็กอยู่ด้วยกันสองคน คนในหอช่วยดูแลได้อยู่แล้ว" ว่าจบพี่วาฬก็ยกมือขึ้นตบลงบนหลังเขาด้วยแรงที่คิดว่าเบาของผู้ชาย

"ครับ"

tbc

ขอยาดเลยนะคะขอยาดด อยากพาน้องเข้ารายการแข่งละ แต่ถ้าไม่ปูก่อนเข้ารายการมันก็จะงงอ่ะดิ ฮืออ ฟืดดดด

หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ♡

อะไรนะผมหรอ

ตอนที่ 3

(ยังไม่แก้คำผิด)

เวลาสองอาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม้เอกก็ย้ายออกจากห้องเขาตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องไปซ้อมใหญ่ก่อนเข้าแคมป์กับพวกB1และB2

ส่วนพาร์ทไทม์ไม้เอกก็สามารถหยุดทำได้เลยเพราะแจ้งเจ้าของร้านเอาไว้ตั้งแต่วันสมัครแล้วว่าจะทำแค่สองอาทิตย์ ค่าจ้างก็รับเป็นรายวันมาตั้งแต่แรก

พอได้กลับมาอยู่คนเดียว คีรินก็อดที่จะรู้สึกว่าห้องมันเงียบลงไม่ได้เพราะปกติจะมีเสียงไม้เอกคอยถามเซ้าซี้อยู่ตลอดเวลา

และก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าตกใจเช่นกัน เพราะวันนี้ที่ที่เขากำลังจะไปช่วยงานพี่วาฬ เป็นกองถ่ายทำรายการ Talented 101 รอบออดิชั่น

"วันนี้คนเยอะหน่อยนะ แต่ไม่ต้องกลัวหรอก มีแต่คนที่เคยเห็นหน้ากันมาบ้างแล้วทั้งนั้น" วาฬบอกคีรินขณะที่กำลังขับรถมุ่งไปสถานที่ถ่ายทำ

วันนี้คีรินสวมเสื้อยืดแขนกุดสีขาวมีฮู้ดด้านหลัง เข้าคู่กับกางเกงยีนส์ขายาวพอดีตัวขยับทะมัดทะแมง พร้อมกับไอเทมแว่นสายตาสุดเชยที่ชอบหยิบมาใส่เวลาออกมาข้างนอก

ปกติก็ใส่คอนแทคเลนส์ได้แหละ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมเซ้นส์มันบอกว่าถ้าไม่ใส่แว่นจะมีเรื่องวุ่นวายตามมา

"ครับ"

"ว่าแต่ทำไมวันนี้ใส่แว่น เลิกใส่ไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ หรือมีอะไรพิเศษ"

"ผมอาจแค่ขี้เกียจใส่คอนแทคเลนส์ก็ได้ไหมพี่" พอคีรินตอบกลับแบบนั้น วาฬก็ส่งเสียงขำพอใจออกมาที่แหย่คนที่เอ็นดูเหมือนน้องชายได้

เมื่อมาถึงสถานที่ถ่ายทำคีรินก็ทำหน้าที่แบกกระเป๋าเลนส์กล้องสุดแพงอย่างระมัดระวังพร้อมหอบขาตั้งกล้อง

"กล้องหลักพร้อมกี่ตัว!/เช็คเด็กฝึกด้วย!!/โทรตามช่างแต่งหน้า!!/ผู้กำกับครับไมค์ยังมาไม่ครบ!!"

เพียงแค่เข้ามาข้างในสถานที่ถ่ายทำ เสียงดังของทีมงานก็ตะโกนคุยกันข้ามฝั่งไปมา ยิ่งคีรีนเห็นว่าเวทีตรงกลางใหญ่ขนาดไหนก็ยิ่งขยับเข้าไปใกล้วาฬมากขึ้นเพราะกลัวหลง

"ไอ้วาฬมึงมาดูนี่หน่อย พื้นที่แค่นี้พอถ่ายได้ไหม" พอวาฬปรากฏตัวได้ไม่นานก็มีคนรีบเข้ามาลากวาฬไปดูจุดที่ต้องทำวันนี้ทันที

สิ่งที่คีรินเห็นตรงหน้าคือเซ็ตอัพตู้ถ่ายรูปเหมือนที่ตั้งอยู่ในห้างพื้นที่กว้างขนาด 4 ตู้ เว้นก็แต่ตรงนี้เป็นคนถ่ายจริง ๆ ไม่ใช่เทคโนโลยี

