Queer Cinema and Beyond: 5 หนัง LGBTQ+ ว่าด้วยรัก เพศ และสิ่งอื่นๆ อันรายล้อม
หนัง หนังสือ ซีรีส์ และเรื่องราวอื่นๆ เกี่ยวกับ LGBTQ+ พัฒนาเรื่องเล่าหลากหลายขึ้นตามกาลเวลา
กาลครั้งหนึ่ง คนรักเพศเดียวกันเคยทำหน้าที่เป็น ‘ผู้สร้างสีสัน’ (Comic Relief) ของเรื่อง ถูกใช้เป็นมุกตลก หรือไม่ก็ถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมอยู่เสมอ แต่เรื่องราวของพวกเขาถูกพูดถึงผ่านมากมายหลายแง่มุมขึ้น เพราะการนำเสนอผ่านสื่อที่เพิ่มมากขึ้น และการเคลื่อนไหวต่างๆ ในโลกที่พัฒนาสิทธิขั้นพื้นฐานของ LGBTQ+
มองในสายตาของปี 2025 เราจะเห็นตัวละครเควียร์รับบทที่แตกต่างในเรื่องราวที่หลากหลาย จากอยู่ข้างหลังเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ กลายเป็นตัวละครหลัก จากที่เคยอยู่ในเรื่องราวเกี่ยวกับความรักอย่างเดียว ตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในหนังอย่างอื่นที่เล่าเรื่องความกลัว การเติบโต การบอกลา และไม่ได้เป็นตัวละครมิติเดียว แต่มีความเป็นมนุษย์รอบด้าน ดีบ้าง แย่บ้าง หรือเทาๆ ระหว่างกลาง
เราอยากชวนทุกคนไปมองหนัง 5 เรื่องที่เล่าเรื่องราวเหล่านั้น – เล่าเรื่อง LGBTQ+ อันว่าด้วยรัก เพศ และสิ่งอื่นๆ รอบกายของพวกเขา
มะลิลา - อนุชา บุญยวรรธนะ
ความเป็นชายพรากอะไรไปจากเรา
หลังสูญเสียลูกสาวไป เชน (เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ) เดินทางกลับบ้านที่ภาคอีสาน เขาพบเข้ากับคนรักเก่า พิช (โอ-อนุชิต สพันธุ์พงษ์) หนุ่มป่วยมะเร็งผู้ต่อสู้กับโรคมานาน แต่เลือกใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตไปกับการทำ ‘บายศรี’ ในที่ป่าพงสีเขียวอมน้ำตาลที่แดดบ่ายทอแสงตลอดกาล
มะลิลาเป็นหนังที่เงียบเชียบเรียบเฉย แต่องค์ประกอบของหนังทุกอย่างต่างซ่อนเรื่องราวมากมายเอาไว้ ไม่ว่าจะในทุกเสียงกระพรือไหวของใบไม้ เสียงฟึ่บฟั่บของใบตองและมะลิ ทุกร่องรอยของสายฝน หรือเสียงหอบหายใจของมนุษย์ เรื่องราวเกี่ยวกับการจากลา ความตาย ศาสนา และความเป็นชาย
ในหลากหลายเรื่องราวที่หนังเรื่องนี้เล่า เรื่องความเป็นชายนั้นถูกเล่าอย่างเงียบเชียบที่สุด เชนคือตัวละครที่ฉายภาพผู้ชายตามขนบอย่างถึงสุดขีด กำยำ เงียบ เศร้า เก็บเรื่องต่างๆ ไว้ข้างใน หนังเรื่องนี้พาเราจ้องมองเขาในวันที่ต้องจัดการกับความโศกจากการสูญเสีย และความโหยหาสัมพันธ์กับโลก สิ่งที่น่ากลัวเหลือหลายสำหรับผู้ชาย
