โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ภาษี US ชัดเจนดันหุ้นไทยไปต่อ จับตาแรงเก็งกำไรผลประกอบการ บจ.

Manager Online

เผยแพร่ 03 ส.ค. 2568 เวลา 15.40 น. • MGR Online

ภาพรวมหลังได้ข้อสรุปภาษีส่งออกสหรัฐ ฯ ลดเหลือ 19% คาดทำให้การส่งออกดูดีขึ้นเล็กน้อย พอแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ “กรณ์” ชี้แม้จะไม่เสียเปรียบ แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนสูงของประเทศ แนะรัฐเร่งเยียวยา ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เชื่อช่วยหนุนตลาดดูดีขึ้น ด้านโบรกฯประเมินหุ้นไทยไปต่อ ชูกลุ่มท่องเที่ยว โรงพยาบาลเด่น คาดนักลงทุนหันมาโฟกัสการประกาศกำไรบริษัทจดทะเบียน

ในที่สุดก็ได้รู้กันเสียทีว่า สินค้าส่งออกจากไทยที่จะนำส่งเข้าสหรัฐ ฯ ต้องเสียภาษีในอัตราเท่าใด หลังจากการเจรจาที่ผ่านมาไม่เป็นผล แถมต้องมาโดนขู่แกมบังคับให้ไทยหยุดยิงกัมพูชาทั้งที่ไทยเป็นฝ่ายถูกรุกลำแนวเขตแดง โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 1 ส.ค. 2568 ที่กระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการบรรลุข้อตกลงมาตรการภาษี Reciprocal Tariff กับสหรัฐอเมริกาว่า จะเป็นอัตราภาษีใหม่ที่ 19% โดยจะเริ่มใช้กับสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การเจรจาครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องอัตราภาษีนำเข้าใหม่ โดยสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปถึงสหรัฐ ฯตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 เป็นต้นไป จะเสียภาษีในอัตราใหม่ที่ 19% อัตรานี้ถือว่าใกล้เคียงกับที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้รับ ทำให้การแข่งขันยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม ส่วนสินค้าที่ส่งออกก่อนวันที่ 7 ส.ค.68 และถึงสหรัฐแล้ว จะยังคงใช้อัตราภาษีเดิมที่ 10%

อย่างไรก็ตาม หากเป็นสินค้าที่เข้าข่ายสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ แต่ส่งผ่าน (Transshipment) หรือมี Local Content น้อย จะถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 40% ซึ่งประเทศไหนได้เปรียบเสียเปรียบก็อยู่ที่ตรงประเภท 40% นี้เอง โดยรัฐบาลจะดำเนินการควบคุมสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศ และเชื่อว่าภายในหนึ่งปีสินค้าประเภทเหล่านี้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่อ่วมพอแข่งขันได้

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มีหลายฝ่ายออกมาประเมินว่า เป็นไปในทิศทางที่เป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอัตราเดิมที่มีการขู่ว่าจะสูงถึง 36% นั่นเพราะอัตราภาษีใหม่ 19% ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย เนื่องจากใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น มาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซียที่ 19% และเวียดนามที่ 20% ทำให้สินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันได้ และช่วยพยุงไม่ให้ภาคการส่งออกหดตัวรุนแรง

ขณะเดียวกันการได้ข้อสรุปอัตราภาษีที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจได้ง่ายขึ้น ลดความไม่แน่นอนในตลาดการค้า และเชื่อว่าจะเป็นข่าวดีที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากภาวะถดถอยทางเทคนิค

ไม่เพียงเท่านี้ หลายฝ่ายยังมองว่า อัตราภาษีใหม่ยังช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและรักษาฐานการส่งออกของประเทศในระยะยาว รวมถึงอัตราภาษีที่ชัดเจนและไม่สูงเกินไป อาจช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยเพิ่มขึ้นเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ

อิเล็กฯ-เกษตรต้องหาทางลดต้นทุน

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องดังกล่าวนอกจากเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจประเทศก็มีประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เริ่มที่แม้จะได้ข้อตกลงที่ดี แต่สงครามการค้ายังไม่จบสิ้น ผู้ประกอบการไทยจึงยังคงต้องระวัง และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงสินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่มโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเกษตร-อาหาร อาจจะยังคงได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และต้องหาวิธีลดต้นทุนการผลิตเพื่อรักษากำไร