"พอพี่ งั้นผมเซ็ตกล้องรอเลยนะ คีวางขาตั้งกล้องตรงนี้เลย" พอรู้แล้วว่าต้องทำอะไรตรงไหนวาฬก็ลงมือทันทีสมกับเป็นมืออาชีพ หน้าที่ของเขาหลังจากนี้คือคอยส่งสิ่งที่พี่วาฬขอก็พอ

"คีไปยืนตรงนั้น พี่จะลองกล้อง" พอจัดมุมได้คร่าว ๆ แล้ว วาฬก็ชี้ให้คีรินไปยืนหน้ากล้อง ซึ่งคีรินก็ทำตามทันทีเพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย

การลองกล้องที่ไม่ใช่แค่การไปยืนนิ่ง ๆ หน้ากล้อง แต่คือการหยิบชุดสูทยูนิฟอร์มของรายการขึ้นมาสวมทับ พร้อมผูกโบว์เล็ก ๆ ตรงคอปกเหมือนถ่ายจริง ๆ

เพราะเป็นการถ่ายชุดเดียวเลยต้องทำทุกอย่างตามเวลาที่มีจำกัด หากสีของภาพออกมาไม่ตรงปกตามที่ตาเห็น ทุกคนก็ต้องมาถ่ายใหม่ ก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทีมงานจะเตรียมสูทของทางรายการไว้ให้

แชะ แชะ แชะ

เสียงรัวชัตเตอร์ทีเดียวสามภาพทั้งที่คีรินยังไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมายืนสวมชุดหน้ากล้อง ก่อนวาฬจะก้มลงไปโฟกัสกับภาพที่ได้แล้วคิดว่าควรปรับตรงไหนบ้าง

คีรินต้องวนซ้ำยืนอยู่หน้ากล้องให้วาฬลองอยู่แบบนั้น กระทั่งเวลาผ่านไปเสียงคนด้านนอกก็เหมือนจะเยอะมากขึ้นกว่าตอนที่เขามาถึง

คีรินโผล่หัวชะเง้อออกไปดูว่าคนเยอะขนาดไหนก็ต้องตกตะลึง ตอนเห็นทีมงานก็ว่าเยอะแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีกลุ่มคนมากหน้าหลายตา ทั้งมีรังสีไอดอลฟุ้งรอบตัวและไม่มีเข้ามาอยู่ข้างในจนแสบตาไปหมด

ยิ่งคนเยอะความยุ่งเหยิงก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

"คีไปขอสายเชื่อมจากพี่เรนนี่ให้หน่อย จำหน้าได้ไหมพี่เรนนี่ที่เจอเมื่อกี้"

"จำได้ครับ แล้วพี่จะเอาสายเชื่อมอะไร ผมต้องบอกพี่เขาว่ายังไง"

"บอกแค่ว่าพี่ขอ เดี๋ยวพี่เขาก็รู้เองว่าสายอะไร รีบมาด้วยนะข้างนอกคนคงเริ่มมาเยอะแล้ว พี่กลัวทีมงานคนอื่นดุเรา"

"ครับพี่" รับคำจบคีรินก็เดินออกมาจากตู้ถ่ายรูปแล้วเดินตามหาพี่เรนนี่ที่พี่วาฬให้มาขอสายเชื่อมทั้งที่ยังไม่ได้ถอดยูนิฟอร์มและหยิบแว่นกลับมาสวม

หรี่ตาเพ่งพยายามมองหาได้ไม่นานก็เห็นเพราะสีผมเป็นเอกลักษณ์ เว้นก็แต่ตอนนี้พี่เรนนี่กำลังคุยอะไรบางอย่างกับโปรดิวเซอร์อยู่

"เด็กฝึกมาทำอะไรตรงนี้คะทำไมไม่ไปรับสติ้กเกอร์ชื่อ" เสียงผู้หญิงดังขึ้นด้านหลังเขาขณะที่กำลังรอให้คนที่มาหาคุยธุระจบ ไม่แค่นั้นเขายังถูกมองมาด้วยสายตาดุอีกด้วย

"เอ่อ ผมไม่ใช่เด็กฝึกครับ ผมเป็นผู้ช่วย.."

