ดาวโจนส์ ปิดตลาดบวก 400.17 จุด สวนทาง Nasdaq-S&P500 จับตาภาษีทรัมป์-ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ
ดัชนี ดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (1 ก.ค. ) แต่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดในแดนลบ เนื่องจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูง ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากร่างกฎหมายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม ดาวโจนส์ ปิดที่ 44,494.94 จุด เพิ่มขึ้น 400.17 จุด หรือ +0.91%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,198.01 จุด ลดลง 6.94 จุด หรือ -0.11% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 20,202.89 จุด ลดลง 166.84 จุด หรือ -0.82%
ดัชนีดาวโจนส์ได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ เช่นหุ้นกลุ่มวัสดุและหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปต่ำ รวมทั้งยังได้ปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มขนส่ง โดยดัชนี Dow Transportation Index ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ พุ่งขึ้น 2.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในวันเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.
วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียด 51 ต่อ 50 ให้การอนุมัติร่างกฎหมายปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมทั้งการใช้จ่ายขนานใหญ่ที่นำเสนอโดยปธน.ทรัมป์ หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายในวันอังคาร โดยวุฒิสภาจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ก่อนที่จะส่งให้ปธน.ทรัมป์ลงนามเป็นกฎหมายภายในวันที่ 4 ก.ค.
นักลงทุนกำลังประเมินว่าร่างกฎหมายดังกล่าวของทรัมป์จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำให้รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม ขณะที่สำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรสสหรัฐฯ (CBO) ออกรายงานเตือนว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 36.2 ล้านล้านดอลลาร์
นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีศุลกากร หลังจากปธน.ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่มีแผนที่จะขยายระยะเวลาผ่อนผันการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศคู่ค้าหลังจากวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งเป็นเส้นตายที่เขากำหนดไว้ และรัฐบาลของเขาจะส่งจดหมายแจ้งไปยังประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับภาษีที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บกับประเทศดังกล่าว เว้นแต่จะสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ
ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ต่างก็ปิดในแดนลบ เนื่องจากแรงขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูงและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และส่งผลให้ตลาดเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร (1 ก.ค.) โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและธนาคารถ่วงตลาดลงมากที่สุด ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่เส้นตายการเก็บภาษีในเดือนก.ค. กำลังใกล้เข้ามา รวมถึงการหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 540.25 จุด ลดลง 1.12 จุด หรือ -0.21%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,662.59 จุด ลดลง 3.32 จุด หรือ -0.04%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,673.29 จุด ลดลง 236.32 จุด หรือ -0.99% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 8,785.33 จุด เพิ่มขึ้น 24.37 จุด หรือ +0.28%
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันอังคาร (1 ก.ค.) ขณะที่นักลงทุนประเมินข่าวสารที่หลากหลายของภาคธุรกิจ รวมถึงรายงานที่ว่าประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) กำลังพิจารณาย้ายการจดทะเบียนหุ้นของบริษัทไปยังสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ระดับ 8,785.33 จุด เพิ่มขึ้น 24.37 จุด หรือ +0.28%
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (1 ก.ค.) หลังมีข้อมูลบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของจีนกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ซึ่งทำให้นักลงทุนมีมุมมองบวกเกี่ยวกับแนวโน้มอุปสงค์น้ำมัน อย่างไรก็ดี นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะรู้ผลการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ในวันที่ 6 ก.ค.นี้
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 34 เซนต์ หรือ 0.52% ปิดที่ 65.45 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 37 เซนต์ หรือ 0.55% ปิดที่ 67.11 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 1% ในวันอังคาร (1 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญกับการขาดดุลงบประมาณ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 42.10 ดอลลาร์ หรือ 1.27% ปิดที่ 3,349.80 ดอลลาร์/ออนซ์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (1 ก.ค.) หลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญกับการขาดดุลงบประมาณ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลแรงงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.05% แตะที่ระดับ 96.822