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจว่า แม้อัตราภาษีจะใกล้เคียงกับคู่แข่ง แต่การแข่งขันในตลาดโลกยังคงสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนาศักยภาพและหาแนวทางเพิ่มจุดแข็งของสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ไหนปัจจัยบวก-หุ้นไทยทิ้งดิ่ง

ขณะที่บรรยากาศการซื้อตลาดหุ้นไทยวันที่ 1 ส.ค. 2568 หลังรับทราบข่าวความชัดเจนเรื่องอัตราภาษีสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯใหม่ที่ระดับ 19% ทำให้การซื้อขายหุ้นในช่วงเช้า ตลาดเปิดในแดนบวก โดยดัชนี SET ปรับขึ้นกว่า 10 จุด เนื่องจากนักลงทุนรับข่าวดีจากการที่ไทยสามารถเจรจาอัตราภาษีกับสหรัฐฯได้กีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม พอเริ่มการซื้อขายในช่วงบ่าย ดัชนีหลักทรัพย์พลิกกลับมาปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี SET ร่วงลงมาประมาณ 24 จุดเมื่อปิดตลาด ซึ่งการปรับตัวลงนี้เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ "Sell on Fact" เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากที่มีการประกาศภาษีส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯอย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากข่าวที่ออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงกดดันจาก Fund Flow ที่มีแนวโน้มไหลออก และความกังวลจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น สถานการณ์การเมือง

ทำให้วันศุกร์ที่ผ่านมา (1ส.ค.) ดัชนีปิดที่ระดับ 1,218.33 จุด ลดลง 24.02 จุด หรือ 1.93% มูลค่าการซื้อขาย 54,586ล้านบาท

“กรณ์”เชื่อผู้ส่งออกอ่วม-ต้นทุนพุ่ง!

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อว่า “19% จะส่งผลอย่างไร?” ระบุว่า "19% จะส่งผลอย่างไร? โดยเริ่มว่าก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับ Team Thailand ที่สุดท้ายช่วยทำให้ไทยได้อัตราใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่ม ASEAN ด้วยกัน และอย่างที่ผมได้แสดงความเห็นไว้เมื่อ 2-3 วันก่อน อัตราภาษีนี้ถือว่าแลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนไทย โดยไทยยังมีการบ้านต้องทำอีกมากในการทำความเข้าใจกับชาวโลก อย่างน้อยก็ถือว่าเรายังสามารถยันไว้ไม่ให้กัมพูชาตบตาชาวโลกได้ว่าไทยเราเป็นผู้รุกราน

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษี 19% จะทำให้กำไรผู้ส่งออกลดลงแน่นอน เพราะต้องแบกรับภาระภาษีไว้ไม่มากก็น้อย บวกกับปริมาณการบริโภคโดยชาวอเมริกันที่อาจจะลดลงเพราะของแพงขึ้น

ขณะที่ จีนน่าจะเหนื่อยที่สุด เพราะจะหนีด้วย transshipment ก็ยากขึ้น ดังนั้นผลต่อไทยเราคือสินค้าราคาถูกจากจีนจะทะลักเข้ามามากขึ้น เตรียมรับมือให้ดี แต่สรุปไทยไม่ได้เสียเปรียบเพิ่มเติมจากเรื่อง tariff และท่านรองนายกฯ พิชัย ได้พูดในสิ่งที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเร่งเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการด้วยวงเงินสินเชื่อ และความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาตัวเองให้แข่งขันได้ในอนาคต

ตลาดหุ้นยกเป็นข่าวดีหนุน บจ.

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงข้อสรุปอัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ไทยถูกเรียกเก็บในอัตรา 19% ว่า ในมุมมอง ตลท.มองว่าเป็นข่าวดีที่มีความชัดเจนอัตราภาษีออกมา แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มใดที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์หรือมีผลกระทบ เพราะฉะนั้นก็มองเป็นข่าวดีสำหรับตลาดทุนของเรา”นายอัสสเดช กล่าว

