หากการเมืองพลิก “เอกชน” ย้ำชัดไม่เอา “รัฐประหาร”
วันนี้ (19 มิ.ย.68) นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว (Isaras Rattanadilok) โดยระบุเป็นความเห็นของประชาชนคนหนึ่ง ต่อสถานการณ์ทางการเมือง
โดยข้อความระบุว่า #สงสารประเทศไทย ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านเวลานี้ ดูเหมือนจะลุกลามบานปลายออกไปมากกว่าที่คิด หนทางการแก้ไขปัญหาก็ยิ่งดูแคบลง (แต่ก็ยังพอมีทางออก) แต่เท่านั้นยังไม่พอ
กระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว ได้กลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศของไทยเสียเองอีก เพราะการพยายามหาทางออกของผู้นำฝ่ายไทย ที่เป็นการคุยส่วนตัว กับผู้นำทางจิตวิญญาณของเขา กลับถูกนำมาเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ จนเป็นประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง อย่างยิ่งเวลานี้
ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งความเป็นผู้นำของประเทศไทย และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองของไทยได้ด้วย
ความมั่นคงทางการเมือง (ตามระบบแบบแผนของรัฐธรรมนูญและเป็นประชาธิปไตย) เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่ง ที่สร้างความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจ ในหมู่มวลของนักลงทุนและนักธุรกิจทั่วไปทุกระดับ
ดังนั้น หากการเมืองในประเทศไม่มั่นคง ก็ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสืบเนื่องไปด้วยเช่นกัน
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หากจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางการเมืองขึ้น ต่อจากนี้ไป ก็ขอให้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามระบบ มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงด้วยอำนาจนอกระบบ เช่น การรัฐประหาร ตามที่กลุ่มคนบางกลุ่มกำลังเรียกร้อง
ภาคเอกชน ต้องการให้ปัญหาทางการเมือง ถูกแก้ไขด้วยกลไกทางการเมืองตามครรลองเท่านั้น มิเช่นนั้น ภาพของโศกนาฏกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในช่วงเวลา 8-9 ปี ที่ปกครองด้วยวิธีการนอกระบบและนอกครรลอง จะกลับมาให้เห็นอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีใครต้องการเห็นภาพเหล่านั้นอีก
ทางเลือกของผู้นำประเทศในภาวะวิกฤติและภายใต้กติกาที่มีอยู่เวลานี้มีอยู่ 3 ทางเลือก คือ…
1. นายกฯยังคง ( กัดฟัน ) อยู่ในตำแหน่งต่อไป และปรับคณะรัฐมนตรี
2. นายกฯลาออก แล้วให้สภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่พร้อมคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ามาทำหน้าที่นี้
3. ยุบสภา เพื่อให้ประชาชนเลือกผู้แทนของตัวเองใหม่และกลับมาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
3 ทางเลือกนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศยังพอที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโลกที่กำลังเผชิญอยู่เวลานี้
ทั้งปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ( อิสราเอล – อิหร่าน ) ปัญหาสงครามในยุโรบตะวันออก ( รัสเซีย – ยูเครน ) ปัญหาภาษี Trump ที่จะมีผลต่อประเทศไทยในต้นเดือนกรกฎาคม นี้แล้ว ปัญหาการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ลดน้อยลง
และรวมถึงปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ยังแก้กันไม่จบ จนส่งผลกระทบต่อรายได้จากการที่ส่งออก ที่อาจส่งผลกระทบไปถึงการเติบโตของ GDP ของประเทศในภาพรวมได้อีก
ปัญหาของประเทศไทยเวลานี้ ยังมิได้มีเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจเท่านั้น
ยังมีปัญหาทางสังคม ที่เป็นปัญหาอันส่งผลต่อศักยภาพของคนในประเทศอีกหลายประการที่รอการแก้ไข อาทิ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการศึกษา
และที่จะลืมกันไม่ได้อีกประการหนึ่งคือ ปัญหากระบวนการทางการเมือง ของการได้มาซึ่ง สว.( สายสีน้ำเงิน ) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมแล้ว
เราจึงหวังว่า การจัดการปัญหาทางการเมืองของไทยในช่วงเวลานี้ คงจะลุล่วงไปได้ ด้วยกติกาที่กำหนดไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ
และสิ่งที่เราหวังมากที่สุดคือ ภายใต้วิกฤตการเมืองขณะนี้ จะทำให้เราได้ผู้นำประเทศ (รวมถึงคณะผู้ร่วมบริหารประเทศ – คณะรัฐมนตรี) ที่มีขีดความสามารถ มีวุฒิภาวะ มีธรรมาภิบาลเต็มเปี่ยม
ไม่มีการเมืองต่างตอบแทน ไม่มีการเมืองแบบอุปถัมภ์ แตกต่างจากคณะผู้บริหารประเทศ 2 ชุด ที่ผ่านมา อีกต่อไป
ทั้งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีคุณภาพ เข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ และนำพาประเทศฝ่าวิกฤตต่างๆครั้งนี้ไปได้ อย่างตลอดรอดฝั่ง ให้จงได้
จึงหวัง (อีกครั้ง) ว่าเสียงสะท้อนเล็กๆ นี้ จะดังไปถึงผู้ที่อยู่ในสมการทางการเมืองของไทยและรับฟังข้อเสนอนี้อย่างจริงจัง ถึงเวลาที่เราควรจะมีการเมืองและนักการเมืองแบบ “ธรรมาภิบาล” ได้แล้วครับ เพราะวิกฤติของประเทศยังมีอีกมาก ที่รอ“มืออาชีพ” เข้าไปแก้ไข…