ท่านพ่อเจ้าขา โปรดรับกิเลนน้อยไปเลี้ยงหน่อย (จากนักเขียนเรื่อง เมื่อข้าเป็นองค์หญิงน้อยของฮ่องเต้ทรราช )
นิยาย Dek-D
อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 03.00 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 02.23 น. • BookBox_Officialข้อมูลเบื้องต้น
ท่านพ่อเจ้าขา โปรดรับกิเลนน้อยไปเลี้ยงหน่อย
(จากนักเขียนเรื่อง เมื่อข้าเป็นองค์หญิงน้อยของฮ่องเต้ทรราช )
爹爹开门,系窝呀!
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท บุ๊คบ็อค จำกัด***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 垂耳兔 ผู้แปล : ทีมงาน bookbox
จำนวน : 440 ตอนจบ
อัปทุกวัน 10.00 น.
เรื่องย่อ
‘ฉินหว่านหว่าน’ กิเลนน้อยวัยสามขวบต้องลงมายังโลกมนุษย์พร้อมกับเจ้านกแก้วเคอเค่อเพื่อช่วยเหลือบิดาตนที่ถูกส่งลงมาชดใช้กรรม ทว่าวิญญาณกิเลนของบิดานั้นแข็งแกร่งเกินกว่าร่างกายมนุษย์เพียงคนเดียวจะรับไหว นางจึงมีบิดาเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ถึงห้าคน! การปรากฏตัวของนางสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน เด็กหญิงตัวน้อยที่แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็เทียบไม่ได้ แม้แต่องค์หญิงและองค์ชายก็ไม่กล้าแตะต้อง!
…………………………………………………………………………………………………………..
แต่ถ้าชอบนิยายแนวเด็กน้อย สดใสสุดน่ารัก ตามไปแนวเรื่องที่นักอ่านต้องชอบได้เลย
เด็กน้อย ซูยายา คนนี้ กำลังรอนักอ่านมาอ่านกันอยู่นะ บอกเลยว่าลองคลิกไปอ่านดู แล้วคุณจะตกหลุมรัก
คลิกอ่านที่รูปได้เลย !!
…………………………………………………………………………………………………………..
แจกฟรี! วอลเปเปอร์มือถือสุดคิ้วท์
"กิเลนน้อย" จากนิยายดัง ท่านพ่อเจ้าขา โปรดรับกิเลนน้อยไปเลี้ยงหน่อย
พิเศษเฉพาะแฟนนิยายที่ซื้อตอนที่ 100 ขึ้นไปบนแพลตฟอร์มใดก็ได้
(Dek-D / ReadAWrite / Fictionlog / EnjoyBook)
เพียงแคปหน้าจอหลักฐานการซื้อ แล้วทักแชทมาหาเรา
ที่ Line OA : https://lin.ee/NzcQx8x แล้วรับฟรีทันที!
วันนี้ - 31 สิงหาคม 2568 เท่านั้น
ใครอ่านถึงตอนที่ 100 แล้ว อย่าลืมทักมา~
สะสมความน่ารักของ "กิเลนน้อย" บนหน้าจอคุณได้แล้ววันนี้
Inbox มาเลย!
บทที่ 1 ชนบิดาผู้ให้กำเนิด
บทที่ 1 ชนบิดาผู้ให้กำเนิด
บนสวรรค์
"ผิดแล้ว ผิดแล้ว เด็กน้อยเกือบจะไปผิดทางแล้วนะ" เสียงนั้นเอะอะโวยวาย เจือด้วยความร้อนรน
ตามมาด้วยเสียงนุ่มนวลอีกเสียงหนึ่ง
"ข้า ข้ารู้สึกเวียนหัวจัง"
ท่ามกลางความวุ่นวายสับสน ในที่สุดก็เลี้ยวถูกทิศทางเสียที หลังจากลงสู่พื้น เด็กหญิงตัวน้อยผิวขาวราวกับหิมะ มีแสงอ่อน ๆ รอบกายราวกับเทพธิดา เดินโซเซเป็นวงกลมบนพื้น แล้วล้มฟุบลงไป
แต่นางไม่รู้สึกเจ็บเลย กลับรู้สึกนุ่มนิ่มเสียด้วยซ้ำ
"มิ้ว!"
ฉินหว่านหว่านขยับหู เหมือนได้ยินเสียงร้องโหยหวนของสิ่งมีชีวิต เป็นเสียงเล็ก ๆ คล้ายลูกแมว
และสิ่งที่นางทับอยู่ก็นุ่มนิ่มเสียด้วย
ความมึนงงเริ่มจางหายไป เด็กหญิงตัวน้อยลืมตาขึ้น สบตากับเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ตาสีเหลืองอำพัน
ฉินหว่านหว่านกะพริบตาปริบ
มีบางอย่างขยับใต้ร่างนาง เด็กน้อยค่อย ๆ ลุกขึ้น ลูกเสือโคร่งสองตัวที่กำลังยกก้นคลานออกมา ล้มนั่งจุ้มปุ๊กบนพื้น
พวกมันดูงุนงง มองฉินหว่านหว่านผู้มาแย่ง 'นม' ของพวกมันด้วยสายตาเซ่อซ่า
ตัวใหญ่จัง!
