โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสธ.แมว ชี้ 2 ปัจจัย จุดชนวนสงสัย “มีไส้ศึก” ปมปะทะไทย–กัมพูชา

PPTV HD 36

อัพเดต 03 ส.ค. 2568 เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2568 เวลา 11.25 น.
อดีตเลขาฯ สมช. ชี้ 2 ปัจจัยทำสังคมตั้งคำถาม ปมปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา หวั่นการเมืองเร่งหยุดยิงทั้งที่ไทยได้เปรียบ

แม้กองทัพจะออกมาปฏิเสธชัดเจนว่า “ไม่มีไส้ศึก” แต่สังคมยังคงตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พีพีทีวีสัมภาษณ์ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนยังเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจมี “ไส้ศึก” แฝงอยู่ในระบบ พร้อมเตือนจับตาหลังการประชุม GBC อาจเกิดเหตุปะทะรอบใหม่ หากการเจรจาไม่ลงตัว

"ไส้ศึก" คือใครในความหมายของ เสธ.แมว

พล.ท.ภราดร เริ่มจากอธิบายนิยามของคำว่า “ไส้ศึก” ให้เข้าใจตรงกันว่า

คือ “บุคคลที่นำข้อมูลข่าวสารไปให้ฝ่ายตรงข้าม, ออกคำสั่งที่เอื้อประโยชน์ต่ออีกฝ่าย หรือพยายามขัดขวางการตอบโต้ จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้เปรียบในการรุก”

2 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้คนสงสัย

เขาระบุว่า มี 2 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสงสัยในสังคมว่าอาจมีไส้ศึกเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปะทะ ได้แก่:

รัฐบาลไม่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

การหยุดยิงที่เกิดขึ้น มีลักษณะเร่งด่วนและคลุมเครือ โดยชี้ว่า ในหลักการหยุดยิงตามยุทธวิธี ฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่า เช่นไทย ควรเป็นฝ่ายกำหนดจังหวะและส่งสัญญาณล่วงหน้า เช่น ห้ามเคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลัง พร้อมทั้งให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจา

กรณีสมรภูมิตาควาย : หยุดยิงทั้งที่ไทยได้เปรียบ ?

พล.ท.ภราดร ยกกรณี "สมรภูมิตาควาย" ซึ่งไทยกำลังรุกตอบโต้กัมพูชาอย่างได้เปรียบ เพื่อปกป้องอธิปไตย โดยเชื่อว่าไทยอาจยึดปราสาทตาควายได้แล้ว และมีเป้าหมายจะยึด "เนิน 350" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากยึดได้จะตัดโอกาสกัมพูชาจัดกำลังเข้ายึดปราสาทตาควายซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่า

แต่ในจังหวะที่กำลังสู้รบอย่างดุเดือด จู่ ๆ ก็มีคำสั่งเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ไทยไม่สามารถบุกถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญนั้น ทั้งที่มีความได้เปรียบอย่างชัดเจน จึงเกิดคำถามตามมาว่า ฝ่ายการเมืองกับฝ่ายทหารมีการหารือกันก่อนหรือไม่

พล.ท.ภราดรชี้ว่า คนที่ถูกตั้งข้อสงสัยมากที่สุด คือ “ฝ่ายการเมือง” เนื่องจากไม่มีเหตุผลเร่งด่วนที่ต้องยุติการยิงในจังหวะที่ไทยกำลังได้เปรียบทางยุทธศาสตร์

เตือนระวังเหตุปะทะรอบใหม่หลังประชุม GBC

เสธ.แมว ยังวิเคราะห์ว่า ชายแดนไทย–กัมพูชา ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะประวัติที่ผ่านมา “กัมพูชาไม่เคยรักษาคำพูด” และหลังจากการประชุม GBC ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หากเจรจาไม่ลุล่วง ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดการปะทะขึ้นอีกระลอก

โดยสัญญาณหนึ่งที่ต้องจับตา คือ การที่กัมพูชาดึงสหรัฐฯ และจีนเข้าร่วมวงหารือ สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาที่จะขยายประเด็นไปสู่ระดับพหุภาคี หวังให้ประชาคมโลกกดดันไทย เพราะรู้ว่าตนเองเสียเปรียบในการเจรจาแบบทวิภาคี

ปม “เส้นปฏิบัติการ” และ 4 พื้นที่เป้าหมาย

อีกประเด็นสำคัญที่อาจเป็นชนวนร้อนในการเจรจาคือ “เส้นปฏิบัติการ” เพราะไทยและกัมพูชาอ้างอิงแผนที่คนละมาตราส่วน ซึ่งอาจทำให้การหาทางออกร่วมกันเป็นไปได้ยากมาก

ดังนั้น ตั้งแต่ก่อนและหลังประชุม GBC ไทยจะต้อง “ตรึงกำลัง” และรักษาพื้นที่สำคัญไว้ให้มั่น โดยเฉพาะ 4 จุดยุทธศาสตร์ ได้แก่

ปราสาทตาเมือนธม

ปราสาทตาควาย

ปราสาทตาเมือนโต๊ด

ช่องบก

พื้นที่เหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตที่กัมพูชาเคยยื่นฟ้องต่อศาลโลก

ข้อเสนอเชิงรุกหากเกิดเหตุซ้ำ

ท้ายที่สุด พล.ท.ภราดร เสนอว่า หากมีเหตุปะทะอีกครั้ง ไทยควรดำเนินการ “สื่อสารเชิงรุก” โดยเฉพาะกับประชาคมอาเซียน, สหประชาชาติ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง

และที่สำคัญ ต้องยืนยันให้ชัดว่า ไทยกำลัง “ปกป้องอธิปไตยจากการรุกราน” ไม่ใช่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน และทุกการปฏิบัติการของไทยนั้น “ได้สัดส่วน” กับภัยคุกคามที่ได้รับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทยอยเปิด รพ.ชายแดน ผู้พักพิงลดลง รัฐเดินหน้าฟื้นฟูสุขภาพประชาชน

พระราชทานเพลิงศพ เหยื่อเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 7 ราย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสธ.แมว ชี้ 2 ปัจจัย จุดชนวนสงสัย “มีไส้ศึก” ปมปะทะไทย–กัมพูชา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...