หากเป็นหนังรักทั่วไป พิชคงเป็นทางออกของชายหนุ่มผู้สูญเสีย เขาทั้งคู่คงได้ครองรักกันตลอดไปหลังพยุงกันและกันผ่านช่วงเวลาอันมืดมิดไปได้ แต่ในหนังเรื่องนี้รักของทั้งคู่เป็นจุดเกาะเกี่ยวของเชนได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น พิชกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่เชนสูญเสียไป และท้ายที่สุดเชนก็ต้องทำในสิ่งที่ชายทุกคนทำ เชนต้อง ‘ฮึบ’ เก็บงำความอ่อนไหวไว้ใต้พรม หนังเล่าการเก็บเงียบนั้นผ่านครึ่งหลังที่เชนบวชพระ แล้วเดินธุดงค์เข้าป่า
มะลิลาใช้ ‘การละทางโลก’ ของการบวชพระเป็นตัวแทนการเก็บงำความรู้สึกของผู้ชาย
“มะนุสโสสิ” (เจ้าเป็นมนุษย์หรือ)
“อามะ ภันเต” (ขอรับเจ้าข้า)
“ปุริโสสิ” (เจ้าเป็นผู้ชายหรือ)
“อามะ ภันเต” (ขอรับเจ้าข้า)
ก่อนจะเข้าบวช ผู้ชายทุกคนต้องขานรับคำถามเหล่านี้ เชนสะดุดเล็กน้อยเมื่อถึงทั้งสองคำถาม ในทางหนึ่งการเป็นพระเป็นเหมือนการตัดขาดจากเศษเสี้ยวสำคัญของความเป็นมนุษย์บางประการ เช่น กดทับความรู้สึกและความเห็นอกเห็นใจ แล้วมองทุกสิ่งเพียงด้วย ‘การรับรู้’ ไม่แตกต่างนักจากการถือความเป็นชายเอาไว้
นักวิจารณ์ต่างชาติหลายคนมองการบวชของเชนว่าเป็นการ ‘รักษา’ (Healing) และมองพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาที่เปิดรับคนรักเพศเดียวกันเพราะยอมให้คนเป็นเกย์บวชได้โดยไม่ถูกตัดสิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มะลิลาเล่าอยู่เป็นคลื่นใต้น้ำ คือการตัดสินตัวตนของผู้คนที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบในชุมชน วัฒนธรรม และศาสนา เช่น การที่ชาวบ้านบางคนกล่าวโทษว่าความตายของพิชเป็นผลจาก ‘กรรม’ ของการเป็นคนรักเพศเดียวกัน
ฟังเท่านี้ดูเหมือนว่ามะลิลาเป็นหนังที่เศร้าโศกไร้หวัง แต่หนังเลือกทิ้งเราไว้พร้อมกับแสงสว่างเล็กๆ
เมื่อเชนออกธุดงค์ เขาเดินทางออกไปกับพระผู้เคยเป็นทหาร ซึ่งคือสัญลักษณ์ของความเป็นชายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เขาคือคนที่พยายามสอนให้เชนหยุดรู้สึก เลิกเป็นห่วง เลิกโศกเศร้า ทำตามกฎของสงฆ์ แต่แทนที่จะทำตาม ท้ายที่สุดสิ่งที่เชนเลือกทำคือเกาะเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของเขาเอาไว้ ช่วยเหลือพระทหารคนนั้นเมื่อยามฝนตกหนัก และเก็บความรวดร้าวของเขาต่อคนรักที่จากไปเอาไว้ ไม่ใช่เพียงเพื่อรับรู้มันเท่านั้น แต่เพื่อเผชิญหน้าว่าการจากลาและแผลที่มาพร้อมกับมัน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องเกิดขึ้น และเราควรที่จะรู้สึกกับมัน แสดงออกว่าความเป็นชายไม่ใช่ทางออกเดียวของเขา
Portrait of a Lady on Fire - เซลีน สเซียมม่า
ความรักและความลุ่มหลงผ่านสายตาของหญิงสาว
