โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พระธรรมศาสตร์' คัมภีร์ที่ 'ปรีดี พนมยงค์' เหาะไปเอามาจากกำแพงจักรวาล | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 มิ.ย. 2566 เวลา 17.04 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2565 เวลา 06.00 น.

ในหนังสือ “ประชุมกฎหมายไทย ภาค 1 กฎหมายตราสามดวง” ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อเรือน พ.ศ.2473 นั้น เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงประวัติของ “พระธรรมศาสตร์” (เอกสารต้นฉบับเรียก “พระธรรมสาตร” ตามอย่างคำสะกดบาลี) ว่ามีที่มาอย่างไร

เรื่องของเรื่องนั้นมีอยู่ว่า ในสมัยของ “พระเจ้ามหาสมมติราช” นั้น มีเจ้าพนักงานตัดสินคดีความต่างๆ ชื่อว่า “พระมโนสาร” อยู่มาวันหนึ่งก็มีกระทาชายสองนายทะเลาะกันเรื่องผลแตง เนื่องจากว่า แตงของกระทาชายนายคนแรกปลูกอยู่บนไร่ของตนเอง แต่แตงเจ้ากรรมกลับเลื้อยเข้าไปออกผลในไร่ของนายอีกคนหนึ่ง จึงเกิดเป็นปัญหาทะเลาะกันว่า ผลแตงที่ออกมานั้นควรจะเป็นของใครแน่?

พระมโนสารตัดสินความคดีนี้ว่า แตงไปออกผลที่ไร่ของชายคนไหน ก็ให้ผลแตงเป็นของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น

แต่เรื่องราวกลับลุกลามกลายเป็นดราม่าใหญ่โต เนื่องจากนายคนแรกเห็นว่าพระมโนสารตัดสินได้ไม่ยุติธรรม เรื่องราวจึงร้อนไปจนถึงพระมหาสมมติราช ต้องให้อำมาตย์คนอื่นมาตัดสินคดีความนี้เสียใหม่มันเสียอย่างนั้น

และอำมาตย์ใหม่ที่ว่านี้ก็เปลี่ยนคำตัดสินคดีของพระมโนสารเสียใหม่ โดยให้ยกผลแตงขึ้นแล้วไล่ไปตามลำต้นแตง ถ้าแตงขึ้นมาจากลำต้นที่อยู่ในไร่แตงของผู้ใด ก็ให้ผลแตงตกเป็นของเจ้าของไร่ที่ปลูกแตงต้นนั้น

คราวนี้พสกนิกรเห็นด้วยกับคำตัดสิน จึงเกิดการแซ่ซ้องสรรเสริญพระมหาสมมติราชเป็นอันมาก

ด้วยรู้สึกผิด พระมโนสารจึงได้หนีไปบวชเป็นฤๅษีมันเสียอย่างนั้น

แต่ด้วยเกรงว่ากษัตริย์จะไม่ธำรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม มโนสารดาบสจึงได้เหาะไปยังกำแพงจักรวาล ที่สุดขอบของจักรวาล อันมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง แล้วจดจำเอาพระธรรมศาสตร์ อันเป็นตัวอักษรที่ถูกจำหลักไว้บนกำแพงทั้งหมด แล้วกลับมาเขียนเป็น “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” ให้พระมหาสมมติราชใช้เป็นหลักกฎหมายในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งพระมหาสมมติราชก็รับไว้ และใช้สืบเนื่องมายังรุ่นลูกหลานของพระองค์ตราบชั่วกาลนาน

แน่นอนว่า “พระธรรมศาสตร์” ที่ว่านี้ก็คือหลักการที่กฎหมายตราสามดวงใช้สำหรับอ้างอิง (ไม่อย่างนั้นเขาจะนำเอาประวัติมาเขียนไว้ข้างหน้าหนังสือเล่มนี้ทำไมกัน) แต่ผมคงไม่ต้องนำมาเล่าในที่นี้ถ้าผู้รวบรวมกฎหมายโบราณต่างๆ มาพิมพ์ในชื่อ “ประชุมกฎหมายไทย ภาค 1 กฎหมายตราสามดวง” นั้น ไม่ได้มีชื่อว่า ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งในขณะนั้น รับราชการในกระทรวงยุติธรรม โดยมีบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม”

