โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(เล่ม 2 อ่านฟรีจนจบ) ทะลุมิติไปเป็นสตรีมเมอร์ทำอาหารในอนาคต

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 ก.ย 2568 เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 14.01 น. • LhongPrauk
เชฟกิตติมศักดิ์อย่างหม่อมเจ้าอชิรา อมรรัตนาวลัย ดันถูกนักฆ่าหน้าหล่อวางยาจนตาย สุดท้ายก็มาเกิดในโลกใหม่ในร่างของบอดี้การ์ดหนุ่มที่มีความฝันอยากเป็นเชฟ แต่ฝีมือดันห่วยเกินบรรยาย

ข้อมูลเบื้องต้น

Intro

เชฟกิตติมศักดิ์อย่าง หม่อมเจ้าอชิรา อมรรัตนาวลัย ดันถูกนักฆ่าหน้าหล่อวางยาจนตาย สุดท้ายก็มาเกิดในโลกใหม่ในร่างของบอดี้การ์ดหนุ่มที่มีความฝันอยากเป็นเชฟ แต่ฝีมือดันห่วยเกินบรรยาย แถมความรู้ในโลกนี้เรื่องอาหารก็สูญสลายไปพร้อมกับอารยธรรมเก่าแก่หมดแล้ว

เอาล่ะ เพื่อเป็นการตอบแทนที่ให้เขาได้ใช้ร่างต่อ เราจะสานฝันให้เจ้าเอง อชิรา ฮอว์กิน

สวัสดีทุกคนนะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเราในแนวแฟนตาซีแบบนี้ อยู่ๆ ก็อยากเขียนอะไรที่มันเหนือจินตนาการบ้าง พวกโลกในอีกหกพันปีข้างหน้าอะไรแบบนี้ อีกอย่างคือไม่อยากอยู่ในกรอบเซตติ้งเดิมๆ แล้ว

หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นนิยายอีกเรื่องที่ทุกคนอ่านแล้วมีความสุขนะคะ

*** คำเตือน ***

เหตุการณ์และตัวละครในเรื่องล้วนมาจากจินตนาการของผู้แต่งทั้งสิ้น

ไม่ได้จงใจพาดพิง อ้างอิง หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด

เนื้อหาบางส่วนมีการใช้ความรุนแรง คำหยาบ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

หากเนื้อหาทำให้ผู้อ่านไม่พึงใจ ขอความกรุณาช่วยกดปิดนะคะ

การคอมเมนท์ขอเป็นคอมเมนเพื่อให้กำลังใจ ติชมตัวผลงานด้วยถ้อยคำสุภาพ

ไม่ขอรับคอมเมนท์ที่ทำร้ายจิตใจกันนะคะ

และอาจจะมีการลบหากคอมเม้นนั้นส่งผลต่ออารมณืของคนหมู่มาก

หากมีข้อผิดพลาดประการใด นักเขียนก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

บทนำ [Rewrite]

“วันนี้ต้องขอขอบคุณ หม่อมเจ้าอชิรา อมรรัตนาวลัย แขกคนสำคัญของเราที่สละเวลามาโชว์ฝีมือการทำอาหารชาววังให้พวกเราได้ดูกัน ทั้งสวยงาม วิจิตรตระการตา แถมยังอร่อยมากอีกด้วยค่ะ”

“ครับ เป็นเกียรติกับเรามากกว่า”

“วันนี้เชื่อว่าทุกคนคงได้เคล็ดลับจากเชฟกิตติมศักดิ์ของเราไปไม่มากก็น้อยนะคะ แต่เสียดายที่ตอนนี้หมดเวลาแล้ว ไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ” เสียงพิธีกรเอ่ยปิดจบรายการอาหารอย่างเป็นกันเองตามที่คนสูงศักดิ์ได้เอ่ยอนุญาตไว้ตั้งแต่ต้น

รอยยิ้มทางการค้าที่วาดประดับอยู่บนใบหน้าเรียวค่อนไปทางสวยของหม่อมเจ้าหนุ่ม เป็นรอยยิ้มอ่อนหวานที่แฝงความมีเสน่ห์จนทำให้เจ้าตัวมีแฟนคลับไม่น้อย แต่หากมองลงไปลึกๆ รอยยิ้มหวานนั้น มันไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยสักนิด แต่เป็นรอยยิ้มที่ถูกฝึกมาเพื่อการใส่หน้ากากเข้าหากันในสังคมก็เท่านั้น

“คัท!!!!!”

เสียงศิระผู้กำกับหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินยิ้มเข้ามาหาหม่อมเจ้าหนุ่ม

ชายหนุ่มทันได้เห็นใบหน้าหวานกลับมาเรียบเฉย พลันบรรยากาศรอบตัวราวกับถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเย็นยะเยือก จนผู้คนรอบข้างต่างทยอยถอยห่างด้วยความเกร็ง แต่ไม่ใช่สำหรับเพื่อนสนิทอย่างศิระที่ค่อนข้างคุ้นชินไปเสียแล้ว

ก็อย่างว่าใครมันจะปั้นหน้ายิ้มได้ทั้งวันกันเชียว

ใบหน้าที่พระเจ้าทรงปั้นมานี้ดีหมดทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่ปากที่คว่ำราวกับคนไม่เคยพอใจอะไรเลย เมื่ออีกคนยืนเฉยๆ ยังเหมือนคนอารมณ์เสีย รวมกับดวงตาเฉียวที่มีขี้แมลงวันประดับอยู่ตรงหางตา ยิ่งทำให้อีกคนดูหยิ่งทะนงจนไม่น่าเข้าใกล้

“ขอบใจมากนะท่านชายอชิ”

อชิราทำหน้าเบื่อระอากับคำเรียกตามยศศักดิ์ที่ศิระใช้เรียกเขา ปกติในหมู่เพื่อนก็ไม่มีใครเรียกเขาเต็มยศแบบนั้นหรอก เพียงแต่ศิระชอบแกล้งเขาแบบนี้เท่านั้นเอง

“ไม่เป็นไรเลย อยู่วังเราก็ไม่มีอะไรทำ ถือว่าได้มาทำอะไรแก้เบื่อ แล้วก็เลิกล้อเราสักที นายก็รู้ว่าเราไม่ชอบให้เรียกแบบนั้น ยังจะมาท่านชงท่านชายอีก”

“หึ…ไม่ชอบจริงๆ สินะ คำว่าท่านชายนี่น่ะ”

“เปล่า ไม่ได้ไม่ชอบ แต่แค่กับพวกนาย เราอยากเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เลยหรือไงกัน”

“ได้เลย ไอ้เพื่อนรัก”

“อืม เยี่ยม”

เพราะเป็นเพื่อนกันมานาน ทั้งสองเลยไม่ได้ใช้ราชาศัพท์ในการพูดคุยกัน อีกอย่าง อชิราก็ไม่เคยถือยศศักดิ์เหมือนเจ้านายคนอื่น แม้ว่าตัวเองจะเป็นถึงหม่อมเจ้าสายตรงจากในวังเพราะท่านพ่อเป็นถึงพระองค์เจ้า ส่วนท่านแม่ก็เป็นถึงหม่อมเจ้า