ฉินหว่านหว่านเกาหัว "ขออภัยด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
แม่เสือไม่ได้โกรธนาง กลับเข้ามาถูไถแก้มอวบของนาง แล้วเผยท้องนุ่มนิ่ม พลางส่งสายตาถามราวกับอยากรู้ว่าเจ้าตัวน้อยอยากจะดื่มนมหรือไม่
ฉินหว่านหว่านจ้องมองด้วยสายตาใคร่รู้ เด็กน้อยมีท่าทีกระตือรือร้นอยากลองชิม มันดูน่าอร่อยเหลือเกิน
นกแก้วตัวหนึ่งบินกระพือปีกเข้ามา "เด็กน้อย เจ้าคิดอะไรอยู่ ดื่มไม่ได้นะ ตัวเจ้ามีผลนมติดตัวอยู่แล้ว"
ฉินหว่านหว่านละสายตากลับมา นัยน์ตาแฝงความเสียดาย "ข้าต้องไปหาท่านพ่อแล้ว แม่เสือ ลาก่อนนะ~"
ก่อนจะจากไป ฉินหว่านหว่านอุ้มลูกเสือสองตัวที่ส่งเสียงร้องมิ้ว ๆ มาลูบเล่น
นุ่มนิ่มจังเลย~
จากนั้นนางจึงวิ่งเตาะแตะด้วยขาสั้น ๆ ของนางและวิ่งออกไป
ลูกเสือสองตัวถูกนางลูบคลำจนเวียนหัว เมื่อพวกมันตั้งสติได้ ร่างของเด็กน้อยก็หายไปแล้ว
เหตุผลที่เสือตัวนั้นไม่ทำร้ายฉินหว่านหว่าน ก็เพราะนางเป็นกิเลน*[1]
นางมาจากเผ่ากิเลนแห่งสวรรค์ ปีนี้เป็นปีที่สามหลังจากฟักออกจากไข่
เหตุผลที่ลงมายังโลกมนุษย์ก็เพื่อตามหาบิดาของนาง
ฉินหว่านหว่านเกิดมาร่างกายก็อ่อนแอตั้งแต่กำเนิด เกือบจะฟักออกจากไข่ไม่ได้ แต่เพื่อนางแล้ว บิดาของนางทั้งขโมย ปล้น และหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งสมุนไพรวิเศษต่าง ๆ ทำให้เหล่าเทพในสวรรค์ต่างพากันเดือดร้อน สุดท้ายหลังจากที่อาการของนางมั่นคงแล้ว บิดาก็ถูกเทพสวรรค์ลงโทษให้ลงมาใช้กรรมในโลกมนุษย์
แต่ชะตาชีวิตที่ควรจะเป็นไปด้วยดีกลับถูกอำนาจภายนอกทำให้ยุ่งเหยิง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป บิดาของฉินหว่านหว่านจะต้องพบจุดจบอันน่าเศร้า
เมื่อรู้ข่าวนี้ ฉินหว่านหว่านที่คิดถึงบิดามากอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลงมายังโลกมนุษย์โดยไม่บอกมารดาและท่านลุงเทพสวรรค์ นางต้องตามหาบิดาให้พบ ไม่ยอมให้บิดาต้องตายอย่างน่าเศร้าเด็ดขาด
ฉินหว่านหว่านหากวางตัวใหญ่มาได้ตัวหนึ่ง แล้วขี่กวางออกจากป่าลึกในยามค่ำคืนเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่จะได้พบบิดาผู้เป็นที่รัก
…
"เด็กน้อย บิดาของเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่ กำลังจะไปประจำการที่ชายแดน ถ้าซุ่มอยู่ที่เส้นทางนี้ต้องเจอเขาอย่างแน่นอน!"
นกแก้วสีชมพูอมแดงขนาดเท่าฝ่ามือ บินมาเกาะบนไหล่ของเด็กน้อยวัยสามขวบ พูดจาคล่องแคล่วราวกับเป็นมนุษย์
"อืม อืม!"
เจ้าตัวน้อยที่ซุ่มอยู่ในพุ่มหญ้าตอบรับอย่างงัวเงีย
หลังจากวิ่งออกมาจากป่า นางได้เปลี่ยนจากเด็กน้อยน่ารักกลายเป็นเด็กเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง
และยังง่วงนอนมากด้วย
นางไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
"เคอเค่อ บิดาจะมาเมื่อไหร่นะ?"
เจ้าตัวน้อยพิงต้นไม้ ด้านล่างเป็นกองหญ้าแห้งที่ฉีกมารองไว้อย่างลวก ๆ มือป้อม ๆ ถือผลไม้ที่กัดจนเป็นรอยแหว่งไปทั่ว ตอนนี้กำลังหาวและเกือบจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว
สภาพแบบนี้ทำให้นกแก้วบนไหล่ของนางรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก
"เด็กน้อย อดทนอีกสักพัก บิดาของเจ้ากำลังจะมาถึงแล้ว"
"เคอเค่อ ข้าอยากนอน"
ภายใต้เสียงให้กำลังใจของเคอเค่อ ฉินหว่านหว่านก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ แต่ดวงตากลมโตของนางกลับเปิดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะผล็อยหลับไป
นอนกันเถอะ~
การรอคอยอันยาวนานนี้ยืดยาวจนถึงช่วงบ่ายของอีกวัน ฉินหว่านหว่านนอนไม่ค่อยสบาย แม้ว่าเคอเค่อจะพยายามปูหญ้านุ่ม ๆ ให้นางแล้วก็ตาม แต่เด็กน้อยเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่สุขสบายหนาวก็มีเสื้อให้ใส่ หิวก็มีข้าวให้กิน แล้วจะทนความลำบากเช่นนี้ได้อย่างไร
แม้จะหลับไปแล้ว นางก็ยังขมวดคิ้วน้อย ๆ เม้มปากเล็กด้วยความน้อยใจ ส่งเสียงงึมงำ
ระหว่างนั้นเพื่อประทังความหิวของตัวเอง นางยังคงกัดผลไม้สองสามคำอย่างงัวเงีย
ในที่สุด เสียงฝีเท้าม้าก็ดังมาเป็นระลอก ท่ามกลางแสงสุดท้ายของดวงตะวัน ธงทหารสีดำพลิ้วไหวตามแรงลม พร้อมกับการเคลื่อนไหวของม้าศึกและเหล่าทหาร นำมาซึ่งบรรยากาศอันน่าเกรงขาม
"เด็กน้อย! บิดาของเจ้ามาแล้ว!!! "
เคอเค่อร้องเสียงแหลม กระพือปีกพลางใช้ปากคาบผมของเด็กน้อย พยายามปลุกให้นางตื่น
ในที่สุดก็มาเสียที ถ้ายังไม่มาอีก เกิดเด็กน้อยของมันเป็นหวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร!
