โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิเคราะห์กลยุทธ์ OATSIDE ทำไมถึงขาย “นมโอ๊ต” ได้ถูกลง เข้าถึงคนทั่วไปในราคาลิตรละ 56 บาท

Thairath Money

อัพเดต 05 ส.ค. 2568 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2568 เวลา 11.11 น.
ภาพไฮไลต์

กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลอีกครั้ง เมื่อ OATSIDE แบรนด์นมโอ๊ตจากสิงคโปร์ ประกาศลดราคานมโอ๊ตไซด์ขนาด 1 ลิตร จาก 112 บาท เหลือเพียง 59 บาท จุดกระแสให้คอกาแฟและเจ้าของคาเฟ่แห่กันไปซื้อเกลี้ยงห้างในเวลาอันรวดเร็ว เรียกได้ว่า ครองใจผู้บริโภคไทยได้อีกครั้งอย่างสวยงาม

ครั้งนี้ OATSIDE ยืนยันว่าเป็นการ “ลดราคาแบบถาวร 50% ทุกแพลตฟอร์ม” ภายในเดือนสิงหาคม ต่อเนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์ที่เคยลดราคานมโอ๊ตขนาดมินิ 200 มล. เหลือ 12 บาท ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่การผลิตที่ช่วยลดต้นทุนลงได้จริงจนสามารถส่งต่อราคาที่เข้าถึงง่ายให้กับผู้บริโภค

ในยุคที่ตลาดนมพืช (Plant-Based Milk) เติบโตอย่างรวดเร็วและรุกคืบเข้ามาแทนที่นมวัวทั่วโลก OATSIDE คือหนึ่งในแบรนด์ที่มาแรงที่สุด ด้วยจุดเริ่มต้นจากโรงงานเล็กๆ ในสิงคโปร์ สู่การเป็นแบรนด์ขวัญใจคาเฟ่และผู้บริโภคทั่วเอเชีย ด้วยรสชาติที่ถูกปาก ราคาที่เป็นมิตร และภาพลักษณ์ที่สดใหม่กว่าแบรนด์นำเข้าอื่นๆ

Thairath Money คอลัมน์ BrandStory ครั้งนี้พาไปรู้จักกับโอ๊ตไซด์ “OATSIDE” แบรนด์นมโอ๊ตที่กำลังเขย่าวงการ Plant-Based ด้วยจุดแข็งด้านห่วงโซ่การผลิต กลยุทธ์พรีเมียมบุกตลาดแมส และรสชาติที่เปลี่ยนภาพจำ “นมโอ๊ตไม่อร่อย” จนได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ระดมทุนแล้วกว่า 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างรายได้ทะลุหมื่นล้านภายในเวลาเพียง 3 ปี

หมกมุ่นกับเรื่องรสชาติ เพื่อเปลี่ยนความคิดที่บอกว่า “นมโอ๊ตไม่อร่อย”

เรื่องราวของ OATSIDE เริ่มต้นขึ้นในปี 2565 โดยเบเนดิกต์ ลิม (Benedict Lim) อดีต CFO (Chief Financial Officer) บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหาร Kraft Heinz ประจำภูมิภาคอินโดนีเซียที่ผันตัวมาเป็นผู้ผลิต “นม-ทางเลือก” ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง

จากคอกาแฟที่ดื่มเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งเขาลองเปลี่ยนมาใช้ “นมโอ๊ต” แทน “นมวัว” และตกหลุมรักในเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนของนมโอ๊ตที่เติมลงในกาแฟ ในบรรดานมพืชทั้งหมด เขาชอบนมโอ๊ตมากที่สุด เพราะรสชาติและเนื้อสัมผัสที่คล้ายกับนมวัวแถมยังใช้มีกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนกว่า

อย่างไรก็ตามเขาพบว่า นมโอ๊ต หรือนมพืชที่มีอยู่ในตลาดมักเจอปัญหาเรื่อง รสชาติ เนื้อสัมผัส และกลิ่นหลังจากการดื่ม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดินหรือกลิ่นถั่วที่ทำให้คนทั่วไปยังไม่เปิดใจมากนัก นอกจากนี้ เขายังพบว่ากว่า 90% ของชาวเอเชียแพ้น้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerant) แต่ “นมจากพืช” กลับมีส่วนแบ่งตลาดในเอเชียเพียง 15% เท่านั้น แต่ที่ผ่านมาคนเอเชียเลือกดื่มนมถั่วเหลือง เพราะความคุ้นเคย

