พระจันทร์ลายกระต่าย - นางพญานนท์
บางทีฉันคิดว่า การรอคอยความหวังนั้นเหมือนเราคอยชมพระจันทร์เต็มดวงในคืนเดือนมืด และยามที่เรามีความทุกข์ เรามักวังเวงอยู่ในหลุมดำที่มืดสนิท ไร้เวลา และมักคิดว่าเราโชคร้ายอยู่คนเดียวบนโลกนี้ ไม่เชื่อว่า “เมื่อโมงยามที่มืดมิดที่สุด อีกไม่นานความสว่างจะเริ่มฉายแสง”
ฉันเกิดมาในครอบครัวที่เหลวแหลก แตกสลาย ซ้ำยังก่นด่าชะตาชีวิต ความผิดพลาดล้มเหลวทั้งหมดในชีวิตเกิดมาจากครอบครัว ผู้ให้กำเนิด ชีวิตฉันไร้ค่า ไม่เคยแม้แต่จะใคร่ครวญตรวจสอบตัวเอง
นอกจากฉันจะโชคร้ายเรื่องครอบครัวแล้ว ฉันยังไม่มีโอกาสได้งานที่พึงพอใจ ฉันจบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เคยอบรมกับนักเขียนรางวัลซีไรต์ ถ่ายภาพยนตร์สั้น ฯลฯ ทำไมฉันได้งานเป็นพนักงานธุรการ พนักงานรับโทรศัพท์ ฉันไม่มีความสุข ฉันจึงลาออกแล้วหารายได้เพียงน้อยนิดจากการสอนพิเศษ ระหว่างที่หางานทำเป็นปี ๆ ฉันไม่ได้งาน ทุกคนพิศวงสงสัยว่าทำไมฉันไม่มีโอกาส ทั้ง ๆ ที่ฉันเป็นคนมีศักยภาพระดับหนึ่ง
ฉันจึงตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาโท คิดไปเองว่ามีวุฒิการศึกษาสูงขึ้น ฉันน่าจะได้งาน ฉันสอบผ่านการคัดเลือก ฉันทำเรื่องดำเนินการกู้เงินกับธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากรายได้สอนพิเศษของฉันนั้นน้อยเกินไป วันสุดท้ายของการลงทะเบียน เจ้าหน้าที่โทรมาสอบถามฉันว่าประสงค์สละสิทธิ์หรือไม่ ฉันแจ้งไปว่า กู้เงินไม่ได้ แต่อยากเรียน
วันรุ่งขึ้นคาเรน เพื่อนของฉันโทรมาสอบถามว่า มีปัญหาใดขัดข้องหรือเปล่า ฉันเล่าเพียงสั้น ๆ แล้วเธอก็โอนเงินค่าเล่าเรียนภาคเรียนแรกมาให้ภายในครึ่งชั่วโมงหลังจากจบการสนทนา ฉันติดต่อทางบัณฑิตวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ดำเนินการเรื่องลงทะเบียนและรายงานตัวล่าช้ากว่ากำหนด ทุกอย่างเรียบร้อยจนฉันได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท
คาเรนมีเลขบัญชีธนาคารของฉัน เธอโอนเงินเป็นประจำทุกเดือน เธอบอกว่าให้เป็นค่าขนม ค่าใช้จ่าย ค่าหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ลำพังแค่ค่าสอนพิเศษนั้นไม่เพียงพอ ฉันติดต่อเธอ ถามเธอหลายครั้งว่าเมื่อใดจะมาทำสัญญายืมเงินกัน ฉันตั้งใจจะชำระคืนเมื่อเรียนจบแล้ว และดำเนินการทางกฎหมายได้หากผิดสัญญา เธอได้แต่บ่ายเบี่ยง ปฏิเสธ ว่า “ไม่เป็นไร เราช่วยได้” ฉันเล่าให้เพื่อนฉันฟัง ทุกคนช่วยกันสืบค้นจากนามสกุล ว่าครอบครัวเธอมีอาชีพอะไร ทำไมถึงช่วยเหลือ เพราะฉันเพิ่งรู้จักกับคาเรนประมาณปีกว่า เหตุใดเขาไว้ใจฉัน เชื่อใจฉัน ไม่คิดว่าฉันโกหก นำเงินที่ได้ไปใช้สอยสิ้นเปลือง