ฉินหว่านหว่านถูกปลุกด้วยเสียงแหลมสูงของเคอเค่อ แต่ทั้งร่างยังคงงัวเงีย สมองยังไม่ค่อยแจ่มใสนัก
"เร็วเข้า ออกไปแกล้งทำเป็นเขามาชนเจ้า วันนี้ต้องทำให้เขาพาเจ้าไปให้ได้! "
ฉินหว่านหว่านที่ยังมึนงง แม้จะฟังไม่รู้เรื่องเท่าไรนัก แต่ก็ทำตามคำพูดของเคอเค่อโดยสัญชาตญาณ
นางอุ้มเคอเค่อพร้อมกับผลไม้ที่ยังกินไม่หมด เดินโซเซไปกลางถนน
โดยไม่ต้องให้เคอเค่อสั่ง นางก็แสดงการล้มบนพื้นราบ
และยังเป็นการล้มแบบหน้าคว่ำลงพื้นอีกด้วย
"เด็กน้อย เจ้าเป็นอะไรหรือไม่!!! "
เคอเค่อร้องเสียงแหลม บินขึ้นมาคาบเสื้อของนาง แต่น่าเสียดายที่มีแรงน้อยเกินไปจึงยกไม่ขึ้น
ฉินหว่านหว่านนิ่งเงียบไม่พูดอะไร สมองน้อย ๆ คิด นี่นางเป็นอะไรไปกัน? เจ็บจังเลย นางลูบจมูกที่กระแทกจนขึ้นสีแดง เจ็บจนน้ำตาคลอ ดวงตาคู่โตกลายเป็นไข่ดาวไปแล้ว
กึก
มีบางอย่างหยุดอยู่ตรงหน้านาง
ฉินหว่านหว่านกุมจมูกเล็ก ๆ พยายามลุกขึ้นนั่ง ตรงหน้านางคือขายาวมหึมาคู่หนึ่ง
เป็นขาของม้าสีดำตัวใหญ่
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง นางเห็นใบหน้าม้าที่ก้มลงมาใกล้ ๆ ส่วนคนที่นั่งอยู่บนหลังม้านางมองเห็นไม่ชัด เพราะสูงเกินไป และตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว
ม้าศึกสีดำตัวใหญ่ดูสง่างามน่าเกรงขาม แต่ขณะนี้กลับก้มหัวลงมาเอาจมูกถูไถเบา ๆ ที่ตัวเด็กน้อย
เคอเค่อในตอนนี้เกาะอยู่บนไหล่ของฉินหว่านหว่าน แกล้งทำเป็นนกที่พูดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นหากถูกจับไปจะทำอย่างไร มันไม่อยากถูกบังคับให้ต้องจากเด็กน้อยไป
"ท่านแม่ทัพ มีอะไรหรือขอรับ? "
คนที่อยู่ด้านหลังแม่ทัพพลันหยุดลง เป็นรองแม่ทัพที่เข้ามาตรวจดู
เซี่ยฉงไม่พูดอะไร เพียงจ้องมองเด็กตัวเล็ก ๆ ตรงหน้าด้วยดวงตาคมกริบ
"เด็กคนนี้มาจากไหน? "
เซี่ยฉงกระชับบังเหียนม้าเล็กน้อย หากไม่ใช่เพราะเขาควบคุมไว้ ม้าของเขาคงวิ่งวนรอบเด็กคนนี้อย่างสนุกสนานไปแล้ว
"ไปตรวจสอบ"
เสียงของเซี่ยฉงเอ่ยออกมาอย่างสงบนิ่งเพียงสองคำ
"ขอรับ! "
ฉินหว่านหว่านตั้งสติได้แล้ว นางลุกขึ้นพลางโอบกอดหัวม้าไว้ ดวงตาดำขลับคู่นั้นจ้องมองคนบนหลังม้า แล้วเอ่ยวาจาที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง
"ท่านพ่อ! "
[1] กิเลน คือ สัตว์มงคลตามตำนานของจีน มีลักษณะรูปร่างเหมือนกวาง แต่มีเขาเดียว หางเหมือนวัว หัวเป็นมังกร เท้ามีกีบเหมือนม้า จัดเป็น 1 ใน 4 สัตว์มงคลของจีน ร่วมกับมังกร หงส์ และเต่า เชื่อกันว่า กิเลนเป็นยอดสัตว์ มีอายุยืนยาวได้ถึงพันปี เป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี
แจกฟรี! วอลเปเปอร์มือถือสุดคิ้วท์
"กิเลนน้อย" จากนิยายดัง ท่านพ่อเจ้าขา โปรดรับกิเลนน้อยไปเลี้ยงหน่อย
พิเศษเฉพาะแฟนนิยายที่ซื้อตอนที่ 100 ขึ้นไปบนแพลตฟอร์มใดก็ได้
(Dek-D / ReadAWrite / Fictionlog / EnjoyBook)
เพียงแคปหน้าจอหลักฐานการซื้อ แล้วทักแชทมาหาเรา ที่
Line OA : https://lin.ee/NzcQx8xแล้วรับฟรีทันที!
วันนี้ - 15 สิงหาคม 2568 เท่านั้น
ใครอ่านถึงตอนที่ 100 แล้ว อย่าลืมทักมา~
สะสมความน่ารักของ "กิเลนน้อย" บนหน้าจอคุณได้แล้ววันนี้
Inbox มาเลย!
บทที่ 2 มาหาบิดา
บทที่ 2 มาหาบิดา
ดวงตาใสกระจ่างของเด็กน้อยเปล่งประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
เซี่ยฉงมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทหารที่อยู่ด้านหลังเซี่ยฉงกระตุกมุมปาก เด็กสมัยนี้จะเรียกใครว่าท่านพ่อก็เรียกได้ง่าย ๆ เลยหรือ?