“ค่าตัวโอนให้…”

“ที่ตกลงกันไว้ เราจำได้ว่าไม่ใช่เงิน…”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่น้อยคนนักจะเห็น ปรากฏขึ้นตรงมุมปากของอชิราพร้อมดวงตาที่พราวระยับอย่างซุกซน และศิระก็ส่ายศีรษะให้กับคนความจำดี

การคบกับอชิราไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่าย อีกคนมีพร้อมทุกอย่าง แต่มักจะโหยหาความธรรมดาที่ไม่เคยได้สัมผัส และมันก็มักจะมาพร้อมกับเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น การต้องปิดบังตัวตน

“เออ รู้แล้ว แต่ค่าตัวนายมันมากกว่านั้นหลายเท่าเลยนะ”

“ไม่ต้องโอนมาหรอก จริงๆ เราก็แค่อยากมาช่วยนาย หรือถ้าอยากให้จริงๆ นายก็ช่วยเก็บเอาไว้จองให้เราในครั้งถัดไปได้ไหม?” อชิราวาดยิ้มอ้อนพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ซึ่งเจ้าตัวมั่นใจทุกครั้งว่าได้ผล

“ให้ตายสิอชิ แล้วฉันจะทำบัญชียังไง” ศิระทำท่าจะบ่น แต่เมื่อเห็นดวงตาเฉียวกะพริบปริบอย่างออดอ้อนก็รีบกระแอมกระไอ

“เออๆ เดี๋ยวจองให้ตลอดไป โอเคไหม?”

“ดีมาก อย่างนี่สิเพื่อนรัก” อชิราตบไหล่เพื่อนเบาๆ

“เออๆ ส่วนรอบนี้จองไว้แล้ว รอบสองทุ่มครึ่งเหมือนเดิม ไม่ได้จองไพรเวตนะเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต”

“You are so good my friend. ถ้าอย่างนั้นเราไปก่อนนะ กลัวรถติด” อชิราเผยยิ้มกว้าง แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น

“เออ”

“อย่าอิจฉา ทำงานไปเถอะ เราไปกินไฟน์ไดนิ่ง [1] เลิศๆ ก่อนนะ”

อชิรากดมุมปากยิ้มล้อเลียนให้กับเพื่อนสนิทที่ทำหน้าเหม็นเบื่อ ก่อนจะเดินจากไป

ร่างสูงก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามผ่านทีมงานที่รีบกุลีกุจอลุกขึ้นยืนส่ง หม่อมเจ้าหนุ่มตรงไปขึ้นรถคันหรูที่คนขับรถขับมาจอดเทียบหน้าอาคารสำหรับถ่ายทำรายการอาหารชื่อดังพร้อมกับเปิดประตูไว้รอ

เมื่อประตูรถปิดตามหลัง ร่างโปร่งที่นั่งหลังตรงอย่างสง่าก่อนหน้านี้ก็เอนกายพิงผนังเบาะ อชิราผ่อนคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อยพร้อมกับที่เสียงโทรศัพท์แจ้งเตือนว่ามีข้อความใหม่เข้ามาพอดี

ติ๊ง!!

อชิราหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมาเปิดดูทันที

หึ…

เสียงหัวเราะในลำคอพร้อมกับรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานอีกครั้ง เป็นศิระที่ส่งตั๋วจองร้านอาหารที่เขาต้องการมาให้ และมันมาพร้อมกับชื่อคอร์สอาหารและเชฟที่ระบุอย่างชัดเจน

“ไปที่โรงแรมโอเรียนเต็ล”

“ครับ”

อชิราสั่งคนขับรถเสร็จก็เอนกายหลับตาลงผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานเพื่อแลกกับตั๋วร้านอาหารญี่ปุ่นแบบโอมากาเสะ [2] ในโรงแรมที่ไม่ได้มีราคาแพงมากนักเมื่อเทียบกับค่าตัวของเขา แต่เพราะเจ้าตัวไม่สามารถใช้ชื่อตัวเองที่มีคำนำหน้าเด่นหราว่าหม่อมเจ้าเพื่อจองคอร์สอาหารนี้เองได้ เลยเลือกการตอบรับคำร้องขอของเพื่อนสนิทแลกกับตั๋วราคาหมื่นต้นๆ นี่

และที่เขาต้องทำแบบนั้นก็เป็นเพราะเชฟที่ทำงานในเวลาเย็นของห้องอาหารนี่ เป็นคนที่เขาชื่นชอบจากใจ

ชื่นชอบทั้งผลงาน…

ชื่นชอบทั้งหน้าตา…

เรียกว่าอีกคนทำให้เขาหลงใหลได้เลยทีเดียว

“สวัสดีครับคุณศิระ” เสียงคุ้นเคยเอ่ยทักทายขึ้น ทันทีที่อชิระก้าวผ่านม่านสไตล์ญี่ปุ่นเข้าไปภายในร้านอาหาร

ร่างสูงเพรียวเดินไปนั่งประจำที่ของตัวเองที่มีป้ายชื่อของศิระวางอยู่ น่าแปลกที่บนบาร์ยาวของร้านอาหารมีเพียงป้ายชื่อป้ายเดียวตั้งอยู่ ปกติแล้วร้านอาหารญี่ปุ่นนี้มีลูกค้าแน่นร้านประจำ ในทุกช่วงเวลาจะมีลูกค้ามานั่งกินโอมากาเสะเต็มทุกคอร์ส

“เราชื่ออชิรา ศิระคือเพื่อนของเรา เราให้เขาจองให้น่ะ” เป็นประโยคอธิบายที่อชิราใช้แทบจะทุกครั้ง เมื่อต้องมาทานอาหารด้วยชื่อของเพื่อนสนิท ออกจะน่ารำคาญเล็กน้อย แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาภายหลัง

“ผมล้อเล่น คุณมาบ่อยจนผมจำได้” รอยยิ้มขี้เล่นจากใบหน้าคมของเชฟหนุ่มทำเอาอชิราต้องกระแอมกระไอ

ความร้อนระดับมหาศาลไล่ระดับจากร่างกายส่วนล่างขึ้นสู่ใบหน้าจนเจ้าตัวต้องเสตาหลบมองไปทางอื่น ดีที่อีกฝ่ายก็กำลังวุ่นวายกับการเตรียมวัตถุดิบต่างๆ เลยไม่ทันสังเกตอะไร

เชฟหนุ่มตรงหน้าเป็นเชฟประจำห้องอาหารของโรงแรมนี้ แต่อชิราได้พบและบังเอิญรู้จักเขาในตลาดสดแห่งหนึ่ง ช่วงนี้หม่อมเจ้าหนุ่มค่อนข้างหมกมุ่นกับการหาวัตถุดิบแปลกใหม่เพื่อคิดค้นเมนูอาหาร อชิราเลยต้องไปตลาดสดด้วยตนเองบ่อยครั้ง และเขาก็ได้เจอกับอีกคนที่ก็มาหาวัตถุดิบเช่นกัน

