โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘รวิศ’ นายใหญ่ศรีจันทร์ มองตลาดบิวตี้ไทย 3.3 แสนล.ยุคนี้แข่งดุ ต้องใช้กลยุทธ์ ‘ลองทุกอย่างให้มากที่สุด’

The Better

อัพเดต 08 พ.ค. 2567 เวลา 07.45 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 14.07 น. • THE BETTER
ศรีจันทร์ฯ มุ่งหนักศึกษาตลาด-กลุ่มเป้าหมายได้ชัด จะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ปีหน้า เจาะกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพขยายตัวแรง รับเทรนด์ตลาดความงามไทยยังเติบโตอีกมาก

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทศรีจันทร์ สหโอสถ จำกัด ผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงามแบรนด์ ศรีจันทร์ (SRICHAND) และ ศศิ (SASI) กล่าวว่าบริษัทมีแผนเปิดตัวสินค้าแบรนด์ใหม่ในกลุ่มสุขภาพ (Wellness) คาดเห็นความชัดเจนในปี 2568 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมรอบด้านพร้อมกำหนดตำแหน่งทางการตลาดสินค้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักที่ชัดเจนก่อน

“บริษัทฯ ตั้งใจจะออกสินค้าแบรนด์ใหม่ในกลุ่มเฮลทธ์แอนด์เวลล์เนสส์ ในปีหน้า ซึ่งจะอยู่ระหว่างทำคอนเซปต์ที่ชัดเจนออกมาได้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในตลาดเวลล์เนสส์ ซึ่งเรามองว่าไม่ช้าเกินไปที่จะเข้ามาในตลาดนี้ ด้วยยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวอีกมาก” รวิศ กล่าว

ทั้งนี้ สอดคล้องกับตลาดสินค้าความงามในช่องทางค้าปลีกทั่วไปในปัจจุบัน คาดมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท โดยในปี 2567 คาดขยายตัวราว 10.4% จากปัจจัยกำลังซื้อและบรรยากาศทางเศรษฐกิจในภาพรวมที่ทยอยฟื้นคืนกลับมา

โดยบริษัทฯ เตรียมแผนเปิดตัวไอเทมสินค้าใหม่ 1รายการในทุก 2 เดือนหรือราว 6 ไอเทมสินค้าใหม่ต่อปี สำหรับแบรนด์ศรีจันทร์ ควบคู่ไปกับการทำตลาดภายใต้แคมเปญสินค้าต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าภายใต้แบนรนด์ศศิ ด้วยเช่นกัน

ตลาดบิวตี้ไทย เปลี่ยนไปแล้ว

รวิศ กล่าวอีกว่าปัจจุบันภาพรวมตลาดสินค้าความงาม มีการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยมีผู้เล่นรายใหม่ขนาดเล็กเข้ามาในตลาดและมุ่งทำตลาดแบบเฉพาะกลุ่มสินค้ามากขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับรูปแบบการทำตลาดเพื่อเข้าถึงและสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภคให้มากที่สุด ด้วยการใช้กลยุทธ์ทดลองสิ่งใหม่ๆ ทั้งแนวทางการทำตลาดไปพร้อมกับสินค้าใหม่ๆ ที่ทยอยเปิดตัวทำตลาดออกมาอย่างสม่ำเสมอ

รวิศ กล่าวว่า ”ตลาดความงามไทยในตอนนี้มีความซับซ้อนค่อนข้างมาก ทั้งจากช่องทางจำหน่ายใหม่ๆที่หลากหลายมากขึ้น วิธีการเข้าถึงสินค้ารูปแบบต่างๆ ทำให้ลูกค้าเกิดการสวิชชิ่งระหว่างแบรนด์ได้ง่ายขึ้น” พร้อมเสริมว่า “กลยุทธ์การทำตลาดศรีจันทร์ฯ จากนี้ไปจะต้องลองให้เยอะมากขึ้น ใช้เงินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จากในอดีตส่วนใหญ่จะกำหนดงบการทำตลาดราว 10-12% ของยอดขาย แต่ตอนนี้ยังใช้งบเท่าเดิมแต่จะกระจายการทำตลาดในรูปแบบต่างๆมากขึ้น”

ขณะที่หัวใจการทำตลาดในปัจจุบัน คือ การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าได้มีส่วนร่วมกับผลิตภัณฑ์ให้ได้มากที่สุด จากนั้นจะต้องรีบเก็บผลวิเคราะห์อย่าางรวดเร็ว ก่อนนำไปวิเคราะห์ข้อมูลการทำตลาดต่อไปเพื่อให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเร็วมากเช่นกัน จากการแข่งขันในภาพรวมตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากเข้ามา

“ทำเทสต์ วัดผล วางขาย ซึ่งเราจะต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการทำตลาดต่อไปข้างหน้าจากข้อมูลในแต่ละวันที่เปลี่ยนไปไวมาก ด้วยดาต้าเดิมที่มีอยู่ ถือเป็นของเก่าเมื่อวานเก็บไว้ใช้เป็นสถิติ ” รวิศ ขยายภาพให้ชัดขึ้น

ร้อนกว่าอากาศ ก็สกินแคร์ ‘กันแดด’

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญการตลาดพร้อมจัดกิจกรรม SRICHAND #กล้าท้าแดด พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์กันแดดสกินแคร์ ศรีจันทร์ ซันลูชั่น ซันสกรีน 2 สูตร และเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ ‘โบว์-เมลดา สุศรี’ นักแสดงหญิง มาร่วมตอกย้ำความมุ่งมั่นแบรนด์ศรีจันทร์จากผลิตภัณฑ์เมคอัพไปสู่สกินแคร์ อย่างเต็มตัว

รวิศ กล่าวว่า “สินค้ากันแดดในไทยช่วงที่ผ่านมาขยายตัวมาก โดยแบรนด์ศรีจันทร์ มียอดขายสินค้ากลุ่มนี้โตถึง 200% เป็นทิศทางเดียวกับภาพรวมตลาด ทั้งจากปัจจัยการเข้าสู่หน้าร้อน คนออกจากบ้านหลังโควิดคลี่คลายที่มีความต้องการใช้สินค้ากลุ่มนี้เพิ่ม รวมไปถึงอากาศที่ร้อนขึ้น และมีผู้เล่นเข้ามาในตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้ตลาดนี้มีความต้องการในเซ็กเมนต์ต่างๆ ทั้งดูแลผิว การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เป็นต้น”

ขณะที่บริษัทฯ ได้มุ่งทำตลาดผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างจริงจังตั้งแต่ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยวางตำแหน่งให้เป้นสินค้าที่ใช้ได้ในทุกวันในกลุ่มดูแลผิวพร้อมปกป้องแสงแดด ปัจจุบันมี 2 สูตร คือ สูตรแอคเน่ แคร์ และ สูตรไวเทนนิ่ง ทำตลาดทั้งในรูปแบบบรรจุหลอดและซอง ซึ่งคาดในปีนี้ สินค้ากลุ่มนี้จะมียอดขายเติบโต 10%

ขณะที่ภาพรวมธุรกิจบริษัทฯ ในปี 2567 คาดเติบโตราว 30-35% จากในปี 2566 ที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 1,030 ล้านบาท เติบโตจากปี 2565 มากกว่า 42% หรืออยู่ที่ประมาณ 760 ล้านบาท แบ่งสัดส่วน 65% มาจากแบรนด์ศรีจันทร์ และ 35% มาจากแบรนด์ศศิ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...