ฉินหว่านหว่านยื่นแขนอวบอ้วนของนางออกไป แต่เอื้อมไม่ถึงตัวคน ได้แต่คว้าขาของบุรุษผู้นั้นไว้
"ท่านพ่อ อุ้มข้าหน่อย~"
เซี่ยฉงก้มมองนาง ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ใช่บิดาของเจ้า"
ในตอนนั้นเอง รองแม่ทัพคนหนึ่งลงจากหลังม้า "เด็กน้อยที่ไหนกันมาเรียกผู้อื่นเป็นบิดาไปทั่ว มานี่ มาให้ลุงอุ้มเถิด"
เมื่อเห็นมือที่ยื่นมาหา ฉินหว่านหว่านรีบถอยหนีด้วยขาสั้น ๆ ของนาง
"ท่านพ่อ ข้าอยากให้ท่านพ่ออุ้ม"
"เฮ้ เจ้าตัวน้อยนี่รู้จักเลือกนะ"
ฉินหว่านหว่านวิ่งไปที่ด้านหน้าม้า จากนั้นยืนเขย่งปลายเท้าพร้อมกับโบกมือน้อย ๆ
"ลงมาหน่อย ลงมาหน่อย" เสียงของเด็กน้อยตัวนุ่มนิ่มช่างอ่อนหวานน่าฟังยิ่งนัก
เซี่ยฉงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ม้าของเขาไม่อยู่ในการควบคุม มันคุกเข่าลงกับพื้นทันทีที่สิ้นเสียงเล็ก
เซี่ยฉง “…”
คนอื่น ๆ “…”
ลูกน้องของเซี่ยฉงมีสีหน้าบอกไม่ถูก นี่ไม่ใช่ฝีมือท่านแม่ทัพหรอกหรือ?
ใบหน้าของเซี่ยฉงเริ่มมืดลง เขากระตุกบังเหียนม้าและตวาดเสียงเย็น "ลุกขึ้น"
ม้าศึกที่เคยควบขี่ไปบนสนามรบบิดคอไปมา แต่ไม่ยอมลุกขึ้นไม่ว่าจะทำอย่างไร
ฉินหว่านหว่านไม่สนใจเรื่องพวกนั้น นางใช้มือและเท้าปีนป่ายขึ้นไปหาเซี่ยฉงและเจ้าม้า
แต่ว่า… ด้วยขาที่สั้นเกินไปและแรงน้อยเกินไป ทำให้ปีนขึ้นไปไม่ได้เลย
เคอเค่อร้อนใจจนอยากจะพูดให้กำลังใจนาง
แต่มันกลัวว่าถ้าตัวเองพูดออกมา ชายหน้าดุร้ายคนนั้นจะจับมันไปฆ่าในฐานะปีศาจ
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความผิดหวัง เจ้าม้าก็รู้สึกร้อนใจ มันหันไปกัดชุดเกราะที่เซี่ยฉงสวมอยู่หนึ่งที
มันไม่เข้าใจเลยว่าเจ้านายกำลังลังเลสิ่งใดอยู่กันแน่!
เส้นเลือดที่หน้าผากของเซี่ยฉงกระตุกเป็นจังหวะ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก
"ท่านแม่ทัพ ถ้าเช่นนั้นท่านอุ้มเด็กน้อยขึ้นไปเถิด"
เซี่ยฉงทำสีหน้าเรียบเฉย สุดท้ายก็หิ้วเจ้าก้อนแป้งน้อยตัวนี้ขึ้นไปบนหลังม้า
เจ้าม้าร้องคำรามอย่างร่าเริงหนึ่งครั้ง แล้วก็ลุกขึ้นยืน
เซี่ยฉงจ้องม้าของเขา คิดในใจว่าควรจะเปลี่ยนเพื่อนร่วมรบหรือไม่ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าม้าศึกที่มีนิสัยหยิ่งผยองของเขาจะมีช่วงเวลาประจบสอพลอเช่นนี้!
"ท่านพ่อ"
แต่เดิมเซี่ยฉงวางเจ้าตัวน้อยไว้บนคอม้า ห่างจากเขาเล็กน้อย
ทว่าเจ้าตัวน้อยขยับเข้ามาเรื่อย ๆ ยัดตัวเองเข้ามาในอ้อมกอดของเซี่ยฉงอย่างหน้าด้าน
เซี่ยฉงขมวดคิ้วมองนาง "เจ้าเป็นใคร? มาที่นี่ได้อย่างไร?"
สีหน้าของเขาดูเหมือนกำลังสอบสวนผู้ต้องหา
ฉินหว่านหว่านซุกใบหน้าเล็ก ๆ ลงบนชุดเกราะที่เย็นเฉียบของเขา แม้มันแข็งไปหน่อย แต่นางง่วงนอนมาก
เด็กน้อยหาวหนึ่งที ดวงตาคู่โตหรี่ปรือ มือน้อย ๆ จับเสื้อของเขาแน่น ตอบเสียงอ่อนหวาน
"ข้าคือฉินหว่านหว่าน มาหาท่านพ่อเจ้าค่ะ"
หลังจากตอบอย่างงัวเงียแล้ว นางก็หลับไปโดยพิงร่างสูงใหญ่ของเขา
เซี่ยฉงรู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างมาก
เขาอยากจะดึงเจ้าตัวน้อยผู้หน้าด้านออกไปโยนให้รองแม่ทัพ
แต่นิ้วมือของนางจับเสื้อของเขาแน่นมาก
เซี่ยฉงลังเลว่าควรจะใช้มีดตัดผ้าตรงนั้นออกหรือไม่
แต่… นี่เป็นเสื้อใหม่ที่เขาเพิ่งซื้อ เขาเสียดายเกินกว่าจะทำมันชำรุดเสียหาย
"ท่านแม่ทัพ รอบ ๆ ไม่มีใครเลยขอรับ"
เซี่ยฉงมองท้องฟ้า "เดินทางต่อไป หาที่ตั้งค่าย"
"ขอรับ!"