วันนั้นอชิรากำลังซื้อวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นร้านหนึ่ง ชายหนุ่มก็บังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างใครบางคนกับเจ้าของร้าน เป็นบทสนทนาเกี่ยวกับการสั่งซื้อวัตถุดิบหายากบางอย่าง นั่นทำให้อชิรารับรู้ได้ถึงความละเมียดละไมและความใส่ใจของเชฟคนนี้ต่ออาหารที่เขาทำ

การที่คนคนหนึ่งเก่งและให้เกียรติอาชีพของตนเองนั้นช่างน่าหลงใหลอย่างยิ่งในสายตาของอชิรา โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าอีกคนเป็นเชฟอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมชื่อดัง อชิราเลยตัดสินใจมาลองชิม และเขาก็ติดใจรสมือของเชฟคนนี้จริงๆ

วันนี้ทั้งห้องอาหารมีแค่อชิราเพียงคนเดียว จนต้องกวาดตามองไปรอบๆ อย่างไม่คุ้นชิน ไม่จองไพรเวตก็เหมือนไพรเวตอยู่ดี

“วันนี้ลูกค้าน้อยมากครับ ทางร้านอาหารจีน เขามีเมนูใหม่คนเลยแห่ไปที่นั่น ยังดีที่มีคุณหลุดมาหนึ่งคน” เชฟหนุ่มอธิบายเมื่อเห็นท่าทางแปลกใจของอชิรา

“อ้อ…”

“แพ้อะไรไหมครับ?”

“เรา…แพ้…”

“ไข่หอยเม่น” เสียงทุ้มของเชฟหนุ่มตอบแทน “ผมจำได้ แต่ที่ต้องถามเพราะเป็นคำถามพื้นฐานที่ต้องถามแขกทุกคนน่ะครับ”

“ครับ”

อชิราตอบรับ ประทับใจไม่น้อยที่อีกคนจดจำสิ่งที่เขาแพ้ได้ หม่อมเจ้าหนุ่มนั่งมองร่างสูงของเชฟหยิบนู้นจับนี่ ปากก็พึมพำเล่าที่มาของวัตถุดิบ และแรงบันดาลใจของเมนูต่างๆ

แม้ว่าอชิราจะมากินบ่อยจนแทบจะจำรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่เขากลับไม่เคยเบื่อที่จะฟังเลยสักนิด เมื่อคนเล่าคือคนตรงหน้า

อาหารคอร์สที่อชิราจองมีทั้งหมดยี่สิบสองจาน เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อย จนถึงอาหารจานหลัก และปิดท้ายด้วยของหวานล้างปาก เป็นคอร์สที่แพงและใช้เวลามากที่สุดของร้าน

แต่ก็นั่นแหละ ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ แค่แป๊บเดียวก็มาถึงเมนูสุดท้ายของคอร์สแล้ว

“อร่อยไหมครับ?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม เมื่อใกล้ปิดจบคอร์สอาหาร

“อร่อยมากเลยล่ะ เราชอบ…วิธีการนำเสนอและเรื่องราวอาหารของคุณ”

“มันเป็นวัฒนธรรมการกินอาหารญี่ปุ่นแบบโอมากาเสะครับ เราอยากให้คนที่ได้ทานทราบถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และรู้สึกร่วมไปกับการทำอาหารของเรา คุณเองก็เป็นเชฟน่าจะเข้าใจ”

“ครับ ถึงได้ชอบ…”

“ชอบจริงเหรอครับ? ดีใจจะแย่” ใบหน้าคมที่เคลื่อนเข้ามาใกล้พร้อมกับรอยยิ้มและดวงตาวิบวับทำเอาอชิราร้อนรน

หม่อมเจ้าหนุ่มเสมองไปที่อาหารรองสุดท้ายแล้วหยิบมันขึ้นทานแก้เขินในคราวเดียว

ท่าทางของเขาคงตลกมาก เพราะเขาได้ยินชัดเต็มสองหูว่าอีกคนหัวเราะในลำคอก่อนจะถอยห่างไปแล้วก้มหน้าก้มตาทำของหวานจานสุดท้ายต่อ

“ของหวานอันนี้ เป็นเมนูใหม่ที่ผมเพิ่งคิดค้นขึ้นมาครับ มันชื่อว่า ‘สโนว์บอลในค่ำคืนแห่งความตาย’ ครับ” เสียงทุ้มบอกพร้อมกับวางของหวานลงตรงหน้าเขา

อาหารจานที่ยี่สิบสองมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาววางบนใบไผ่มีควันสีขาวลอยคลุ้งอยู่จางๆ ด้านบนราดด้วยซอสสีแดงเข้ม ตัดกับซอสช็อกโกแลตทับด้านบนดูราวกับเลือดที่เปื้อนบนลูกบอลหิมะเลยทีเดียว

อชิรายิ้มรับ ก่อนจะหยิบช้อนค่อยๆ ตักของหวานเมนูสุดท้ายเข้าปาก รสสัมผัสแรกที่ได้รับคือความหวานและความเย็นสมชื่อสโนว์บอลที่เชฟตั้ง ตามมาด้วยรสชาติเข้มข้นของช็อกโกแลตผสมกับความสดชื่นจากกลิ่นเชอร์รี่ของตัวซอสที่ให้ความเฟรชสมกับเป็นอาหารล้างปาก

“อืม…อร่อยมาก หวาน สดชื่น แล้วก็ อ๊ะ…”

คำเอ่ยชมสะดุดลง พร้อมกับอาการที่ราวกับกำลังถูกแย่งลมหายใจไปจนหมดปอด มือบางปล่อยช้อนให้ร่วงลงบนพื้นเคาน์เตอร์

อชิรารู้สึกว่าลำคอของตัวเองแห้งผาก หลอดลมตีบตันจนกอบโกยอากาศเข้าไปไม่ได้ น่าแปลกที่ความสดชื่นจากความเย็นก่อนหน้ากลับหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน

“แค่กๆๆๆ”

อชิรากุมลำคอก้มหน้าลงพยายามไอออกมาเผื่อจะทำให้ลำคอโล่งมากขึ้น อีกทั้งพยายามอ้าปากช่วยแต่ก็ไร้ประโยชน์ ชายหนุ่มดันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่อาการของเขาเริ่มหนักขึ้นจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมด

ร่างสูงเพรียวล้มโครมลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับสิ้น รองเท้าสีดำขลับก็ก้าวเข้ามาใกล้ จังหวะการก้าวเดินกระทบกับพื้นไม้ดังก้องในหู มือบางสั่นเทาเอื้อมไปจับที่ข้อเท้าของอีกฝ่าย แต่กลับถูกสลัดทิ้งก่อนเจ้าของรองเท้าจะนั่งลงมาใกล้ๆ ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวคางให้เงยขึ้นสบตากัน

“หม่อมเจ้าอชิรา เป้าหมายที่หนึ่งศูนย์หนึ่ง…”

“…”

“Kill…”

!!!