ขณะที่เบื้องต้นผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ของ บจ.ที่มีการส่งออกโดยตรงไปยังสหรัฐฯ คิดเป็น 2% หรือต่ำกว่า 2% ของรายได้รวมทั้งหมด บจ. ดังนั้นผลกระทบตั้งแต่เริ่มต้นไม่ได้รุนแรงโดยตรง แต่ยังต้องติดตามปัจจัยอื่น ๆ ว่า บจ.มีการส่งออกผ่านประเทศอื่นหรือไม่ และไทยนำเข้าเพื่อส่งออกต่อไปอย่างไรเพื่อประเมินสถานการณ์ให้ครบถ้วน

ขณะที่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. แสดงความเห็นว่า เรื่องดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาพอสมควร ก่อนเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมาบางส่วนจากความกังวลการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จึงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจหลังมาตรการภาษีสหรัฐได้ข้อสรุปแล้ว และต้องรอดูว่านักวิเคราะห์ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังอย่างไร

คาดส่งออกฟื้นตัวเล็กน้อย

จากกรณีสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ใหม่ต่อไทย ในอัตราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 36% มาอยู่ที่ 19% ใกล้เคียงกับภูมิภาคอาเซียน และดีกว่าเวียดนาม หลังทางการไทยมีความพยายามในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นอัตราที่ดีกว่าเดิม และแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา อีกทั้งอัตราภาษีดังกล่าวยังต่ำกว่าอัตราภาษีที่อินเดียได้รับที่ 25% ซึ่งอัตราภาษีฯ ที่ไม่แตกต่างกันส่งผลให้ในภาพรวมสินค้าส่งออกไทยยังคงความสามารถทางการแข่งขันได้ ขณะที่ภาพการค้าโลกก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการค้าที่ลดลงรวมถึงหลายประเทศได้รับอัตราภาษีฯ ที่ลดลงกว่าที่ประกาศไว้ในเดือนเม.ย. ซึ่งปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนมุมมองต่อการส่งออกไทยอีกทางหนึ่ง

ขณะที่อัตราภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บในอัตรา 40% คาดว่าจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเพื่อ Re-export ไปยังตลาดสหรัฐฯ ผ่านไทยซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำนั้นมีแนวโน้มชะลอลง โดยขึ้นอยู่กับการบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) อย่างจริงจังที่อาจช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการผลิตไทย

นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าฯ ของไทยเทียบกับภูมิภาคที่ไม่แตกต่างกัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินลงทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ดีการไหลเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนเพื่อบริโภคในประเทศคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาคการผลิตในปีนี้คาดว่าจะยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดส่งออกจะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตดีขึ้นเล็กน้อยที่ 1.5% จากเดิม 1.4% ท่ามกลางท่องเที่ยวโตต่ำกว่าคาด โดยคาดว่าจะหดตัวลดลงมาอยู่ที่ -7.4% gเทียบจากปีก่อนและการส่งออกไทยทั้งปี 2568 ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 1.5% ทั้งนี้ การส่งออกไทยในครึ่งปีหลังที่ยังหดตัวเป็นผลจากการเร่งสูงออกสูงในช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวถึง 15.0% จากปีก่อน ประกอบกับมีปัจจัยฐานการส่งออกทองคำที่สูงในครึ่งหลังของปี 2567

ตลาดหุ้นเริ่มพุ่งเป้ากำไร บจ.

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า SET Index เดือน ส.ค.จะแกว่งตัวในกรอบ 1,180-1,270 จุด โดยระดับแนวต้านที่ 1,270 จุด มีที่มาจากเป้าหมายดัชนี SET ในกรณีฐานตามวิธี PE Model ตามเดิม และเป็นระดับที่อิงสมมติฐานการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ที่ 0.25% ในช่วงที่เหลือของปีนี้แล้ว

ส่วนระดับแนวรับที่ 1,180 จุด เป็นระดับที่เคยประเมินว่าดัชนี SET จะยืนเหนือได้ หากอัตราภาษี Tariff สุดท้ายที่ไทยถูกสหรัฐฯเรียกเก็บอยู่ในระดับ 20% หรือต่ำกว่า ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นเช่นนั้นจริง

ทั้งนี้ หลังจากผ่านพ้นประเด็น Tariff ในช่วงต้นเดือนไปแล้ว ตลาดน่าจะเริ่มหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่กำลังทยอยออกมามากขึ้น รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศที่จะกลับมาเข้มข้นอีกครั้งในเดือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิพากษาของศาลอาญาคดีนายทักษิณกรณีมาตรา 112, การพิพากษาของศาลฎีกาฯกรณีชั้น 14, การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อนายกฯ แพทองธารว่าขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯหรือไม่ และการชุมนุมทางการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง โดยหากเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งเงื่อนเวลาของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 69 ที่เปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่าจะพอเป็นสิ่งที่นักลงทุนยอมรับได้ และไม่น่ามีผลกระทบต่อภาพ SET Index มากนัก