พวกเขาหาที่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อตั้งค่ายและเริ่มทำอาหาร
เซี่ยฉงลงจากหลังม้า ใบหน้าไร้อารมณ์อุ้มเด็กน้อยด้วยแขนข้างเดียว
หลายคนมองเขาด้วยความสงสัย
"ท่านแม่ทัพของพวกเราเก็บเด็กน้อยมาคนหนึ่ง ดูไม่เลวเลย แต่ดูเหมือนอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก"
"เจ้าอ่านสีหน้าไร้อารมณ์ของท่านแม่ทัพออกด้วยหรือ ว่าอารมณ์ท่านดีหรือไม่ดี?"
"แต่เด็กน้อยคนนั้นรู้จักเลือกดีนะ"
ฉินหว่านหว่านหลับไปแล้วก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีก แม้แต่กลิ่นอาหารในค่ายก็ไม่อาจปลุกนางได้
เพราะอาหารระหว่างเดินทัพส่วนใหญ่เป็นเพียงแป้งทอดแห้ง ๆ ต้องแช่น้ำกิน รสชาติไม่น่าอร่อยเลยจริง ๆ
สุดท้ายเซี่ยฉงก็ไม่อาจตัดใจทำลายเสื้อผ้าของตนเอง ได้แต่ค่อย ๆ แกะนิ้วมือเล็กป้อมของเด็กน้อยที่จับเสื้อของเขาออกอย่างระมัดระวัง
นิ้วมือของเด็กน้อยนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูก
ในชั่วขณะที่สัมผัส เซี่ยฉงถึงกับกลัวว่าตนเองจะพลั้งมือหักนิ้วของเด็กน้อยเข้า
อากาศตอนนี้ไม่หนาว แต่การนอนตอนกลางคืนโดยไม่มีอะไรห่มก็ยังทำให้เป็นหวัดได้ง่าย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นเพียงเด็กน้อยที่อ่อนแอ
เซี่ยฉงสั่งให้คนไปหาเสื้อผ้ามา ปูหญ้าแห้งบนพื้น วางทั้งเสื้อและเด็กน้อยลงไป แล้วให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ละเอียดรอบคอบคนหนึ่งมาคอยดูแล จากนั้นก็ไม่สนใจอีก
ก็ไม่ใช่ลูกของเขาเสียหน่อย
เคอเค่อบ่นพึมพำในใจ กระพือปีกคลุมเสื้อผ้าให้ฉินหว่านหว่าน แล้วก็ขดตัวนอนข้าง ๆ นาง
ช่างเป็นวันที่เหน็ดเหนื่อยอีกวัน
เนื่องจากวันก่อนนอนเร็ว วันที่สองฉินหว่านหว่านจึงตื่นแต่เช้า
กองทัพก็ทยอยตื่นขึ้นมาเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางต่อ
ฉินหว่านหว่านขยี้ตา มองดูผู้คนอย่างเหม่อลอยสักครู่ แล้วก็นึกขึ้นได้อย่างเชื่องช้าว่าตนเองน่าจะพบท่านพ่อแล้ว
ท่านพ่อของนางอยู่ที่ใด?
เด็กน้อยวัยสามขวบเหยียดคอมองไปรอบ ๆ เพื่อหาท่านพ่อ
เคอเค่อเกาะบนไหล่นางแล้วกระซิบ "ทางซ้าย ทางซ้าย เด็กน้อย หันหัวไปทางซ้าย บิดาเจ้าคือคนที่สูงที่สุดและเด่นที่สุดคนนั้น!"
เจ้านกแก้วฮึมฮัมสองที "เขาช่างไร้ความรับผิดชอบเหลือเกิน ถึงกับคิดจะไม่รับเจ้ากลับไปด้วย ข้าจะบอกให้นะเจ้าเด็กน้อย เจ้าต้องหน้าหนาหน่อย ต้องเกาะติดเขาให้ได้"
ฉินหว่านหว่านกำหมัดเล็ก ๆ ให้กำลังใจตัวเอง
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
จากนั้นก็ลุกขึ้น ย่ำเท้าเล็ก ๆ ไปหาท่านพ่อของนาง
"ขอทาง ขอทางหน่อยเจ้าค่ะ"
เจ้าตัวเล็กร่างกลมป้อมวิ่งเข้าไปในฝูงชน ตัวยังไม่สูงถึงขาของพวกเขาด้วยซ้ำ จึงถูกผู้คนที่กำลังยุ่งวุ่นวายมองข้ามไปได้อย่างง่ายดาย
เมื่อได้ยินเสียงและก้มลงมอง เจ้าตัวเล็กกำลังพยายามอย่างยากลำบากที่จะแทรกตัวผ่านช่องว่างระหว่างขาของพวกเขา
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่เปรอะเปื้อนเริ่มแดงก่ำจากความพยายาม
"อ้าว เด็กน้อยตื่นแล้วหรือ"
ทุกคนยิ้มและหลีกทางให้ พวกเขารู้สึกสนุกที่ได้เห็นเจ้าตัวเล็กเดินโยกตัวไปมาตรงไปหาท่านแม่ทัพ
ฉินหว่านหว่านวิ่งไปหาเซี่ยฉงแล้วกอดขาเซี่ยฉงไว้แน่น "ท่านพ่อ~"
เสียงเล็ก ๆ อ่อนหวานออดอ้อนอย่างน่ารัก
"ท่านพ่อ อุ้มหน่อยเจ้าค่ะ"
เซี่ยฉงย้ำอีกครั้ง "ข้าไม่ใช่พ่อเจ้า"
ฉินหว่านหว่าน "ท่านพ่อ"
หนึ่งผู้ใหญ่กับหนึ่งเด็กน้อยจึงยืนเผชิญหน้ากันอยู่เช่นนั้น