"อย่ามาโกหกค่ะ พี่ไม่เล่นนะคะ ไปตรงนู้นเลยค่ะ ติดให้มองเห็นชื่อชัด ๆ ด้วยนะคะ แล้วก็รอแค่เวลาถ่ายทำ"

"พี่ครับ.. ผมไม่ใช่จริง ๆ ครั-"

"มีอะไรกัน" ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปฏิเสธอีก เสียงของพีดีหรือโปรดิวเซอร์รายการที่คุยกับพี่เรนนี่อยู่เมื่อครู่ก็หันกลับมาสนใจเขาที่กำลังโดนบ่น

"พีดีคะเด็กฝึกคนนี้โกหกว่าไม่ใช่เด็กฝึกค่ะ"

"อ้าวน้องคี มาตรงนี้ทำไมคะ หรือมีปัญหาอะไร" พี่เรนนี่เอ่ยทักทันทีพอเห็นว่าเป็นเขา ก่อนจะหันไปอธิบายกับพีดีข้างตัว

"อ๋อ น้องมาช่วยงานตากล้องถ่ายรูปน่ะค่ะ ไม่ใช่เด็กฝึกร่วมรายการ"

"ชื่ออะไรอายุเท่าไหร่" พีดีหันมาลูบปลายคางมองเขาอย่างสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถามออกมา ก่อนจะหันไปปัดมือไล่ให้ทีมงานที่เข้าใจผิดเขาเมื่อครู่ออกไป

"ครับ ผมชื่อคีริน ส่วนอายุ ปีนี้สิบเจ็บครับ"

"ร้องเพลงเป็นไหม? เต้น? ไหนลองหมุนตัวสิ?"

"ครับ?" เขาเอียงคอถามด้วยความสงสัย

"เรนนี่.." แต่เหมือนสิ่งที่เขาสงสัยมันจะไม่เร็วทันใจพีดี

"พี่ขออนุญาตนะคะน้องคี" เรนนี่เอ่ยขอแบบไม่รอให้คีรินตอบกลับอะไร เข้ามาเสยผมที่ปิดดวงตาเขาขึ้น

"เยี่ยม! นี่แหละ!" ซึ่งพอพีดีเห็นก็เปรยยิ้มกว้างออกมาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างในใจ

"พีดีคะ อย่าบอกนะคะว่าพีดีจะ.."

"ใช่! เอาไปแทนที่เลย เข้าไปให้คนครบก็พอ ไว้ไปตกรอบแรกก็ยังไม่สาย"

"แต่เราต้องถามน้องคีกับผู้ปกครองน้องก่อนนะคะ ไหนจะเรื่องโรงเรียนอีก ไม่ทันหรอกค่ะ"

"ยังไงก็ทัน เริ่มให้คนทำเรื่องตอนนี้เลย ช่วยกันหน่อยนะ ชื่อคีรินใช่ไหมเรา"

"ผมหรอครับ? แต่ผมมาช่วยงานทีมงานนะครับ ไม่ได้มาเพื่อร่วมรายการ.."

หลังใช้สมองอันงงงวยคิดประมวลว่าตอนนี้กำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน คีรินก็ได้รู้ว่าตอนนี้พีดีกำลังจะทำการ 'ยัด' ตัวเองเข้าไปในรายการทั้งที่ไม่ได้อยู่ในแพลนแต่แรก

"มีเบอร์ติดต่อผู้ปกครองไหม เดี๋ยวติดต่อไปเดี๋ยวนี้เลย" คือสิ่งแรกที่พี่ต้องถามคือผมครับไม่ใช่ครอบครัว..

"ผมเหลือตัวคนเดียวครับ"

"เยี่ยม! เฮ้ย ไม่ใช่แบบนั้น หมายถึง.. เสียใจด้วย ส่วนเรื่องโรงเรียนเดี๋ยวทางรายการติดต่อไปขอพักการเรียนให้เอง"

"คือ.."

"งั้นก็เอาตามนี้แหละ เห้ย ทีมงานตรงนั้นมาพาเด็กไปเปลี่ยนเสื้อข้างในแล้วแต่งหน้าใหม่หน่อย"

ฮัลโหล? เขายังมีสิทธิตัดสินใจกับตัวเองอยู่ไหม อย่าพูดเองเออเองตกลงเองอยู่คนเดียวสิวะ!