ดังนั้น เชิงกลยุทธ์แนะนำใช้กลยุทธ์ขึ้นขาย-ลงซื้อตามกรอบดัชนีที่ประเมินไว้ โดยมองโซนในการทยอยลดน้ำหนักหุ้นอยู่ที่บริเวณดัชนี 1,250-1,270 จุด ส่วนโซนในการทยอยเข้าสะสมหุ้นอยู่ที่บริเวณดัชนี 1,180-1,200 จุด สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในเดือนนี้ ได้แก่

กลุ่มท่องเที่ยวที่ Earnings เตรียมผ่านพ้นจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 พร้อมๆกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ภาครัฐอาจออกมาสนับสนุนในช่วงถัดไป เลือก AWC, BA, CENTEL, ERW

กลุ่มโรงพยาบาลที่เตรียมเข้าสู่ High season และเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ และน่าจะมีความคืบหน้าในการจ่ายค่ารักษาประกันสังคมภาระเสี่ยงเพิ่มเติม รวมถึงค่ารักษา COVID ค้างจ่าย เลือก BDMS, BH, BCH, CHG

"ผลกระทบในแง่ของดัชนี SET อาจมีไม่มากนัก หรืออาจเห็นปรากฏการณ์ Sell on fact บ้างในระยะสั้น แต่ในส่วนของกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างกลุ่มส่งออก เช่นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมนั้น ประเมินว่าความชัดเจนที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวปลดล็อคความ Overhang ที่เคยกดดันตัวหุ้นมาก่อนหน้านี้ได้บ้าง ทั้งนี้สิ่งที่คงต้องติดตามต่อไปก็คือรายละเอียดของดีลที่เกิดขึ้นว่าไทยเราจะต้องมีการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯรายการใดบ้าง และต้องมีการลดอากรขาเข้าต่อสินค้าเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่มากอาจเป็นปัจจัยกดดันภาพ GDP ของไทยในช่วงถัดไป ผ่านตัวแปร Net export ที่ปรับลดลงได้" นายณัฐชาตกล่าว

ทิศทางตลาด ส.ค.เป็นบวก

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ จำกัด ระบุว่ามีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงเดือน ส.ค.นี้ โดยครึ่งเดือนแรกน่าจะได้อานิสงส์จากแนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่เป็นบวก และการเก็งกำไรผลประกอบการและคาดหวังเงินปันผล แต่ในช่วงครึ่งเดือนหลังอาจต้องติดตามปัจจัยการเมืองที่อาจกลับมาสร้างความกังวลใจแก่นักลงทุน

สำหรับการคัดเลือกหุ้นลงทุนในเดือนนี้นั้น แนะนำนักลงทุนเลือกหุ้นที่แนวโน้มงบไตรมาส 2/68 จะออกมาดีหรืออย่างน้อยเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน และเลือกหุ้นบางตัวที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล รวมทั้งหุ้นที่ผู้บริหารร่วมงาน Thailand Focus ซึ่งจะสร้างความสนใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยแนะนำลงทุนในหุ้น AMATA, COM7, GPSC, GULF, KKP, PR9 และ SCB ส่วนด้านแนวรับสำคัญหุ้นไทยอยู่ที่ 1,190 - 1,200 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,270 – 1,300 จุด ตามลำดับ

สำหรับรายละเอียดที่ทำให้ บล.ทิสโก้มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้นนั้น เนื่องจากภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2/68 ของหุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้น Real Sector ขนาดใหญ่บางตัวที่รายงานออกงบมาแล้ว อาทิ SCGP, SCC และ BH เป็นต้น ส่วนใหญ่มีกำไรดีกว่าคาด ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นแรงซื้อเก็งผลประกอบการในระยะสั้นและทิศทางการลงทุนของต่างชาติในเดือนก.ค.68 พลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 10 เดือน และถือเป็นสัญญาณที่ดี ขณะที่ทิศทางการลงทุนของต่างชาติยังมีแนวโน้มเป็นบวกในระยะสั้น

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...