ไม่คิดเลยว่าเชฟหนุ่มที่เขาหลงรักท่าทางการทำอาหาร เจ้าของรอยยิ้มทรงเสน่ห์นั้น จะเป็นนักฆ่าที่แฝงตัวมา

ไม่น่าเลยอชิรา…

ไม่น่าสะเพร่าเลยสักนิด

[1] อาหารไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) คืออาหารที่เน้นความวิจิตร ความพิถีพิถันในการปรุง การจัดจาน และการบริการ เพื่อมอบประสบการณ์การกินอาหารที่แตกต่าง ทุกองค์ประกอบจัดอยู่ในระดับพรีเมียมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของอาหาร รสชาติ ภาพลักษณ์ของอาหาร หรือเครื่องดื่มก็เป็นของคุณภาพทั้งนั้น

[2] โอมากาเสะ (お任せ) มาจากวลีที่ว่า “お任せします” ที่แปลว่า “ฉันเชื่อใจเชฟ จัดมาเลย” ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นชินกับภาพจำของร้านอาหารโอมากาเสะว่า จะมีแค่การเสิร์ฟเมนูซูชิ วัตถุดิบแพงๆ แต่จริงๆ แล้ว อาหารประเภทโอมากาเสะมีจุดเด่นตรงที่เมนูทุกอย่าง จะขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ตามฉบับเชฟแต่ละคน โดยมีการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี สดใหม่ในช่วงฤดูกาลนั้นๆ มาครีเอตเมนูให้แตกต่าง เรียกได้ว่าแทบไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละช่วงฤดูกาล

บทที่ 1 โลกใบใหม่ [Rewrite]

เฮือก!!!

อชิราสูดลมหายใจเข้าจนหน้าอกกระเพื่อม หม่อมเจ้าหนุ่มลืมตาโพลงพร้อมกับพยายามดีดตัวลุกขึ้น

แต่น่าแปลก…

ร่างกายของเขาไม่สามารถขยับได้อย่างใจนึกเลยสักนิด แล้วไอ้ของเหลวสีใสที่ล้อมรอบเขานี่คืออะไรกัน?

นี่เขายังไม่ตายเหรอ?

“แคปซูลที่หนึ่งพันสองร้อยแปดสิบตื่นแล้ว”

ตี๊ด ตรู๊ด ตรื๊ดดดดดดดด

เสียงบางอย่างดังอยู่ด้านนอก อชิราทำได้เพียงกลอกตาไปมา แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรมากขึ้นนอกจากเพดานสีขาว

“การรักษาคอมพลีท”

“เจลฟื้นฟูกล้ามเนื้อทำงานสำเร็จ”

อชิรากะพริบตาปริบ เขากำลังนอนอยู่ในของเหลวที่เหมือนน้ำพวกนี้ แต่กลับไม่รู้สึกเปียกชื้นแถมยังหายใจได้ปกติ มีเพียงการเคลื่อนไหวเท่านั้นที่ทำไม่ได้

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?

ตากลมพยายามมองสำรวจไปรอบๆ สุดท้ายก็ปะทะเข้ากับร่างของหุ่นยนต์หน้าตาประหลาดที่กำลังเคลื่อนเข้ามารุมล้อมเขาเอาไว้ พวกมันมีประมาณสามตัวสวมหมวกสีขาวที่มีสัญลักษณ์ของกาชาดเป็นกากบาทสีแดง

เสียงพูดคุยเมื่อกี้ดังมาจากเจ้าพวกนี้เหรอ?

แต่เดี๋ยวนะ…มันคือภาษาอะไรกัน อชิรามั่นใจว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แต่ที่แปลกกว่าคือเขากลับเข้าใจทุกคำพูด

อชิรามองหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่เคลื่อนเข้ามาใกล้เขามากที่สุด ดวงตากลมสีดำขึ้นสีแดงวาบหนึ่งตรงจุดกึ่งกลาง

“การรักษาเสร็จสมบูรณ์ ปล่อยเจลรักษาได้”

อ้อ… เสียงมาจากพวกแกจริงๆ สินะ

ไม่นานหลังจากนั้นของเหลวที่ล้อมรอบตัวของอชิราก็ค่อยๆ ไหลออกไปจนหมด น่าแปลกที่เนื้อตัวของหม่อมเจ้าหนุ่มไม่ได้เปียกชื้นเลยสักนิด แถมยังรู้สึกเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อชิราลองขยับนิ้วและมือ แต่เหมือนกับต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล

“ในที่สุดคุณก็ฟื้นสักที” เสียงนุ่มดังขึ้นมาจากสตรีสวมชุดกาวสีขาวที่ก้าวผ่านประตูห้องเข้ามาใหม่

ดูแล้วเธอคงเป็นหมอประจำที่นี่สินะ

“คะ…ครับ นี่เรา…อยู่ที่ไหน?” อชิราเองก็ตอบรับอย่างมึนงง

“ศูนย์รักษาฟื้นฟูและบำบัด ค่ะ”

เหมือนโรงพยาบาลไหมนะ?

“รู้สึกยังไงบ้างคะ?” เธอถามพร้อมกับกดบางอย่างบนสายรัดข้อมือ ก่อนที่จะมีหน้าจอไลท์สกรีนปรากฏขึ้นมาบนอากาศ

“เอ่อ…คือ…” อชิราไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร หม่อมเจ้าหนุ่มรู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังจะสลบไปอีกรอบ เขาไม่สามารถรวบรวมสติเพื่อตอบอะไรได้ทั้งสิ้น ทุกอย่างตรงหน้าทำเอาตกตะลึงจนยากจะทำความเข้าใจ

นี่มันเทคโนโลยีอะไรกัน ราวกับอยู่ในโลกอนาคต…

โลกอนาคต?

ไม่จริงหรอกใช่ไหม?

เรื่องแบบนี้มันก็มีแค่ในซีรีส์กับละคนเท่านั้นแหละ

“ตอนนี้การรักษาของคุณเสร็จสิ้นลงแล้ว ดิฉันขอแสดงความยินดีด้วย จากข้อมูลเชิงลึกร่างกายของคุณปกติดีทุกอย่าง แต่ตอนนี้คงยังขยับร่างกายมากไม่ได้ แต่ไม่ต้องตกใจไปค่ะ มันเป็นผลข้างเคียงจากการรับเจลฟื้นฟูกล้ามเนื้อเป็นเวลานานมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราว ใช้เวลาพักฟื้นอีกแค่หนึ่งวันก็จะหายเป็นปกติค่ะ” เสียงหวานอธิบายน้ำเสียงเอื้ออารีชวนฟัง

“อ่า…ครับ” อชิราตอบรับไปก่อน

ชายหนุ่มมองสำรวจไปทั่วห้องสีขาวปนเทา ทุกอย่างดูเหมือนจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน แต่ก็เหมือนฝันเกินกว่าจะเป็นความจริงอีกนั่นแหละ