“หลายๆ คนบอกว่า ‘หนังของเธอมันยูโทเปียชัดๆ’…ฉันรู้จักการอยู่ในบ้านหญิงล้วน ฉันรู้จักโลกที่มีแต่หญิง มันไม่ใช่ยูโทเปียหรอก มันคือชีวิตของฉัน” เซลีน สเซียมม่า ให้สัมภาษณ์กับ Vox เกี่ยวกับหนังว่าอย่างนั้น
ความโดดเด่นของ Portrait of a Lady on Fire คือมันเป็นหนังที่สร้างขึ้นจากฐานโดยปราศจากแนวคิดของผู้ชายโดยสิ้นเชิง โดยเธอเรียกมันว่าเป็นหนังผ่านสายตาผู้หญิง (Female Gaze) อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเป็นวิธีการเล่าที่เหมาะสมกับเนื้อเรื่องของหนังอย่างมาก
การวาดภาพพอร์เทรต เป็นมากกว่าการจรดพู่กันลงบนผืนผ้าใบ แต่คือการเรียนรู้ตัวตนของแบบอย่างถ่องแท้ รู้จักทุกมัดกล้ามเนื้อบนใบหน้า ทุกท่วงท่าการเดิน และทุกความคิดในหัว มารียาน (โนเอมี เมร์ลองต์) ถูกว่าจ้างให้วาดรูปหญิงสาวสูงศักดิ์ เอลูอิส (อาเดล เอเนล) โดยที่เธอไม่รู้ตัว เพราะอย่างนั้นสิ่งที่มารียานต้องทำเพื่อจะให้ภาพออกมาได้คือแอบมองเอลูอีสระหว่างวัน และทำความรู้จักกับเธออย่างใกล้ชิด ความใกล้ชิดดังกล่าวนำไปสู่ความรู้สึกอื่นที่พร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในห้วงเวลาศตวรรษที่ 18 ที่การเป็นหญิงรักหญิงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในสายตาสังคม
อย่างที่สเซียมม่าว่า หนังของเธอไม่ใช่หนังยูโทเปียที่ไม่มีใครเจ็บปวด แต่การเล่าเรื่องนี้ผ่านสำเนียง ‘หญิงล้วน’ ไม่ผูกโยงกับความเป็นชายใดๆ และการให้ตัวละครหญิงมีสิทธิมีเสียงในภาพวาดที่เป็นรูปของเธอเองพาให้หนังมีเสียงที่โดดเด่น และความโหยหาของตัวละครกรีดลึกไปในแบบที่แตกต่างจากหนังเรื่องใดๆ
Tár - ท็อด ฟิลด์
A Villain who happens to be a lesbian.
วาทยากรชื่อดัง ลิเดีย ทาร์ (เคต แบลนเชตต์) ตกที่นั่งลำบาก เมื่อมีคนปล่อยข่าวว่าเธอมีส่วนในการทำให้นักดนตรีที่เธอเคยทำงานด้วยตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ข่าวใหญ่ดังกล่าวพาให้เธอโดน ‘แคนเซิล’ จากโลกดนตรี และเราได้นั่งแถวหน้าในการดูชีวิตและสุขภาพจิตของเธอที่ค่อยๆ พังลงจากเหตุการณ์นี้
หน้าหนังของ Tár ดูคล้ายกับหนังชีวประวัติคนดัง (Biopic) แนวหนังที่นิยมมากๆ ในช่วงปีที่มันออกฉาย โดยปกติหนังเหล่านี้จะเล่าเรื่องช่วงเวลาที่ตัวซับเจ็กต์ของเรื่องเริ่มทำงานที่พวกเขาทำ ช่วงที่เขาต้องต่อสู้กับความยากลำบากในการงาน ก่อนจะผงาดขึ้นมาได้อีกครั้งในการแสดงครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งหนังเรื่องนี้พลิกโครงสร้างนั้นได้อย่างสนุกสนาน (อาจจะ ‘เอ้ะ’ เล็กน้อยก็ตอนที่ผู้เขียนบทเลือกให้ ‘ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไร้ชื่อ ที่บังเอิญใช้ภาษาไทยกับอังกฤษ’ เป็นตัวแทนความตกอับของลิเดีย)