ดังนั้น การสร้างนมพืชที่รสชาติอร่อยและลงตัวกับรสนิยมคนเอเชีย อาจเป็นคำตอบ จุดนี้ทำให้เขาเห็นช่องว่างในตลาดและลงลึกเพื่อหาสูตรที่ “ใช่” โดยเชื่อว่าตนเองอาจทำให้ “นมโอ๊ต” รสชาติดี อร่อย ทานง่าย เกิดขึ้นได้จริง

OATSIDE ผ่านการทดลองสูตรกว่า 50 สูตร จนกระทั่งได้นมโอ๊ตสูตรธรรมชาติ 100% ไม่ผ่านการเติมสารและแต่งกลิ่น เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม หอมกลิ่นมอลต์ กลมกล่อม แถมยังครีมมี่ละมุนลิ้นแบบที่คนเอเชียชอบ นำโดย 3 รสชาติหลัก ได้แก่ Barista Blend, Chocolate และ Chocolate Hazelnut ที่เราได้ลิ้มลองในปัจจุบัน

หลังจากได้รับเสียงตอบรับที่ดีในบ้านเกิด ลิมก็วางแผนขยายแบรนด์ไปยังตลาดอื่นในเอเชีย พร้อมตั้งเป้าชวน “คนรักนมวัว” ที่เคยปฏิเสธนมพืช ให้ลองเปิดใจ เพียงไม่กี่ปีหลังเปิดตัว OATSIDE ระดมทุนได้กว่า 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการระดมทุน Series-A เติบโตระดับภูมิภาค โดยวางจำหน่ายในกว่า 19 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ ในส่วนของประเทศไทยหลังเข้ามาดำเนินการระยะเวลา 3 ปี OATSIDE มีจำหน่ายในร้านค้าและคาเฟ่ชั้นนำกว่า 25,000 แห่งทั่วประเทศ

“Full-Stack Oat Milk Brand” รายแรกของเอเชีย

ลิมนำประสบการณ์ในธุรกิจอาหาร ผนวกกับความหลงใหลในผลิตภัณฑ์และผู้บริโภค สร้างแบรนด์ตั้งแต่ศูนย์ ทั้งการพัฒนาสูตร คัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการสร้างโรงงานผลิตอัตโนมัติของตัวเอง ทำให้ OATSIDE กลายเป็น “Full-Stack Oat Milk” แบรนด์แรกในเอเชียที่ควบคุมห่วงโซ่การผลิตเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ โดยไม่พึ่งพาโรงงาน OEM

แม้จะลงทุนสูงและมีความเสี่ยงมากกว่า แต่การมีโรงงานของตัวเองทำให้ OATSIDE วางแผนบริหารต้นทุนเพื่อรองรับการขยายสเกลหรือได้ Economy of scale ตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอ เช่น การใช้น้ำถึง 90% จากแหล่งน้ำที่บริษัทจัดหาเอง และการลงทุนระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนแรงงานในระยะยาว

อีกหนึ่งจุดแข็งคือทีม R&D ภายในองค์กร ที่ช่วยให้ OATSIDE ปรับสูตรและพัฒนารสชาติใหม่ ๆ ได้อย่างคล่องตัว ไม่ต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทภายนอก ส่งผลให้แบรนด์สามารถทำกำไรต่อหน่วยได้ดีขึ้นเมื่อขยายยอดขาย และสร้างกำแพงป้องกันคู่แข่งได้อย่างแข็งแรง

เริ่มจากพรีเมียมแล้วขยายสู่แมส

นอกจากนี้กลยุทธ์ที่ต่อเนื่อง คือ การรุกตลาดแมสในฐานะนมทางเลือกที่ราคาเข้าถึงได้ไม่แพ้นมวัว โดยช่วงเริ่มต้นของ OATSIDE คือ การตั้งราคาสูงกว่านมวัวทั่วไป เพื่อเจาะกลุ่ม Early Adopters ที่พร้อมจ่ายเพื่อสินค้าทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ มีรสชาติดี และมีความพิเศษเฉพาะตัว ก่อนจะค่อย ๆ ปรับลดราคาลงเมื่อกำลังผลิตเพิ่มขึ้น และต้นทุนต่อหน่วยลดลง ในตลาดใหญ่ที่มีความอ่อนไหวด้านราคาอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย การปรับราคานี้ทำให้ OATSIDE เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

“ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา OATSIDE ได้ทำการขยายธุรกิจไปพร้อม ๆ กับความพยายามอย่างหนักในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้แบรนด์สามารถส่งต่อผลลัพธ์ของการประหยัดต้นทุนนี้ให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของเราที่ต้องการให้นมโอ๊ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายในทุกครัวเรือน”ตามเป้าหมายใหญ่ของแบรนด์ที่ต้องการให้นมโอ๊ต OATSIDE เป็นนมทางเลือกสำหรับ ‘คนที่ไม่เคยสนใจนมทางเลือก’ และเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทางเลือกอาหารที่ยั่งยืนในเอเชีย ลิม กล่าว

โดยล่าสุดเพจ OATSIDE Thailand ได้ออกมาชี้แจงว่า การปรับราคาครั้งนี้เป็นการลดราคาลงแบบถาวร โดยตอนนี้มีการปรับราคาลงแล้วในบางห้างสรรพสินค้า โดยจะมีการกำหนดการปรับราคาที่แตกต่างกันและจะปรับราคาครบทุกห้างภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2568

เมื่อแบรนด์พรีเมียมเริ่ม “แมส”… แล้วคาเฟ่จะลดราคาเครื่องดื่มนมโอ๊ตด้วยหรือไม่?

OATSIDE ไม่ได้แค่ขายนมโอ๊ตที่อร่อย แต่ขายแบรนด์ที่รู้จักตัวเองดี คิดต่างอย่างกล้าหาญ และเข้าใจผู้บริโภคเอเชียอย่างลึกซึ้ง การที่ OATSIDE ซึ่งเคยเป็นแบรนด์นมทางเลือกในภาพจำของคนเมือง กล้าที่จะลดราคาลงมาให้ใกล้เคียงกับนมวัวหรือแบรนด์นมพืชทั่วไปในตลาด ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องของต้นทุนที่ดีขึ้น แต่ยังบอกให้รู้ถึง “กลยุทธ์ในการขยายตลาด” ที่ลึกและชัดมากขึ้น จากการเป็นแบรนด์พรีเมียมสำหรับลูกค้าบางกลุ่มสู่การเป็นแบรนด์แมสที่อยากอยู่ในครัวของทุกบ้าน และทุกแก้วกาแฟ

ในแง่นี้ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือ “พาร์ตเนอร์สำคัญ” ของ OATSIDE อย่างร้านกาแฟและคาเฟ่ต่างๆ ซึ่งเคยใช้ OATSIDE เป็นวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่าของเมนูได้ (เช่น คิดเพิ่ม 10–20 บาท สำหรับเมนูนมทางเลือก) คำถาม คือ เมื่อราคาขายของ OATSIDE ในตลาดแมสลดลง คาเฟ่จะลดราคาเมนูเครื่องดื่มที่ใช้นมโอ๊ตตามหรือไม่?

คำตอบไม่ง่ายนัก เพราะในเชิงธุรกิจ คาเฟ่มีต้นทุนแฝงหลายอย่าง และมูลค่าเมนูนมพืชไม่ได้มาจากต้นทุนวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูรักสุขภาพและดูพรีเมียมที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายแพงขึ้นเพื่อได้ลองของใหม่หรือรู้สึกดีกับตัวเอง

สิ่งนี้อาจนำไปสู่การตั้งคำถามกับราคาที่คาเฟ่เก็บเพิ่มจากเมนูนมพืชในอนาคต และในระยะยาวคาเฟ่อาจต้องรีเฟรมคุณค่าของเครื่องดื่มนมโอ๊ตใหม่ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่สนุก สดใส และเข้าถึงง่าย ซึ่งก็เป็นบุคลิกแบรนด์ที่ OATSIDE พยายามปั้นมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นอิมแพกของการลดราคา OATSIDE ไม่ได้กระทบแค่การตัดสินใจในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้นแต่ยังอาจ “เปลี่ยนวิธีคิด” ของทั้งคาเฟ่และผู้บริโภคที่มีต่อนมพืชทางเลือกหลังจากนี้

ตัวอย่าง UNO แบรนด์กาแฟไทยที่ประกาศปรับลดราคาตัวเลือกนมต่อเนื่องจากปรับราคาของนม OATSIDE

อ่านเพิ่มเติม

ที่มาข้อมูล Prestige ,Tatler , YahooFinance , OATSIDE

คลิกอ่านคอลัมน์ "BrandStory" เพิ่มเติม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิเคราะห์กลยุทธ์ OATSIDE ทำไมถึงขาย “นมโอ๊ต” ได้ถูกลง เข้าถึงคนทั่วไปในราคาลิตรละ 56 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...