ซีพีเอฟ ไตรมาสแรกปี 68 กำไร 8,549 ล้านบาท โต 6 เท่าทะลุเป้า
The Bangkok Insight
อัพเดต 15 พ.ค. 2568 เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 10.56 น. • The Bangkok Insightซีพีเอฟ โชว์ผลงานไตรมาสแรก ปี 2568 คว้ากำไร 8,549 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 642% หรือเติบโต 6 เท่า
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2568 บริษัทมีผลกำไร 8,549 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 642% หรือโต 6 เท่า จากความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ และความเคร่งครัดของระบบป้องกันโรคในฟาร์มที่เข้มงวด ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาชีวอนามัยท่ามกลางโรคระบาด สะท้อนศักยภาพผู้นำเกษตรอาหาร ที่ให้ความสำคัญด้านประสิทธิภาพ
การที่บริษัทมีผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีนี้ดีเด่นขึ้น มาจากการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ประกอบกับการระบาดของโรคสัตว์โดยเฉพาะไข้หวัดนกซึ่งกระจายไปหลายประเทศทั่วโลก และโรค ASF ของสุกรที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ มีผลทำให้จำนวนไก่และสุกรมีน้อยกว่าปกติ ตลอดจนราคาวัตถุดิบอยู่ในฐานที่ยังไม่สูงเกินไป ทำให้ผลการดำเนินงานดีกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ซีพีเอฟลงทุนไว้มากกว่า 10 ประเทศ
ทั้งนี้ ผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาสแรกปีนี้ เป็นบทพิสูจน์ถึงความทุ่มเทของทีมงานทั่วโลก และความสามารถในการปรับตัวอย่างยั่งยืนในทุกสภาพแวดล้อม การลงทุนของบริษัทที่เน้นเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนการนำระบบ IT ที่นำมาใช้ในเรื่องการบริหารจัดการ รวมทั้งความมุ่งมั่นในการยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ และการป้องกันโรคในการเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริษัทจึงสามารถรักษาเสถียรภาพในการผลิตและสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานของซีพีเอฟในปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมมีการปรับสมดุลจากความท้าทายในอดีต
ในส่วนของปัญหาความปั่นป่วนจากเรื่องภาษีของสหรัฐ ไม่ได้มีผลกระทบกับซีพีเอฟ เพราะซีพีเอฟมีการลงทุนในธุรกิจอาหารพื้นฐานที่ราคาไม่แพง มีการผลิตอยู่ในกว่า 10 ประเทศ และขายในประเทศนั้นเป็นหลัก ขณะที่บริษัทพึ่งพาการส่งออกประมาณ 4-5% โดยการส่งออกส่วนใหญ่ส่งไปยังประเทศในเอเซีย เช่น ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยุโรปเป็นหลัก มีการส่งออกไปสหรัฐ ประมาณ 0.3% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากภาวะโรคระบาดที่เกิดขึ้นในการเลี้ยงสัตว์ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงโควิดที่กลับมาในช่วงนี้ ผู้บริหารทุกคนได้ให้ความสำคัญด้านการบริหารงานภายใต้แนวทางการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน ลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ดีที่ชัดเจน ที่สำคัญได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิต การป้องกันโรคระบาดตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาชีวอนามัยในการดำเนินงานอย่างครอบคลุม
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'CPF' ชูหลัก 'โภชนาการแม่นยำ' พัฒนา 'อาหารสัตว์รักษ์โลก' หนุนสุขภาพที่ดี 'คน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม'
- 'CPF' มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืนกว่า 800 รายการ หนุนผู้บริโภคร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อม
- 'CPF' ร่วมเวทีความยั่งยืน มุ่งมั่นพัฒนา ‘นวัตกรรมอาหารสัตว์รักษ์โลก’ หนุนเป้าหมาย Net-Zero
ติดตามเราได้ที่