เซี่ยฉงไม่ยอมอุ้มนาง เด็กหญิงตัวน้อยก็ไม่ร้องไห้งอแง เพียงแต่ก้าวขาสั้น ๆ วิ่งตามเขาไป
เมื่ออยู่ในฝูงชนหนึ่งผู้ใหญ่กับหนึ่งเด็กน้อย จึงดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
ท่ามกลางชายฉกรรจ์หยาบกร้านมากมาย จะได้ยินเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลของเด็กหญิงเรียก ‘ท่านพ่อ’ ฟังแล้วช่างชวนให้หัวใจละลายดังขึ้นเป็นครั้งคราว
แต่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ากลับไม่สะทกสะท้าน
"ท่านแม่ทัพของพวกเรามีลูกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
บางคนที่ยังไม่มีภรรยาและลูก มองดูเด็กน้อยร่างกลมป้อมตัวเล็ก ๆ ด้วยความอิจฉา
บางคนถึงกับคันไม้คันมืออยากอุ้มสักครั้ง แต่น่าเสียดายที่เจ้าตัวเล็กมีเป้าหมายชัดเจน ติดตามเพียงคนเดียว
หากคนอื่นอุ้มนาง นางก็จะร้องไห้
เคอเค่อเห็นนางตามเซี่ยฉง มันจึงบินออกไปหาอาหารกินเอง พร้อมกับหาผลไม้มาให้เจ้าตัวเล็กของมันด้วย
ในเวลาอาหารเช้า ฉินหว่านหว่านนั่งอยู่ข้างเซี่ยฉง จ้องมองแป้งทอดธัญพืชหยาบแห้ง ๆ ในมือเขาด้วยความสงสัย
"ท่านพ่อ ให้หว่านหว่านชิมบ้างสิเจ้าคะ"
ฉินหว่านหว่านมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง
เซี่ยฉงชำเลืองมองฟันเล็ก ๆ ของนาง "เจ้ากินไม่ได้หรอก"
"ขอลองชิมหน่อยสิ ให้หว่านหว่านลองชิมสักหน่อยนะเจ้าคะ"
บทที่ 3 ท่านพ่อ ไปจัดการคนชั่วกันเถอะ
บทที่ 3 ท่านพ่อ ไปจัดการคนชั่วกันเถอะ
เซี่ยฉงแบ่งแป้งทอดส่งให้นางโดยตรง เด็กน้อยรับด้วยมือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างแล้วรีบกัดเข้าปากอย่างใจร้อน
แป้งทอดแข็งจนกัดไม่ลง ฟันน้อย ๆ ของนางเกือบจะหักออกมาเสียแล้ว
ฉินหว่านหว่านเอามือปิดปาก ดวงตากลมโตแดงก่ำ หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงมาเป็นเม็ด ๆ
เซี่ยฉงดึงแป้งทอดแข็ง ๆ จากมือนางมา "ข้าบอกแล้วเช่นไร ว่าเจ้ากินไม่ได้"
ฉินหว่านหว่านส่งเสียงครวญครางอย่างน่าสงสาร
"เจ็บฟันมาก"
เซี่ยฉงนึกในใจว่าเด็กน้อยช่างยุ่งยากและโง่เขลาเสียจริง ๆ
มือหยาบกร้านของเขาบีบแก้มนุ่ม ๆ ของเด็กน้อย เนื้อนุ่มที่สัมผัสกับนิ้วมือยุบลงทำให้เกิดเป็นรอยบุ๋มน่ารักสองข้าง
เซี่ยฉงเกือบจะสะบัดมือออก เขารู้สึกว่าใบหน้าเล็ก ๆ นี้อาจจะถูกมือของเขาบีบจนบุบสลายได้อย่างง่ายดาย
"อ้าปาก"
ฉินหว่านหว่านอ้าปากอย่างว่าง่าย ริมฝีปากเล็ก ๆ อวบอิ่มสีชมพู ฟันเรียงสวยและสะอาดสะอ้าน
"ยังไม่หลุดหรอก เดี๋ยวก็หาย"
ฉินหว่านหว่านตอบรับเสียงอู้อี้
"ท่านแม่ทัพ โจ๊กเสร็จแล้วขอรับ"
พวกเขากินแต่อาหารแห้งแข็ง ๆ แต่ตอนนี้มีเด็กเล็กเพิ่มมา อาหารแห้งพวกนี้กินไม่ได้ จึงต้มโจ๊กให้เป็นพิเศษ
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
หลังจากที่อาการดีขึ้น ฟันก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว เด็กน้อยกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท
แต่ชามร้อนเกินไป ฉินหว่านหว่านจึงจ้องมองบิดา
เซี่ยฉงอยากจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาของนางเหลือเกิน
"ท่านพ่อ ชามร้อนเจ้าคะ"
ไม่เป็นไร หว่านหว่านหน้าหนาและไม่เกรงใจเลยสักนิด
นางยกมือเล็กทั้งสองข้างขึ้น ยื่นไปตรงหน้าเซี่ยฉง ใช้การกระทำอธิบายว่ามือของนางกลัวความร้อนยิ่ง
ดวงตาใสบริสุทธิ์เฉกเช่นไข่มุกเปล่งประกายมีชีวิตชีวา ราวกับสามารถพูดได้
"ท่านพ่อถือให้หน่อยสิเจ้าคะ" เด็กน้อยผู้น่ารักเอาตัวเข้าไปถูไถเซี่ยฉง เอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวานออดอ้อน