“ถ้าอย่างนั้นเราจะทำการย้ายคุณไปยังห้องพักฟื้นค่ะ จากนี้เราจะติดตามอาการของคุณอีกสองวัน หากมีอาการที่ผิดปกติหรือมีข้อสงสัยสามารถสอบถามกับแพทย์เวรประจำวันได้เลยนะคะ”

“ครับ”

“เรียบร้อยค่ะ” คุณหมอคีย์ข้อมูลบางอย่างก่อนจะปิดหน้าจอไลต์สกรีนนั้นไป

จากนั้น ร่างกายของอชิราที่อยู่ในแคปซูลก็ลอยขึ้นและวางลงบนเตียงที่ถูกเข็นมาด้วยหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนกับสามตัวเมื่อกี้ ที่แตกต่างก็คงเป็นหมวกที่สวมบนศีรษะ หุ่นยนต์ตัวนี้สวมหมวกสีเหลือง

ระหว่างทางที่กำลังไปห้องพักฟื้น อชิราก็เริ่มรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาอีกครั้งจนลืมตาแทบไม่ขึ้น สุดท้ายเปลือกตาสีไข่ก็ปิดลงพร้อมกับเสียงล้อรถที่เคลื่อนที่ไปตามทางเดิน

หวังว่านี่จะเป็นการตื่นจากฝันที่บ้าบอนี่เสียทีนะ

กลับไปเป็นหม่อมเจ้าอชิรา อมรรัตนาวลัยเช่นเดิมเถอะ

Please…

“อชิ!! อชิรา!!!”

ความเจ็บปวดที่ยากจะบรรยายพวกนี้คืออะไรกันแน่ ทำไมเขารู้สึกเหมือนตัวเองเจ็บช้ำไปทั่วร่างกายขนาดนี้กัน

“อชิอดทนไว้นะ อีกสักพักหน่วยแพทย์ก็มาแล้ว”

มันเกิดบ้าอะไรขึ้น…

ผู้ชายคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงดูกระวนกระวาย แถมยังไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด

“เอ่อ…คือเรา…อะ!!!”

ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรกลับไป ความทรงจำบางอย่างก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว อชิรารู้สึกราวกับตัวเขากำลังดูภาพยนตร์ที่กำลังเร่งความเร็วถึงขีดสุด

ร่างกายของเขาเบาหวิว ชุดข้อมูลบางอย่างถูกใส่เข้ามาในสมองราวกับเขากำลังอยู่ในเกมสักเกมหนึ่ง

ที่นี่เป็นโลกอีกใบในอนาคตอีกหกแสนปีต่อมา ก่อนหน้านี้โลกมนุษย์พัฒนาไปมากในทุกด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างพัฒนาจนเริ่มกัดกินกันเอง

ในที่สุด เมื่อเหล่านักพัฒนารู้สึกตัวอีกที มนุษย์ก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและอายุขัยสั้นที่สุดไปเสียแล้วสำหรับโลกใบนั้น

เพื่อความอยู่รอด มนุษย์จึงเริ่มตัดต่อพันธุกรรมของตัวเองกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อให้เผ่าพันธุ์ตัวเองคงอยู่และแข็งแกร่งมากขึ้น แต่เหมือนยิ่งทำ ก็ยิ่งจะได้ผลตรงกันข้าม ทุกอย่างรอบตัวพัฒนาไปไกลเกินกว่ามนุษย์ตัวจ้อยจะตามทัน

และในที่สุด การรุกรานจากทั้งสิ่งมีชีวิตในโลกเดียวกันและสิ่งมีชีวิตต่างดาวก็เกิดขึ้น โลกที่ทุกคนรู้จักกลายเป็นดาวเคราะห์ที่เกิดสงครามทั่วทุกหนทุกแห่ง จนเป็นเหมือนกับวันสิ้นโลก มนุษย์ถูกกดขี่และกลายเป็นชนชั้นต่ำสุด โลกกลายเป็นดาวเคราะห์ที่มนุษย์ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

สุดท้ายกลุ่มมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ตัดสินใจหนีออกจากโลกใบเดิมพร้อมกับทรัพยากรและคลังความรู้ดั้งเดิม พวกเขาตั้งใจจะเสาะหาถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ แต่การจะหาดาวที่มีความสมดุลเหมือนโลกก็ไม่ได้หาง่าย

บางดาวหนาวเกินไป บางดาวร้อนเกินไป บางดาวก็ไม่มีแรงดึงดูด อีกทั้งระหว่างทางก็มักถูกสิ่งมีชีวิตต่างดาวโจมตี ทำให้หลายครั้งต้องแตกกระจายออกเป็นหลายกลุ่มกระจัดกระจายกันไปในอวกาศ

กลุ่มมนุษย์ในอวกาศต่างดิ้นรนเอาตัวรอด ใช้เวลาว่างพัฒนาเทคโนโลยีและการทดลองใหม่ๆ จนสุดท้ายก็ค้นพบการยืดอายุขัยจากหนึ่งร้อยปีเป็นหนึ่งพันปี จากหนึ่งพันปีเป็นหนึ่งหมื่นปี และมากที่สุดคือหนึ่งแสนปี

ในที่สุด ผ่านไปราวสองหมื่นปีมนุษย์กลุ่มแรกก็ค้นพบแหล่งที่อยู่ใหม่ ดาวดวงนี้คือดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีศักยภาพแทบจะเหมือนกับโลกใบเดิม มันอยู่ในจุดตรงข้ามจากโลกเดิม หากใช้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง มนุษย์ที่ก่อตั้งให้ชื่อว่า ‘พาราเรลสตาร์’ หรือ ‘ดวงดาวคู่ขนาน’ จากวันแรกจนถึงวันนี้ทุกอย่างถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิพาราเรล

สิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนดาวดวงนี้มีทั้งครึ่งสัตว์ ครึ่งเอไอ ครึ่งมนุษย์ต่างดาว หรือแม้กระทั่งมนุษย์สายพันธุ์พิเศษที่แข็งแกร่งจนไม่อาจมีใครเทียบ และเพศก็ไม่สำคัญสำหรับการสืบพันธุ์อีกต่อไป เป็นผลจากการค้นพบโดยบังเอิญบนยานและการทดลองที่ต้องการขยายเผ่าพันธุ์ให้รวดเร็วที่สุด

ด้านเทคโนโลยีทั่วไปก็พัฒนาไปไกลมาก จนอชิราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันได้เห็น ภาพรถลอยฟ้าที่ไร้คนขับ หุ่นยนต์พ่อบ้านแม่บ้านที่หน้าตาเหมือนกับหุ่นยนต์พยาบาลในห้องนั้น หรือแม้แต่ริสต์แบนด์ที่เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชน แต่กลับมีฟังก์ชันครบครัน หากในชีวิตก่อนทั้งหมดนี้สำหรับอชิราคงเป็นแค่ความเพ้อฝันเท่านั้น

แต่ที่น่าใจหาย กลับกลายเป็นอารยธรรมต่างๆ ของมนุษย์โลกที่สูญหายไปตามกาลเวลา เพราะต้องต่อสู้ดิ้นรนกับการพัฒนาเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่ ทำให้ความสุนทรีย์ต่างๆ ที่กินเวลาในชีวิตถูกตัดออกไป