"ส่วนประวัติก็ไปเรียกทีมงานคนนั้นมา.."

2 ชั่วโมงต่อมา..

"กรอกประวัติในช่องที่ว่างก่อนนะคะ ส่วนสติ้กเกอร์ชื่อกำลังไปทำมาให้ใหม่ ระหว่างนี้ก็รอพี่กลับมาเรียกอีกทีค่ะ"

พี่เรนนี่คนเดิมวางแผ่นกระดาษและปากกาเอาไว้ตรงหน้าเขา ก่อนจะออกจากห้องไป

เมื่อได้อยู่ในห้องคนเดียว คีรินที่ถูกจับเปลี่ยนมาใส่ชุดเซ็ตกะลาสีคอปกกับกางเกงขาสั้นสีขาว พร้อมกับเส้นผมที่ถูกจับเซ็ตขึ้นเปิดให้เห็นใบหน้าที่ออกไปทางหล่อมากกว่าสวยหรือน่ารัก

คีรินมองตัวเองผ่านบานกระจกอยู่แบบนั้น ก่อนจะตั้งสติแล้วคิดว่าตนยอมเช่นนี้ดีแล้วหรือ

ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้ว่าหากตัวเองจะขัดขืนก็ย่อมทำได้ แต่ไม่รู้ทำไมปากถึงไม่กล้าเอ่ยปฏิเสธสิ่งที่พีดียื่นมาให้ แล้วไหนจะความรู้สึกดีแปลก ๆ ตอนที่ช่างแต่งหน้าเอ่ยชมผิวหน้าและชวนคุย

หรือจริง ๆ แล้วที่ผ่านมาเขาไม่เคยอยากทิ้งสิ่งที่เคยได้ทำร่วมกันกับแม่

ถ้าแม่ได้มาเห็นเขาตอนนี้แม่จะมีความสุขไหมนะ เพราะเขายังจำรอยยิ้มของแม่ตอนที่ฟังเขาร้องเพลงด้วยเนื้อร้องผิด ๆ ทำนองเพี้ยน ๆ ไม่ชัดเจน ไหนจะเต้นด้วยมัดกล้ามเนื้อของเด็กไม่กี่ขวบ

"ลองสักครั้งก็ได้วะ!"

การที่คีรินคิดถึงแม่เมื่อครู่ มีผลในการตัดสินใจหุนหันพลันแล่นทันที และนิ้วเรียวจับปากกาขึ้นมากรอกประวัติของตัวเอง เพื่อยืนยันว่าตนได้ตัดสินใจเข้าร่วมรายการ Talented 101 อย่างเป็นทางการ

Talented 101

ชื่อ : Banshee

วันเกิด : 01 / 01 / XXXX (17)

น้ำหนัก : 45 ส่วนสูง : 170

กรุ๊ปเลือด : O

ความสามารถ : ร้องเพลง

เหตุผลที่เข้าร่วมรายการ : …

คีรินมองกระดาษที่นอกจากชื่อและความสามารถแล้วเขาก็ต้องกรอกเองทุกอย่าง ยิ่งเหตุผลในการเข้าร่วมนี่..

เขาสามารถตอบได้ไหมว่าถูกพีดีจับยัดมา

อ๋อ คงไม่ได้สินะ..

หลังจากข้อนี้ก็เป็นคำถามที่เกี่ยวกับความฝัน และถามความคิดเห็นผ่านมุมมองของเด็กฝึกทั้งนั้น เขาก็จะตอบอย่างตรงไปตรงมาตามที่คิดก็แล้วกัน

แกร๊ก ~

"น้องคี ไม่สิ แบนชีกรอกข้อมูลเสร็จรึยังคะ" พี่เรนนี่เปิดประตูเข้ามาถามเมื่อเวลาผ่านไปพอประมาณ ก่อนจะอธิบายกฎของรายการให้ฟังคร่าว ๆ

Talented 101 เป็นรายการเซอร์ไวเวอร์เฟ้นหาเด็กฝึกและเดบิวต์ภายใต้สังกัด GHC ENT. โดยจำนวนสมาชิกแต่ละซีซั่นจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของพีดีและทีมงานไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้

และด้วยเงื่อนไขกฎหมายของทางรัฐบาลที่เป็นห่วงความปลอดภัยเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล จึงประกาศให้ไอดอล ศิลปิน ดารา หรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อ เป็นบุคคลสาธารณะห้ามใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงตนเด็ดขาด ให้เปลี่ยนมาใช้ชื่อนามแฝงหรือชื่อในวงการแทน