แน่นอนว่า ตามปรัมปราคติของอินเดียนั้น “พระมนู” (ซึ่งก็คือรากของชื่อ มโนสาร ในพระธรรมศาสตร์ฉบับไทย) เป็นผู้บัญญัติพระธรรมศาสตร์เพื่อเป็นหลักในการปกครองขึ้น ต่างกับในพระธรรมศาสตร์ของไทยที่ระบุว่า พระมโนสารไปจดจำมาจากจารึกที่เขาจักรวาล แต่ชื่อ “มโนสาร” นั้น ชวนให้นึกถึง “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และถึงแม้ว่าความเรื่องการพิจารณาคดีไร่แตงนั้น ไม่ได้ปรากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์อินเดีย แต่ก็ไม่ใช่ว่า อ.ปรีดีจะแต่งเรื่องตอนนี้ขึ้นมาเองหรอกนะครับ เพราะบุคคลที่มีชีวิตอยู่ก่อนหน้านั้นอย่างรัชกาลที่ 4 เองก็ทรงรู้จักนิทานเรื่องคดีไร่แตงของพระมโนสารเช่นกัน

รัชกาลที่ 4 ตรัสถึงนิทานเรื่องพระมโนสารตัดสินคดีไร่แตง ไว้ในข้อเขียนของพระองค์ที่ชื่อ “นานาธรรมจาริณี” โดยต้นฉบับเก่าที่สุดนั้น ถูกตีพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณ เล่ม 2 ฉบับ 9 จ.ศ.1247 (พ.ศ.2428) อันเป็นปีที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว โดยได้ทรงวิจารณ์ถึงตำนานเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“เมื่อพิเคราะห์ไปโดยเลอียดตามสังเกต สำนวนแต่งเปนภาษาคาถามคธจะไม่เปนคำคนต้นกัลป จะเปนคำกัลปจากภาษาอื่นที่เขียนไว้แต่ก่อนเปนภาษามอญฤาพม่าคนที่แต่งเปนภาษามคธก็ไม่สู้รู้ภาษามคธถ้วนถี่ดีนัก เหมือนกับคนชาววัดเรียนรู้ภาษามคธบ้างตามทางพระพุทธสาศนา” (อักขรวิธีคงตามต้นฉบับเดิม)

สรุปง่ายๆ ว่า รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่า เรื่องราวเกี่ยวกับคดีไร่แตงที่พระมโนสารตัดสินความนี้ แต่งขึ้นโดยคนพื้นเมืองอุษาคเนย์ที่ไม่รู้ภาษาบาลีดีนัก โดยน่าจะเป็นชาวมอญ หรือชาวพม่าแต่งขึ้น ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้นะครับ เมื่อคำนึงเรื่องที่อ้างต่อๆ กันมาว่า พระธรรมศาสตร์ของไทยนั้นแปลมาจากภาษามอญอีกทอด

อย่างไรก็ตาม ในพระธรรมศาสตร์ของมอญ ไม่ว่าจะเป็นฉบับพระธรรมวิลาสะ, ฉบับพระเจ้าฟ้ารั่ว หรือฉบับอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เข้าใจตรงกันว่า เป็นต้นเค้าที่ส่งต่อให้ฉบับพม่าอีกทอดนั้น เรียก “พระมโนสาร” ว่า “พระมนู” ตามอย่างแขกพราหมณ์ และไม่มีเรื่องของการตัดสินคดีไร่แตง ในขณะที่พระธรรมศาสตร์ฉบับภาษาพม่านั้น เรียกชื่อพระมโนสาร และมีเรื่องการวินิจฉัยคดีไร่แตงเหมือนฉบับภาษาไทย

ดังนั้น ชื่อพระมโนสารจึงเป็นชื่อใหม่ที่เรียกตามความนิยมอย่างพื้นเมืองอุษาคเนย์ ที่มาพร้อมกับเรื่องราวการตัดสินคดีไร่แตงที่แต่งเพิ่มเติมขึ้นมา แต่จากหลักฐานที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนั้นไม่อาจบอกได้ว่า เคยมีพระธรรมศาสตร์ของมอญสำนวนอื่น ที่เรียกพระมนูว่า พระมโนสาร และมีเรื่องราวของคดีไร่แตง อันเป็นต้นตอของพระธรรมศาสตร์ไทย และพม่า แต่ได้สูญหายไปตามกาลเวลาแล้วหรือไม่? หรือพระธรรมศาสตร์ไทยจะแปลมาจากฉบับภาษาพม่า แต่เข้าใจผิดเพี้ยนกันในภายหลังว่าคัดลอกมาจากมอญแน่?