"มีคนถือให้เจ้าแล้ว ข้าไม่มีเวลา"
"ท่านพ่อ ท่านก็ถือไว้สิเจ้าคะ"
ท้ายที่สุด เซี่ยฉงก็ถือชามด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เด็กน้อยยืนอยู่ตรงหน้าเขา มือน้อย ๆ ถือช้อนค่อย ๆ ตักโจ๊กกินเอง
โจ๊กมีรสหวานเล็กน้อย ฉินหว่านหว่านกินไปสองคำ แล้วยกช้อนขึ้น เขย่งปลายเท้าหมายจะป้อนบิดาของนาง
"ท่านพ่อกินสิเจ้าคะ" นางมองเซี่ยฉงด้วยสายตาน่าสงสาร
สิ่งที่ท่านพ่อกินอยู่นั่นมันคืออะไรกัน ฟันจะหักอยู่แล้ว
เซี่ยฉงทำหน้าเย็นชา "ข้าไม่กิน"
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ทั้งที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังกลัวสีหน้าเย็นชาของเขา แต่เด็กน้อยคนนี้กลับไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยฉงไม่เพียงแต่รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาก็ดูดุดันมาก
อีกทั้งบนหน้าของเขายังมีรอยแผลเป็นน่ากลัวที่ได้จากสงครามทิ้งไว้หนึ่งรอย ยิ่งส่งเสริมให้ใบหน้าของเขาดูดุร้ายเป็นอย่างมาก
แต่แท้จริงแล้วเขานั้นมีองคาพยพที่แข็งแกร่งคมคายเป็นทุนเดิม คิ้วคมเข้ม ตาเป็นประกาย เส้นสายบนใบหน้าคมชัด แม้รอยแผลเป็นจะดูน่ากลัว แต่มันกลับยิ่งทำให้เขาดูมีความหล่อเหลาแบบดิบเถื่อน
เมื่อเขาทำหน้าเย็นชา อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่สุนัขยังต้องวิ่งหนีหางจุกก้น
พวกเด็ก ๆ เห็นเขาแล้วยังร้องไห้โวยวาย
แล้วเด็กคนนี้เป็นอะไร ไม่กลัวเขาก็แล้วไป ยังเรียกเขาว่าท่านพ่อ ทั้งยังสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่อีก
ช่างได้คืบจะเอาศอกจริง ๆ
"ท่านพ่อกินสิเจ้าคะ"
คราวนี้เด็กหญิงตัวน้อยดื้อมาก ถ้าไม่กินก็จะยกค้างไว้อย่างนั้น
"ท่านพ่อ หว่านหว่านเมื่อยแขน เจ็บมากเลย"
"เจ้าทำตัวเองนะ วางลงสิ"
ฉินหว่านหว่าน "ท่านพ่อกินคำเดียว หว่านหว่านก็จะวางลงแล้ว"
สุดท้ายเซี่ยฉงก็กินจนได้ เด็กน้อยคนนี้มาจากไหนกัน ช่างทรมานคนเหลือเกิน!
โจ๊กหนึ่งชามถูกฉินหว่านหว่านกินเองสองคำ แล้วป้อนท่านพ่อหนึ่งคำ จนหมดเกลี้ยง
เคอเค่อบินกลับมาแล้ว ยังนำผลไม้พวงหนึ่งมาให้ฉินหว่านหว่านด้วย
เซี่ยฉงชายตามองนกตัวนั้น ไม่นึกว่ามันจะรู้จักหาอาหารด้วย
ฉินหว่านหว่านกินผลไม้เล็ก ๆ หนึ่งลูก ให้เคอเค่อหนึ่งลูก แล้วก็ให้ท่านพ่ออีกหนึ่งลูก
ทหารคนอื่นเห็นแล้วก็เข้าล้อมนางขอผลไม้เช่นกัน แต่นางไม่ให้ใครสักผลหรอกนะ
ก็ผลไม้ของนางมีไม่มากนักนี่นา!
หลังจากกองทัพเตรียมพร้อมแล้วก็ออกเดินทาง
เซี่ยฉงไม่อยากอุ้มฉินหว่านหว่าน จึงส่งให้คนอื่นอุ้มแทน
ฉินหว่านหว่านร้องไห้ทันที ร้องราวกับถูกบิดามารดาผู้ให้กำเนิดทอดทิ้ง ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลายต่างทนดูไม่ได้
"คือว่า ท่านแม่ทัพอุ้มนางเองเถิด ข้าเห็นว่าเมื่อนางอยู่ข้างท่าน ไม่ร้องไห้ไม่งอแง ทั้งยังเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาก"
ไม่เพียงแต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของเซี่ยฉงเท่านั้น แม้แต่เจ้าม้าก็ยังตำหนิเขา หันมากัดเสื้อผ้าของเขาอีกครั้ง
เซี่ยฉง “…”
เขาคิดว่าบางทีอาจเพราะตนเองฆ่าคนมามากเกินไป บัดนี้คงถึงคราวเคราะห์ของเขาแล้ว
ท้ายที่สุดเขาก็ยื่นมือออกไป
การไม่พูดอะไรสักคำเป็นความดื้อรั้นครั้งสุดท้ายของเขา
ฉินหว่านหว่านกระโจนเข้าไปกอดคอเขา ส่งเสียงงึมงำพลางซุกไซ้ แต่ไม่ร้องไห้แล้ว
เซี่ยฉงเกือบจะโยนเจ้าตัวน้อยที่ไม่อยู่นิ่งคนนี้ลงไป
นางนุ่มนิ่มและตัวเล็กเกินไป เขารู้สึกไม่คุ้นเคยจริง ๆ !