กลับกันหากเป็นกรณีที่บุคคลสาธารณะกระทำความผิดจริง กฎหมายข้อนี้ก็จะไม่เป็นโทษกับคนที่เปิดเผยข้อมูลของคนคนนั้น

แม้จะมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ยังมีคนรู้จักตัวตนจริง ๆ อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่เคยอยู่โรงเรียนเดียวกัน หรือแม้แต่ญาติที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเอง

ซึ่งในกรณีนั้น หากเจ้าตัวไม่ออกมาบอกว่าตนเดือดร้อนและฟ้องร้อง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทำให้แม้จะเป็นแค่รายการเซอร์ไวเวอร์ แต่เด็กฝึกทุกคนก็ต้องใช้นามแฝง ซึ่งปกติแล้วส่วนใหญ่ล้วนมีนามแฝงเป็นของตัวเองตั้งแต่ก้าวเข้าวงการ ยกเว้นก็แต่คีรินที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าชื่อแบนชีนี่มายังไง

"ชื่อนี้หมายความว่ายังไงหรอครับ"

"อ๋อ นามแฝงไง ชื่อในวงการอะไรเทือก ๆ นั้น พีดีเป็นคนตั้งให้เองเลยนะ" พี่เรนนี่ว่าด้วยน้ำเสียงที่ดูภูมิใจ

ซึ่งเขาไม่ได้ดีใจด้วยเลยแม้แต่น้อย..

"แล้วผมต้องถามพี่ด้วยไหมว่าต้องร้องเพลงอะไร"

"เรื่องนั้นคิดเองเลยค่า เราเข้ามาเป็นกรณีพิเศษเพราะงั้นเลยอนุโลมให้บอกทีมงานก่อนขึ้นแสดงได้เลย ส่วนเพลงก็มีเวลาให้คิดระหว่างรอทีมงานเรียกอีกที"

อ่า อย่างน้อยเขาก็มีเวลาเตรียมเพลงสินะ ถึงแม้จะมีเพลงที่มั่นใจคิดเอาไว้แล้วก็เถอะ แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือเรื่องเต้นนี่สิ

NAME : KIRIN A. (17)
RANK : C
VOCAL : B+
DANCE : F
VISUAL : B
ATTRIBUTE : ย้ำคิดย้ำทำ
point : 3

ไม่ว่าจะมองกี่ที มันก็น่าเวทนาจริง ๆ แหละ..

จำนวนพอยท์ที่เพิ่มมา 1 ก็เพราะฝึกร้องเพลงระหว่างกรอกประวัติส่วนตัว แต่มันก็เป็นแค่การฮึมฮัมไม่ได้ออกเสียงเต็มที่น่ะนะ

หรือเขาควรใช้ 3 พอยท์ในการเพิ่มสกิลเต้นดี.. แต่พอมาคิดอีกที เขาคิดว่าใช้อีกแบบคงจะดีกว่า

"เข้าไปหาที่นั่งได้เลยค่ะ หลังจากนั้นก็รอทีมงานแจ้งอีกที" พี่เรนนี่พาเขาเดินมาส่งจนถึงเส้นทางอุโมงค์เล็ก ๆ ที่จะพาไปยังเวทีหลัก ก่อนจะเอ่ยให้กำลังใจอีกครั้ง "สู้ ๆ ถ้าไม่ชอบจริง ๆ ก็ค่อยไปตกรอบแรกนะ!"

ขอบคุณครับพี่ ผมรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลยที่ได้รู้ว่าตัวเองมีกำหนดตกรอบแล้ว

เอาล่ะ ไหน ๆ ก็มีโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว มาลองทำให้เต็มที่ดูสักครั้งกันเถอะ!

tbc

หน้าต่างสถานะช่วงแรกจะไม่ได้มีบทบาทมากขนาดนั้นนะคะ เหมือนมาช่วยเสริมจุดที่คีรินขาดเรื่องระยะเวลาเท่านั้น ส่วนความสามารถร้องเต้นที่ดูเก่งเกินสถานะ ผลก็มาจากการย้ำคิดย้ำทำ 70% เลยค่ะ

หากชอบฝากกดติดตาม กดเฟบ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ♡

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...