จนมาวันหนึ่งเธอตกลงมาเจอฉัน และบอกขณะที่ฉันยื่นสัญญาให้ “เราเห็นความมุ่งมั่น เราช่วยได้ เราอยากช่วย และทุกคนในบ้านรู้ว่าเราทำอะไร อีกทั้งเงินส่วนนี้เป็นเงินส่วนตัวของเราเอง เราเอาเงินไปทำอะไรก็ได้ ไม่ได้เบียดเบียดใครมา ได้มาโดยสุจริต” พอฉันเล่าให้เพื่อนฟัง ทุกคนเลิกสืบหาเรื่องของเธอ เพื่อนฉันบอกว่า “มันคือเรื่องปาฏิหาริย์” และจริง ๆ แล้วคาเรนไม่เคยต้องการให้ฉันคืนเงิน
ฉันเคยถามเธอว่า ชอบหนังสือแนวไหน ส่วนใหญ่เธอชอบวรรณกรรมเยาวชน และที่ชอบมากที่สุดคือเรื่อง “คุณพ่อขายาว” ฉันเลยคิดว่า ฉันเป็น “จูดี้” และเธอเป็น “คุณแม่ขาสั้น” เราเห็นพ้องต้องกันเรื่องนี้
ตอนที่ฉันกำลังทำวิทยานิพนธ์ภาคเรียนสุดท้าย แม่ของฉันจากไปเพราะมะเร็งเต้านม น่าแปลกใจมากที่แม่ฉันตายวันที่ 18 ธันวาคมเมื่อห้าปีก่อน ส่วนคาเรนอายุครบรอบ 35 ปี ในวันรุ่งขึ้น คือ 19 ธันวาคม ฉันได้เข้าใจชีวิตมากขึ้น ฉันคิดถึงแม่ที่เราผูกพันกันทางสายเลือดที่เราเคยเชื่อมกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คนเรามีความผิดพลาดล้มเหลว คนทุกคนมีบาดแผลเพียงแต่ว่าจะจัดการอย่างไรเท่านั้น แล้วการที่ฉันได้เจอคนสายเลือดเดียวกันบกพร่องผิดพลาดพาลมากระทบชีวิตของฉันกลับทำให้ฉันรู้จักความรักที่ยิ่งใหญ่จากคุณแม่ขาสั้น ทั้ง ๆ เราเป็นเพื่อนกัน
ขณะที่ฉันพิมพ์กิตติกรรมประกาศในวิทยานิพนธ์ของฉัน ฉันกล่าวขอบคุณคาเรน จากนั้นฉันนั่งไล่ดูใบเสร็จรับเงินและสมุดบัญชีธนาคาร ตรวจสอบกับสมุดบันทึกที่จดไว้ คำนวณเงินทั้งหมดตั้งแต่วันแรกที่เธอโอนเงินให้จนถึงจบการศึกษา เป็นเงินทั้งสิ้น 516,450 บาท (ห้าแสนหนึ่งหมื่นหกพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) ฉันได้แต่ร้องไห้ขอบคุณทั้งน้ำตา ปากพึมพำว่า “นี่คือเรื่องปาฏิหาริย์” พระเจ้าส่งความรักผ่านคาเรนมาสู่ฉัน
ทุกวันนี้ฉันมีงานประจำทำแล้ว คาเรนไม่รับเงินคืน แม้ฉันบอกว่าขอชำระคืนทุกเดือน ๆ ละ 3,000 บาท เธอบอกว่า “เราอยากให้ เราเป็นคุณแม่ขาสั้นนะ” เธอแสดงความรักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เวลาฉันมองฟ้ายามค่ำคืน หากคืนไหนเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ฉันจะอธิษฐานถึงคาเรน เธอทำให้ฉันมีความหวังในชีวิต ทำให้ฉันมั่นใจว่าคนทำดีต้องได้ดี เพียงแต่ต้องอดทนรอ ไม่หมดหวัง และจักรวาลจะจัดสรรสิ่งที่งดงามมาสู่เรา ผ่านบุคคล กาล และเทศะ เหมือนเราคอยเฝ้ามองพระจันทร์ที่ค่อย ๆ โตมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงคราวที่พระจันทร์สุกสกาวส่องแสงในใจในส่วนที่ลึกที่สุด เป็นพลังของเรา แม้ในคืนเดือนดับ ยังเดินสำรวจดาว