ในที่สุดกองทัพก็ออกเดินทาง ฉินหว่านหว่านนั่งบนหลังม้า หลังพิงอกของบิดานั่งอย่างสบาย
พอนั่งนานเข้าก็เริ่มนั่งไม่ติด ดวงตากลมโตจับจ้องไปที่ขนแผงคอม้า
เจ้าตัวน้อยขยับไปนั่งข้างหน้าอีกนิด
เซี่ยฉงไม่ได้ห้าม ขอเพียงไม่ตกลงไปก็พอ
ฉินหว่านหว่านใช้นิ้วมือน้อย ๆ จับขนแผงคอเจ้าม้า แล้วเริ่มถักเป็นเปียเล็ก ๆ
แต่ไม่มีเชือกผูกเปีย
เคอเค่อมองออกทันทีว่านางต้องการอะไร มันกระพือปีกบินลงจากหัวม้า แล้วไปเด็ดหญ้าสดเส้นเล็ก ๆ กลับมา
ฉินหว่านหว่านรับหญ้ามาอย่างมีความสุข แล้วเอาไปผูกปลายเปีย
ไม่นาน ม้าพันธุ์ดีที่ทั้งสูงใหญ่และหล่อเหลาของเซี่ยฉงก็ถูกถักเปียเต็มหัว ทั้งยังมีสีเขียวของหญ้าประดับอีกด้วย
เซี่ยฉง “…”
ฮึ เจ้าม้ายังไม่ถือสา เขาจะถือสาอะไร ก่อนหน้านี้ยังกัดเขาอีก เช่นนั้นก็สมควรแล้ว!
เจ้าม้า ‘มีความสุข~’
ดวงอาทิตย์ด้านหลังยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่เปื้อนเปรอะของฉินหว่านหว่านถูกแดดเผาจนแดงระเรื่อ
ที่จริงแล้ว เหล่าบุรุษหยาบกร้านกลุ่มนี้ไม่รู้วิธีเลี้ยงเด็กเลย ดังนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ล้างหน้าให้นาง ผมเองก็ยุ่งเหยิงพองฟูไปทั่วทุกทิศทาง
"ท่านพ่อ ร้อนจัง"
"ท่านพ่อ ข้ากระหายน้ำ"
แม่ทัพใหญ่ที่ไม่เคยดูแลเด็กมาก่อน ได้แต่หยิบถุงน้ำดื่มหนังสัตว์ของตนส่งให้นาง
"ดื่มน้ำสิ"
น้ำในถุงหนังเองก็ร้อน และยังมีกลิ่นแปลก ๆ ด้วย
นางดูเซื่องซึม เหมือนก้อนขนมบ๊ะจ่างที่ไร้ชีวิตชีวา
ตอนนี้นางไม่ได้เกาะติดท่านพ่ออีกแล้ว ร่างเล็ก ๆ ทั้งร่างยื่นก้นออกมานอนคว่ำบนหลังเจ้าม้า
"ท่านพ่อ ร่างของท่านร้อนเหลือเกิน ข้าไม่อยากอยู่ใกล้แล้ว"
เซี่ยฉง ‘…ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยบ่นว่าร้อนเลยนี่!’
เขาสวมชุดเกราะอยู่ แม้ในสภาพอากาศเช่นนี้ก็ไม่ได้ถอดออก
ชุดเกราะถูกแดดเผาจนร้อนระอุ แต่เขาก็ชินกับมันแล้ว
เขามองดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่กลางฟ้า และร่างเล็กที่นอนอยู่บนหลังม้าราวกับขนมนมที่ละลายไปแล้ว
"หาที่ร่มข้างหน้าพักก่อน"
"ขอรับ"
ทันใดนั้นก็มีคนควบม้าไปข้างหน้า ไม่นานทหารสอดแนมก็กลับมา
"ท่านแม่ทัพ ข้างหน้ามีป่าเขา แต่ที่นั่นก็มีร่องรอยของโจรภูเขาอยู่ด้วยขอรับ"
เซี่ยฉง "ไปที่นั่น"
โจรภูเขาที่ไหนจะกล้าปล้นกองทัพเทียนฉี่ของพวกเขา?
ในตอนนี้ เคอเค่อกระซิบข้างหูฉินหว่านหว่านเบา ๆ
"เด็กน้อย ที่นี่มีค่ายโจรเฮยหูที่ทำความชั่วมากมาย พวกมันชอบปล้นพ่อค้าที่สัญจรผ่านไปมาและหมู่บ้านใกล้เคียง เจ้าหาทางให้บิดาเจ้าไปปราบโจรเสียสิ เมื่อถึงเวลานั้น ส่วนหนึ่งของค่าบุญกุศลจะตกมาถึงเจ้า แล้วเจ้าก็จะสามารถเปิดร้านค้าซื้อของได้!"
ลูกกิเลนที่ตกลงมายังโลกมนุษย์จะกินอะไรได้บ้าง แถมยังร้อนจนมีสภาพเช่นนี้อีก
โชคดีที่เขาได้ปรึกษากับเทพแห่งสวรรค์ เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนบางสิ่งด้วยค่าบุญกุศล
ฉินหว่านหว่านพยายามลุกขึ้นมาเล็กน้อย
นางลุกขึ้นนั่ง จับมือท่านพ่อ
"ท่านพ่อ ไปจัดการคนชั่วกันเถอะ!"
ในเมื่อการโจมตีค่ายโจรนั่นทำให้นางได้ค่าบุญกุศล เช่นนั้นคนพวกนั้นก็ต้องเป็นคนชั่วสมควรตายแล้ว
เซี่ยฉงไม่เข้าใจความหมาย เมื่อถึงที่หมายก็อุ้มเด็กน้อยลงมาวางไว้ใต้ร่มไม้
"ใครเป็นคนชั่ว?"
เคอเค่อ "โจรภูเขา"
เด็กน้อยพูดตามราวกับกำลังหัดพูด "โจรภูเขา"
หูของเซี่ยฉงขยับเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเคอเค่อแหลมคมดุจเหยี่ยว
เคอเค่อยกปีกข้างหนึ่งขึ้นมาบังใบหน้า ‘อ๊า! แย่แล้ว เผลอพูดออกไปแล้ว!’
เซี่ยฉงจ้องมองเคอเค่อ "นกตัวนี้ของเจ้าช่างพิเศษนัก"
ฉินหว่านหว่านอุ้มเคอเค่อขึ้นให้เขาดู "ใช่เจ้าค่ะ มันเป็นเพื่อนที่ดีของหว่านหว่าน"