และยิ่งมันมีน้อย มันเลยกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนในยุครุ่งเรืองนี้โหยหาและอยากจะฟื้นฟูกลับมา

ส่วนสาเหตุที่เจ้าของร่างเดิมต้องมานอนรักษาตัวอยู่ที่นี้ก็เพราะเจ้าตัวมีอาชีพเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว และเจ้านายของเขาก็ถูกลอบทำร้ายจากเซิร์กที่ต้องการรุกรานดวงดาวนี้ เจ้าของร่างคนเก่ารับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวจึงทะยานตัวเข้าไปปกป้องเจ้านายตามหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัสแทน

ภาพเหตุการณ์ที่ผุดมาก่อนหน้านี้ เหมือนกับว่าอชิราได้หลุดเข้าไปในหนังสงครามต่างโลกสักเรื่อง และมันก็น่ากลัวมากสำหรับหม่อมเจ้าหนุ่มที่ไม่เคยเฉียดใกล้คำว่าสงครามมาก่อน

“คุณอชิรา…”

“…”

“คุณอชิรา…”

“คะ…ครับ” อชิราเอ่ยตอบเสียงเรียกแสนสุภาพ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น

“คุณรู้สึกยังไงบ้างครับตอนนี้” บุรุษหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวเอ่ยถามเขา

“ตอนนี้…”

“ใช่ครับ รู้สึกผิดปกติอะไรไหม?”

จะแปลกไหมนะ ถ้าเขาอยากจะบอกว่าทุกอย่างดูผิดปกติไปหมด โดยเฉพาะคุณหมอหนุ่มที่มีหูและหางสีส้มเหมือนแมวตรงหน้า

“เราขอกระจกหน่อยได้ไหม?” ริมฝีปากบางเอ่ยขอสิ่งที่หวั่นใจที่สุด

อยากรู้ว่าตัวเองจะมีลักษณะแบบไหน?

อชิรารับกระจกจากพยาบาลมาส่องดูรูปลักษณ์ของตัวเอง ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

เขาไม่มีอะไรผิดปกติ…

อชิรายังคงมีใบหน้าเหมือนหม่อมเจ้าอชิราในโลกปัจจุบันเป๊ะ

ไม่มีหู… ไม่มีหาง…

ใบหน้าขาว ดวงตากลมเฉียวรับกับจมูกโด่งรั้นที่หลายคนบอกว่าดูก็รู้ว่าเขาเป็นคนเอาแต่ใจ ริมฝีปากรูปกระจับที่หลายคนหลงใหลอยากจะประทับจูบลงมา

ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นดวงตาที่เป็นสีเขียวมรกตและประกายในดวงตาคู่นี้ที่ดูไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง และก็ยังมีสีผมน้ำตาลแดงนี่อีก แต่ไม่ได้แย่เท่าทรงผมเห่ยๆ ที่ไม่เป็นทรง รวมทั้งสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอราวกับคนที่ไม่เคยบำรุงใบหน้าเลยสักครั้ง

เจ้าของร่างคงเป็นคนที่ไม่เคยใส่ใจตัวเองเลยสินะ

“เรา…เอ่อ…เราเป็นใคร ไม่ใช่สิ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

คำถามที่หลุดออกไปจากปากของอชิราทำเอาคุณหมอแมวเหมียวกะพริบตาปริบ ก่อนที่หูสองข้างที่ลู่ลงจะตั้งตรงราวกับกำลังตกใจในท่าทางของเขา

“คุณจำชื่อตัวเองไม่ได้เหรอครับ?”

“จำได้สิ เราชื่ออชิรา อมรรัตนาวลัย”

คำตอบของอชิราทำเอาคุณหมอต้องยกริสต์แบนด์บนข้อมือขึ้นมาเปิดหน้าจอไลท์สกรีนเพื่อดูประวัติคนไข้อีกครั้งพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น

อะไรกัน เขาพูดอะไรผิดอย่างนั้นเหรอ?

“ไม่ใช่นะครับ คนไข้มีชื่อว่าอชิราก็จริง แต่ไม่ใช่นามสกุลที่พูดมานะครับ คนไข้มีนามสกุลว่า ‘ฮอว์กิน’ ครับ”

“ฮอว์กิน?”

“ครับ”

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!!!!!!!!

บทที่ 2 ตัวตนใหม่ [Rewrite]

ชื่อใหม่ที่ได้รับรู้ทำเอาอชิรายกมือขึ้นกุมขมับทั้งสองข้าง ใช้สันฝ่ามือคลึงวนไปมาแสดงถึงความสับสน

“แล้วเรา…คือเราจำอะไรไม่ได้เลย มันไม่ปะติดปะต่อกันสักเท่าไหร่” อชิราเอ่ยตอบคุณหมอออกไปเสียงแผ่ว

เขาไม่กล้าพูดอะไรไปมากกว่านี้ หนทางที่จะไม่ทำให้คนอื่นสงสัย ว่าทำไมเขาถึงจำอะไรไม่ค่อยได้ คงเป็นการแกล้งลืมไปเลย

“คนไข้อาจจะได้รับการกระทบกระเทือนทางด้านสมอง ตอนที่เกิดการสู้รบ รู้สึกปวดศีรษะไหมครับ”

“รู้สึกปวดนิดๆ มันจี๊ดๆ น่ะ แต่ไม่ได้มากเท่าไหร่ แล้วก็รู้สึกมึนๆ” อชิราบอกอาการมั่วๆ ไป ตามละครที่เคยดูจากโลกก่อนหน้า พระเอกนางเอกในละคร ก็มักจะมีอาการประมาณนี้แหละ

“คงเป็นอาการความจำเสื่อมชั่วคราว เดี๋ยวหมอจะให้ทำการสแกนสมองอีกครั้งและหากคนไข้ต้องการ เราสามารถใช้ไฟฟ้ากระตุ้นสมองได้ มันจะช่วยฟื้นฟูความทรงจำได้ดีเลยทีเดียว”

“ไฟฟ้า?” อชิราอุทานเบิกตาโพลง

“ครับ ใช้คลื่นไฟฟ้าอ่อนๆ กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทครับ”

ภาพในหัวของอชิราที่ผุดขึ้นมา กลับเป็นเกมจับเท็จในโลกก่อนหน้านี้ ที่ต้องวางมือบนเครื่องช็อตไฟฟ้า หรือสวมหมวกไฟฟ้าที่มีสายระโยงระยางไว้บนศีรษะ

แค่คิดถึงใบหน้าหวานก็บิดเบี้ยว ชวนให้ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว

หม่อมเจ้าหนุ่มเคยลองแล้วครั้งหนึ่ง ตอนไปออกรายการวาไรตี้ยอดนิยม มันเป็นแบบวางมือไว้บนเครื่องช็อตไฟฟ้าที่มีสายคาดสีแดง โดยพิธีกรแจ้งว่ามันจะช็อตเมื่อเขาโกหก

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า อชิราไม่ได้โกหก แต่มันเป็นเพราะเขาตื่นเต้นมากเกินไป ไม่ว่าเขาจะตอบอะไรออกไป มันเลยเหมือนคนโกหก

อชิราจำได้ดีว่าแรงช็อตทำเอาเขาสะดุ้งโหยง จนรู้สึกเข็ดขยาด เมื่อเสร็จจากรายการนั้น เขาก็แอบมีคำสั่งลับว่า หากรายการไหนต้องการเชิญเขาไปเป็นแขกรับเชิญ ก็ห้ามมีเกมนี้เป็นอันขาด

และนั่น เป็นการใช้อำนาจที่มีครั้งแรก โดยที่เขาไม่คิดเสียใจที่ได้ใช้มันเลยสักนิด

“มะ…ไม่ต้องก็ได้ เราว่าไม่ต้องดีกว่า” อชิรายกมือขึ้นโบกไปมาพลางยิ้มแหย่

“ทำไมละครับ?”