ลิเดีย ทาร์ ทำหน้าที่เป็นตัวเอกและตัวร้ายของเรื่องไปพร้อมๆ กัน หนังยาวสามชั่วโมงเรื่องนี้พาเราไปมองทุกด้านของเธอ รอบด้านเสียจนเราแทบจะไม่ลืมว่าลิเดีย ทาร์ ไม่ใช่วาทยากรจริงๆ ในโลกแต่คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา
หนึ่งในแง่มุมของทาร์ที่น่าสนใจ คือเธอเป็น ‘คนเทาๆ’ ที่บังเอิญเป็นเลสเบียนด้วย เธอมีคนรักชื่อชารอน (นีน่า ฮอสส์) เธอมีลูกที่เรียกเธอว่าคุณพ่อ เธอมีชีวิตรักที่ยุ่งเหยิง และมีราคะในตัวที่ไม่อาจดับได้จนเป็นปัญหา ในขณะที่หลายๆ เสียงมองว่าความร้ายของลิเดียเสริมมุกซ้ำซากที่ว่าเลสเบียนเป็นกลุ่มคนที่ ‘ละโมบ’ ในเรื่องเพศ แต่อีกหลายๆ เสียงก็บอกว่าดีใจที่เราได้เห็นหนังที่ไม่วาดภาพคนรักเพศเดียวกันว่าเป็นพระในบ้านผู้สมบูรณ์แบบและไม่เคยผิดอะไรเลย
รักแห่งสยาม - ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล
บางที ‘รัก’ ก็คือคำตอบจริงๆ
รักแห่งสยามเป็นเหมือนหมุดหมายในวงการภาพยนตร์ไทย ที่พาเกย์และไบเซ็กชวลออกจากภาพจำเหมารวมในสื่อไทยว่าพวกเขาคือตัวตลกหรือไม่ก็ต้องเป็น ‘เสือ’ และวิธีการที่เรียบง่ายที่ผู้กำกับใช้ก็คือหนังพาให้เราได้เห็นวิธีการที่ตัวละครรัก
หนัง Coming of Age เรื่องนี้พาเราไปติดตามชีวิตของโต้ง (มาริโอ้ เมาเร่อ) และมิว (พิช-วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล) เพื่อนสนิทวัยเด็กผู้ต้องห่างเหินกันเนื่องจากโต้งย้ายบ้านออกไปไกล หลายปีถัดมา ทั้งคู่กลับมาเจอกันโดยบังเอิญที่สยามตอนที่พวกเขาอยู่ในวัยมัธยม ระหว่างทางก่อนจะมาพบกัน ทั้งคู่ต่างเติบโตและได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับฝัน เกี่ยวกับตัวตน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ แต่สิ่งสำคัญที่พวกเขายังคงต้องเรียนรู้อยู่คือความรัก
ความรักในรักแห่งสยามไม่ได้เกิดขึ้นในพริบตา แต่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เหล่าตัวละครไม่ได้ตกหลุมรักหัวปักหัวปำกันตั้งแต่แรกพบ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะรักกันผ่านการใช้ชีวิต และนั่นคือแก่นใจกลางของทุกความสัมพันธ์ในเรื่องนี้ แม้จะฟังดูเชยและหวานเลี่ยน บางครั้งรักก็คือคำตอบจริงๆ ไม่ว่าจะในเรื่องการทำงานสร้างสรรค์ เรื่องครอบครัวที่แตกหัก หรือจะในเรื่องความสับสนในเพศของตัวเอง
Queer - ลูกา กวาดาญีโน
ดำดิ่งไปในความอ้างว้างของเกย์หลังสงครามโลก
“I wanna talk to you without speaking”
(ผมอยากสนทนากับคุณแบบที่ไม่ต้องเอ่ยอะไรกันเลย)
