“เงินเยน” อ่อนค่าทะลุ 2.4% หลังอิสราเอลถล่มอิหร่าน ซิตี้คาดหลุด 150 เยน/ดอลล์ใน Q3
"เงินเยน" อ่อนทะลุ 2.4% เทียบดอลลาร์ สวนกระแสสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนหวั่นผลกระทบดุลการค้า-เงินเฟ้อ ซิตี้คาดแนวโน้มหลุด 150 เยนต่อดอลลาร์ในไตรมาส 3
วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 15.58 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า"เงินเยน" ญี่ปุ่น ซึ่งโดยปกติถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ อ่อนค่าลง 2.4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และ 1.4% เมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส นับตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน ที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่เป้าหมายทางทหารและโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
โดยญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งครั้งนี้ ยิ่งกดดันดุลการค้าและลดความน่าดึงดูดของเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเป็นวันที่รัสเซียบุกยูเครน เงินเยนก็อ่อนค่าทันทีในวันเดียวกัน และต่อมาอ่อนค่าลงรวมกว่า 11.5% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนปีนั้น
แม้ว่าในปัจจุบันนักลงทุนเก็งกำไรยังถือสถานะคาดหวังให้เงินเยนแข็งค่าอยู่เป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ล่าสุดอาจส่งสัญญาณให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์เปลี่ยนทิศทาง ปิดสถานะเก็งกำไรที่ถืออยู่ และอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เงินเยนอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนยังส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นญี่ปุ่นด้วย โดยเงินเยนอ่อนค่ามักส่งผลบวกต่อหุ้น เนื่องจากช่วยเพิ่มมูลค่ารายได้จากต่างประเทศของบรรดาบริษัทส่งออกขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามผลบวกนี้อาจอยู่ได้ไม่นาน เพราะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะเริ่มส่งผลกระทบ
สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งกำลังเผชิญความนิยมลดต่ำลงอยู่แล้ว เงินเยนอ่อนค่ายิ่งซ้ำเติมสถานการณ์เงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาสินค้าจำเป็น เช่น ข้าว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาญี่ปุ่นที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนหน้า
นักวิเคราะห์จากซิตี้ (Citi) ระบุว่า “ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ดุลการค้าและเงื่อนไขทางการค้าของญี่ปุ่นแย่ลง จึงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่กดดันเงินเยนให้มีแนวโน้มอ่อนค่าลง”
ซิตี้ยังคงคาดการณ์ว่า เงินเยน อาจอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 150 เยนต่อดอลลาร์ภายในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ท่าทีผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จากการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อาจยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อเงินเยน จากทั้งทิศทางราคาน้ำมันและนโยบายการเงินที่ต่างจากหลายประเทศ
อ้างอิง : www.reuters.com