“ถ้าคุณหมอบอกว่าเป็นแค่ชั่วคราว เดี๋ยวความทรงจำเราก็คงกลับมาเอง เรา…เราไม่รีบน่ะ”

“แต่มันไม่เจ็บ…”

“ไม่เป็นไรจริงๆ” อชิรารีบปฏิเสธสวนไปทันที ก่อนที่คุณหมอจะคะยั้นคะยอให้เขาไปทำมันจริงๆ

“ได้ครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำการสแกนสมองนะครับ เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง” แม้จะมีสีหน้าสงสัย ว่าคนไข้ตรงหน้ากำลังหวาดกลัวอะไร แต่เมื่อคนไข้ยืนยันที่จะไม่รับการรักษา คนเป็นหมอแบบเขาก็ไม่มีสิทธิ์บังคับฝืนใจ

“ครับ แบบนั้นดีกว่า”

หลังจากนั้น อชิราก็ถูกนำตัวไปสแกนสมองอย่างละเอียด ผลออกมาก็คือปกติทุกอย่าง

ก็แน่ล่ะ ที่อชิราจำอะไรไม่ได้เลย ก็เพราะเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ตั้งแต่แรก ไม่ได้เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยเลยสักนิด

ทำไมกันนะ?

ทั้งๆ ที่เรื่องราวของโลกใบนี้หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน แต่ข้อมูลของเจ้าของร่างกลับมาแค่เพียงบางส่วน

ตอนนี้เขารู้แค่ว่าตัวเองชื่อ อชิรา ฮอว์กิน เป็นหนึ่งในบอดี้การ์ดส่วนตัวของประธานบริษัทวอลซ์ และก่อนหน้านี้เขาก็ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส เพราะเข้าไปช่วยบังการโจมตีของเซิร์กให้กับประธานบริษัทคนนั้น

ไอ้ตัวเซิร์กนี่…หน้าตาแบบไหนนะ เขาเห็นแค่แสงสว่างวาบแล้วก็รู้สึกเจ็บไปทั้งเนื้อทั้งตัวแค่นั้น

ช่างเถอะ…

แต่สุดท้ายเขาก็สลบไปนานถึงหกเดือน

ใช่…หกเดือน

แต่สิ่งที่ทำให้อชิรามีอารมณ์ขึ้นมานิดๆ คงเป็นหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาเพียงหนึ่งวัน ชายหนุ่มกลับได้รับช่อดอกไม้และของเยี่ยมเป็นอาหารเหลวบำรุงกำลังเกรดเอ พร้อมกับการ์ดขอบคุณที่พิมพ์จากคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆ ที่จัดส่งมาจากช่องทางจัดส่งอวกาศที่เรียกว่า ‘สตาร์เอกซ์เพลส’ โดยไร้วี่แววคนมาเยี่ยม

ไร้มารยาท…

ไร้มนุษยธรรม…

แล้วก็ไร้น้ำใจชะมัด…

ถึงจะเป็นบริษัทใหญ่ แต่เจ้าของร่างเดิมก็ช่วยชีวิตผู้นำของพวกเขาเอาไว้เลยนะ นี่คือการตอบแทนทั้งหมดที่พวกเขามีให้อย่างนั้นเหรอ?

อชิราชักหงุดหงิดใจกับการตอบแทนของบริษัทนี่เสียแล้วสิ

อย่างน้อยการ์ดขอบคุณก็ควรเขียนด้วยลายมือสิ มันแสดงออกถึงความจริงใจที่มีให้กันไม่ใช่เหรอ?

หรือว่ายุคนี้เขาไม่เคร่งมารยาทกันแล้ว

แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงเขาก็ไม่คิดจะทำอาชีพบอดี้การ์ดต่ออยู่แล้ว คงไม่ได้ข้องแวะกันอีก หากทำเรื่องลาออกเรียบร้อย

พรุ่งนี้เขาก็ต้องออกจากศูนย์รักษาฟื้นฟูและบำบัดแล้ว เรื่องข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ไม่ได้เป็นปัญหาเลยเพราะริสต์แบนด์ที่วางอยู่ตรงหัวเตียงช่วยได้มาก

ริสต์แบนด์นี้เป็นออปติคัลคอมพิวเตอร์ที่คนในโลกอนาคตมีมาตั้งแต่กำเนิดทุกคน มันมีชื่อว่า ลิงก์เกท มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก รูปแบบของมันคล้ายนาฬิกาออกกำลังกายของยี่ห้อผลไม้ดังในโลกเก่า

คุณหมอแจ้งว่าลิงก์เกทของเขาติดตัวมาตั้งแต่เข้ารับการรักษาที่นี่ และถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

ลิงก์เกทก็เหมือนบัตรประชาชนบวกกับโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย โดยเมื่อผู้ใช้สวมใส่ลิงก์เกทจะใช้ดีเอนเอบนผิวหนังเพื่อปลดล็อกการเข้าถึงระบบ

พูดง่ายๆ ก็คือหากว่าคนที่ใส่ไม่ใช่เจ้าของก็ไม่สามารถที่จะใช้งานใดๆ ได้เลยนั่นเอง แถมยังมีหน้าจอแสดงผลเป็นจอไลท์สกรีนสามระดับที่สะดวกสบาย

ระดับแรก คือจอไลท์สกรีนขนาดเท่าไอแพดที่จะแสดงผลเหนือลิงก์เกท

ระดับที่สอง คือจอไลท์สกรีนที่มีขนาดเท่าจอคอมพิวเตอร์ มักจะเอาไว้ขยายผลเพื่อรองรับการทำงาน

และระดับสุดท้าย คือจอไลท์สกรีนที่ติดตามตัวผู้ใช้ มักจะเอาไว้สำหรับการทำงานที่ไม่ได้หยุดนิ่งกับที่ เช่น การไลฟ์สตรีม การประชุมงานที่มีผู้ร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก หรือการติดตามสถานการณ์หลายๆ อย่างพร้อมกัน

และทุกระดับมีระบบป้องกันข้อมูลที่สามารถปิดเปิดได้ตามความต้องการ ทำให้สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหลเลยทีเดียว

แต่ข้อมูลที่ทำให้อชิราว้าวมากที่สุดในลิงก์เกทกลับไม่ใช่ข้อมูลพวกนี้ แต่เป็นข้อมูลอายุของเขาต่างหาก

อชิรา ฮอว์กินเป็นหนุ่มน้อยที่มีอายุหนึ่งพันปี!!

และยังมีข้อมูลบอกอีกว่า อชิราฮอว์กินมีเวลามีชีวิตเหลืออยู่ที่…

สี่หมื่นเก้าพันปี!!!

พระแม่มาโปรด!!! สรุปคือร่างนี้มีอายุขัยอยู่ที่ห้าหมื่นปีโดยประมาณ อยู่กันไปยันเบื่อโลกเลยทีเดียว

แต่นอกจากความตื่นเต้นนิดหน่อยแล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะข้อมูลของโลกใบนี้ที่หลั่งไหลเข้ามาก็น่าทึ่งทุกอย่างจริงๆ นั่นแหละ

มันเหนือจินตนาการจนไม่รู้ว่าจะตะลึงกับเรื่องไหนดี

“คงต้องกลับไปตั้งหลักที่คอนโดก่อนสินะ” ปากเล็กพึมพำพร้อมกับกดเข้าไปดูฟังก์ชันต่างๆ ภายในลิงก์เกท หน้าจอไลท์สกรีนปรากฏขึ้นตรงหน้า มีฟังก์ชันมากมายละลานตา

ที่นี่พลเมืองส่วนมากไม่มีใครมียานพาหนะส่วนตัว เพราะขนส่งสาธารณะภายในดวงดาวสะดวกมาก ไม่ว่าจะเป็น ‘สตาร์ไดร์ฟ’ ที่เป็นรถลอยฟ้าไร้คนขับเหมือนกับแท็กซี่ในโลกก่อนหน้า แต่ปลอดภัยหายห่วงเพราะเป็นของภาครัฐ

ส่วนการเดินทางไกลก็มีทั้ง ‘สตาร์เทรน’ ที่เป็นรถไฟความเร็วสูง หรือจะเป็น ‘สตาร์เพลน’ ที่เป็นเครื่องบินโดยสาร ทั้งสองแบบล้วนเหมาะกับการบินไปต่างเมืองและต่างดาว

“ถึงเวลาตรวจร่างกายประจำวันแล้วครับ” เสียงของหุ่นยนต์พยาบาลที่เปิดประตูเข้ามาเอ่ยทำลายความเงียบ

“ครับ”

ไม่ว่าจะกี่ครั้ง อชิรายังคงอึ้งกับการทำงานของหุ่นยนต์ตรงหน้าไม่หาย พวกมันทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ แถมยังรับการสื่อสารได้เหมือนคนปกติทั่วไป

“พรุ่งนี้เราสามารถออกจากโรงพยาบาลได้เลยใช่ไหม?” อชิราถามขึ้น หลังจากที่ตรวจร่างกายตามแพลนเรียบร้อยแล้ว

ดวงตาของหุ่นยนต์ตรงหน้าเป็นประกายสีน้ำเงินวูบและใช้เวลาประมวลผลชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบ

“ได้ครับ จากผลตรวจร่างกายของคุณอชิราปกติดีทุกอย่าง การฟื้นฟูกล้ามเนื้อและการตอบสนองเป็นไปในทางที่ดี ส่วนเรื่องความทรงจำ สมองไม่มีอะไรผิดปกติ คาดว่าอีกไม่นานก็คงกลับมาจำได้เหมือนเดิม การกลับไปในสถานที่ที่คุ้นเคยอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี ในการช่วยให้ความทรงจำกลับมาเร็วขึ้นด้วยครับ”

“แล้วเราต้องทำอะไรบ้าง ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล?”

“สักครู่นะครับ” หุ่นยนต์ตัวนั้นรับคำสั่ง ก่อนที่ดวงตาจะฉายจอไลท์สกรีนออกมาตรงหน้าเขา

จอไลท์สกรีนจากหุ่นยนต์จะต่างจากลิงก์เกท ตรงที่หุ่นยนต์จะฉายภาพเพื่อให้คู่สนทนาได้เห็นข้อมูลต่างๆ ส่วนลิงก์เกทจะฉายภาพเพื่อให้เจ้าของเท่านั้นที่อ่านข้อมูลได้ ส่วนคนนอกจะมองไม่เห็นเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ฟีลเหมือนติดฟิล์มกันเสือกนั่นแหละ ยกเว้นว่าเจ้าของลิงก์เกทจะเปลี่ยนโหมดเป็นแบบฉายภาพแทน

“จากข้อมูลทั้งหมด ค่ารักษาพยาบาลได้ถูกจ่ายเข้ามาครบถ้วนทั้งหมดแล้วครับ โดยชื่อผู้ชำระคือบริษัทวอลซ์ที่คุณสังกัดอยู่”

ภาพใบเสร็จรับเงินปรากฏขึ้นบนหน้าจอไลท์สกรีนตรงหน้า

“ส่วนเรื่องยาที่ต้องทานต่อเนื่องมีรายการดังต่อไปนี้ พรุ่งนี้เราจะจ่ายให้เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเพื่อสะดวกต่อการเก็บรักษา และต่อจากนี้ทางเราจะจัดส่งให้ทางสตาร์เอกซ์เพลสติดต่อกันอีกห้าเดือน โดยเราจะยึดที่อยู่ตามลิงก์เกทครับ”

ชื่อยาที่ยาวเป็นหางว่าวปรากฏขึ้นตรงหน้าของอชิรา ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่ามันคือยาอะไรบ้าง แต่แค่มองเห็นว่ามีเกือบสิบรายการได้

“มีอะไรสงสัยอีกไหมครับ?”

“แล้วเราสามารถเรียกสตาร์ไดร์ฟมารับได้ที่ไหนเหรอ?”

“…”

ดวงตาของหุ่นยนต์ตรงหน้าสว่างวาบอีกครั้ง แต่ตัวหุ่นยนต์กลับนิ่งไปเหมือนกำลังช็อต ก่อนที่จอไลท์สกรีนจะถูกปิดลง

“เอ่อ…คือเราจำไม่ค่อยได้น่ะ”

นี่เขากำลังปล่อยไก่อะไรออกไปอยู่หรือเปล่านะ

“ทางนั้นได้เลยครับ” หุ่นยนต์สีขาวผายมือไปทางระเบียง ก่อนที่เจ้าตัวจะเคลื่อนไปทางนั้นแล้วเปิดผ้าม่านออก

เผยให้เห็นประตูที่อชิราไม่เคยสังเกตและภาพของสตาร์ไดร์ฟที่กำลังจอดรับผู้โดยสารตึกตรงข้ามโดยการจอดเทียบกับระเบียงนอกประตู

“อ้อ…”

ไม่ต้องลงจอดบนพื้นเลยสินะ

แล้วเขาจะรอดไหม?

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...