ประโยคอันยั่วยวนใจนี้เป็นของ ลี (แดเนียล เคร็ก) ที่กล่าวกับ ยูจีน (ดรูว์ สตาร์คีย์) ในค่ำคืนปาร์ตี้บาร์ลับในเม็กซิโก จากภาพยนตร์เรื่อง Queer กำกับโดย ลูกา กวาดาญีโน ผู้กำกับชาวอิตาลี ที่เคยฝากผลงานความรักอันหนักหน่วงและน่าจดจำไว้ใน Call Me by Your Name
Queer เป็นภาพยนตร์ดัดแปลงมาจากนิยายกึ่งอัตชีวประวัติในชื่อเดียวกัน ผลงานของ วิลเลียม เอส. เบอร์โรวส์ เนื้อเรื่องว่าด้วยเรื่องของ ลี นักเขียนชาวอเมริกันที่เปิดเผยความเป็นเกย์ในทศวรรษ 1950 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลีติดเหล้าและยาอย่างหนัก และย้ายตัวเองไปอยู่ในเม็กซิโก ทุกค่ำคืนเขาโหยหาความใกล้ชิดชายหนุ่มในบาร์ต่างๆ แม้จะลงท้ายด้วยเซ็กซ์ แต่ไม่มีคู่นอนคนไหนที่ทิ้งร่องรอยความรักเอาไว้เลย เขาจึงได้รับการตอบสนองทางร่างกาย แต่ใจข้างในยังคงบอบช้ำและร้าวรานจากความโดดเดี่ยวอย่างหนัก จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาพบกับ ยูจีน อดีตนายทหารชาวอเมริกัน ผู้ทำให้ลีต้องการสร้างความสัมพันธ์อัน ‘ลึกซึ้ง’ ทุกวิถีทาง
หากใครหลายคนบอกว่าความรักไม่ใช่เพียงแค่การ ‘เอ่ยปาก’ แต่คือ ‘การแสดงออก’ นี่คือสิ่งที่ลีพยายามตามหาจากยูจีน ประโยคที่ว่า “ผมอยากสนทนากับคุณแบบที่ไม่ต้องเอ่ยอะไรกันเลย” จึงไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์บนเตียง แต่คือความรักที่เข้ามาเติมเต็มหัวใจอันว่างเปล่าของลี ที่ยูจีนไม่เคยแสดงออกมาเลย คนที่โหยหาความรักอย่างลีจึงอยากทำความเข้าใจ เขาอยากรู้ว่าความคิดของยูจีนคืออะไร และเขาจะเอาชนะใจนั้นได้อย่างไร ทางเดียวที่เขาพึ่งได้คือ การเข้าไปในความคิดของคนที่เขาหลงใหลที่สุด
ดังนั้น เมื่อหนังเริ่มพาผู้ชมเขยิบเข้าสู่ความหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ เผยความพิสดารผิดเพี้ยนของจิตใจที่โหยหาความรัก ถลำลึกเข้าไปสู่ป่าอันเวิ้งว้างและบ้าคลั่ง จนทำให้ผู้ชมเหวอไปกับสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาในหนังเรื่องนี้
Queer จึงนำเสนอความเป็นอื่นของเกย์ในยุคหลังสงครามได้อย่างลึกซึ้ง และเปิดเปลื้องความท้าทายของจิตใจที่เซอร์ไพรส์ผู้ชม ชนิดที่ไม่มีใครคาดเดาว่าลูกาจะพาเรามาถึงตรงนี้ได้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- GELBOYS - The Love of Siam-Boys มองความรักของวัยรุ่นสยามยุคใหม่ ผ่านกลุ่มเด็กชายผู้หลงใหลในเล็บเจล
- รักแห่งสยาม, Carol และอื่นๆ : คริสต์มาส กับ ‘ภาพ’ แห่งความสุข ที่อาจยังเฉลิมฉลองไม่ได้ในสื่อ LGBTQ+
- ดูอะไร-ที่ไหนกันดี ใน ‘กรุงเทพกลางแปลง’ เทศกาลฉายหนังกลางแปลงของคนเมืองหลวง ตลอดเดือนกรกฎาคม 65
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath