CIMBT หวั่นกนง.ไม่หั่นดอกเบี้ยอาจสายเกินไป เหตุศก.ยังซึมลึก - ผลบวกดอกเบี้ยใช้เวลาถึงครึ่งปี
CIMBT หวั่นกนง.ไม่หั่นดอกเบี้ยอาจสายเกินไป เหตุศก.ยังซึมลึก - ผลบวกดอกเบี้ยใช้เวลาถึงครึ่งปี
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 มิ.ย. 68 17:14 น.
CIMBT ห่วงกนง.ไม่หั่นดอกเบี้ยรอบนี้อาจสายเกินไป เหตุผลบวกของดอกเบี้ยจะมีผล 6-12 เดือน เผยหากครึ่งปีหลังเศรษฐกิจบานปลาย - ปีหน้าเสี่ยงสูงอาจรับมือไม่ทัน
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า ในการประชุมวันที่ 25 มิ.ย. 68 กนง. มีมติ 6:1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% โดยกรรมการเสียงข้างน้อย 1 เสียงเสนอให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับภาคเศรษฐกิจที่เริ่มเปราะบางมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกจะโตดีกว่าคาด จากการส่งออกและ ภาคการผลิต (ทำให้ธปท. ปรับจีดีพีปีนี้ขึ้นจาก 1.8% มาอยู่ที่ 2.3%) แต่สัญญาณจากครึ่งปีหลังกลับเริ่มชัดเจนว่ากำลังแผ่วลง
ซึ่งการบริโภคเอกชนชะลอตามรายได้และความเชื่อมั่น , จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แม้รายจ่ายต่อหัวยังพอช่วยพยุง , ธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยน และ สินค้านำเข้าที่แข่งขันรุนแรง , สินเชื่อโดยรวมชะลอต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SMEs และ ครัวเรือนรายได้น้อย , คุณภาพสินเชื่อเริ่มแย่ลง สะท้อนผ่าน NPL และ การระมัดระวังของสถาบันการเงิน
ในขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องอีก 2 ปี โดยเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 คาดที่ 0.5% และ ปี 2569 ที่ 0.8% (ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1–3%)
โดย ดร.อมรเทพ ระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า แล้วทำไม กนง. ยังไม่ลดดอกเบี้ย? มองว่าเศรษฐกิจยังไม่แย่พอ หรือ แรงส่งจาก Q1 และ การส่งออก (โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์) ยังช่วยพยุงภาพรวม หรือ ต้องการดูพัฒนาการไตรมาสถัดไปก่อนตัดสินใจใช้กระสุน หรือ ยังต้องการเก็บ policy space ไว้ใช้ในอนาคต หรือ ความไม่แน่นอนจากต่างประเทศสูงมาก (สงคราม , มาตรการภาษีสหรัฐฯ)
อย่างไรก็ตาม ถ้าลดตอนนี้แล้วสถานการณ์โลกเลวร้ายลงอีกอาจไม่มีดอกเบี้ยนโยบายเหลือใช้ ซึ่งไม่เชื่อว่า การลดดอกเบี้ยตอนนี้จะได้ผลเท่าที่ควร เพราะกลไกการส่งผ่านนโยบายยังติดขัด ความเชื่อมั่นต่ำ , สินเชื่อไม่ขยาย , แบงก์ยังเข้มงวด ลดดอกเบี้ยอาจไม่ทำให้คนกล้าใช้จ่าย หรือ กู้เพิ่ม
นอกจากนี้ มองว่า เงินเฟ้อต่ำ มาจากอุปทาน ไม่ใช่ดีมานด์ เช่น ราคาพลังงานและอาหารสด ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณภาวะเงินฝืดที่ต้องกังวล โดยเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางยังอยู่ในกรอบ
แต่มุมมองที่ควรถามกลับ ก็ คือ รอให้แย่ก่อนค่อยลด อาจสายเกินไป ดอกเบี้ยส่งผลจริงใช้เวลา 6–12 เดือน หากครึ่งปีหลังเศรษฐกิจดิ่ง แล้วเพิ่งลดตอนปลายปีจะช่วยไม่ทัน ยิ่งเศรษฐกิจไทยปีหน้าเสี่ยงสูง แบงก์ชาติคาดโตเพียง 1.7% ส่งออกหดตัว อุปสงค์ในประเทศซึมลง
โดยเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 2 ปีซ้อน ถ้ากรอบเงินเฟ้อ 1–3% คือ เป้าหมายจริง ก็ควรต้องลดแล้ว และ ระวังการสื่อสารที่อาจสะท้อนว่า กรอบนี้ไม่มีผลทางนโยบายจริง (de-anchored) โดยดอกเบี้ยที่สูงไป กำลังซ้ำเติมภาคเศรษฐกิจเปราะบาง ทั้ง SMEs ที่ถูกกดดันจากต้นทุนเงินทุน ครัวเรือนหนี้สูง เจอภาระผ่อนหนักขึ้น บางกลุ่มหันไปพึ่งสินเชื่อนอกระบบ ซึ่งอันตรายกว่า
สำหรับภาพเศรษฐกิจที่ดูดี อาจแค่ “ภาพรวม” แต่ไม่ใช่ “รายกลุ่ม” รายได้คนส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น การลงทุนเอกชนยังซบเซา การกระจุกตัวของการส่งออกทำให้ฟื้นตัวแบบเปราะบางมาก
การตัดสินใจ “คงดอกเบี้ย” ของ กนง. อาจสะท้อนความระมัดระวัง และ ความกลัวที่จะหมดกระสุน หรือ มองว่าใช้ตอนนี้ที่มีความไม่แน่นอนสูงไม่น่าจะคุ้ม แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจถูกมองว่า รอจน “ช้าเกินไป” ก่อนจะลงมือ และ ท้ายสุดอาจจำต้องลดดอกเบี้ยลึกกว่าที่จำเป็น และ คำถามที่น่าคิดต่อ คือ ถ้าเรายึดกรอบเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายนโยบายจริง ทำไมจึงยังไม่ปรับดอกเบี้ยให้สะท้อนความจริง
เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