ไม่ว่าพระธรรมศาสตร์ฉบับไทยจะแปลมาจากฉบับมอญ สำนวนที่สูญหายไปแล้ว หรือฉบับพม่าก็ตาม ข้อมูลข้างต้นก็เป็นหลักฐานว่า อ.ปรีดีไม่ได้แต่งเรื่องนี้แทรกเข้ามาเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเปรียบเทียบท่านเข้ากับนิทานเรื่องนี้ในการสื่อความเชิงสัญลักษณ์ไม่ได้เสียหน่อย

ใครที่พอจะทราบประวัติของ อ.ปรีดีอยู่บ้าง ย่อมพอจะสามารถเปรียบเทียบความในนิทานตอนที่เล่าว่า “พระมโนสาร” ไปนำ “พระธรรมศาสตร์” ซึ่งอยู่ที่กำแพงสุดขอบของจักรวาลมาเพื่อใช้เป็น “หลักการ” สำหรับปกครองบ้านเมืองของพระมหาสมมติราช กับการที่ อ.ปรีดีไปเรียนวิชากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วได้นำเอาวิชาความรู้ที่เป็นหลักการของโลกสมัยใหม่ ในยุคโน้นกลับมาทำงานที่กระทรวงยุติธรรม โดยได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” ได้แน่

ก็ในเมื่อเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแล้ว เจ้าคำว่า “มนูธรรม” ในบรรดาศักดิ์ที่ว่า ก็คือชื่อของ “พระมนู” หรือที่พระธรรมศาสตร์ไทยเรียกว่า “พระมโนสาร” ผู้ประดิษฐ์ (หรือในปรัมปราคติไทยคือ นำมาจากกำแพงจักรวาล) “ธรรม” คือ “พระธรรมศาสตร์” นั่นเอง

ควรจะสังเกตด้วยว่า หนังสือ “ประชุมกฎหมายไทย ภาค 1 กฎหมายตราสามดวง” นั้น เป็นหนังสือที่พิมพ์ที่โรงพิมพ์นิติสาส์น ในปี พ.ศ.2473 ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งปีหลังจากที่ อ.ปรีดีได้รับบรรดาศักดิ์หลวงประดิษฐ์มนูธรรม

ส่วนโรงพิมพ์นิติสาส์นนั้นเป็นกิจการส่วนตัวของ อ.ปรีดี ที่ใช้สำหรับตีพิมพ์วารสารนิติสาส์นรายเดือน วางขายแก่ผู้ที่สนใจกฎหมายบ้านเมือง และใช้พิมพ์หนังสือชุด “ประชุมกฎหมายไทย” เล่ม 1-12 ซึ่งมีประชุมกฎหมายไทย ภาค 1 กฎหมายตราสามดวง เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดหนังสือที่ว่านี้ โดยหนังสือชุดนี้ได้สร้างทั้งรายได้ และความนิยมให้กับตัวของ อ.ปรีดีเองเป็นอย่างมาก

ที่สำคัญก็คือหลังเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎร อันมี อ.ปรีดีเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญ ได้ออก “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง พุทธศักราช 2476” โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่จัดการศึกษาวิชากฎหมาย วิชาการเมือง วิชาเศรษฐการ และบรรดาวิชาอื่นๆ อันเกี่ยวกับธรรมศาสตร์และการเมือง

ทั้งหมดนี้ อ.ปรีดีมีบทบาทเป็นผู้ร่างโครงการ หาที่ตั้ง ละวางหลักสูตรของมหาวิทยาลัย แถมยังได้รับการแต่งตั้งเป็น “ผู้ประศาสน์การ” คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย เมื่อระหว่าง พ.ศ.2477-2490

ในช่วงระหว่างนั้นเอง อ.ปรีดีมีความตั้งใจให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเป็น “ตลาดวิชา” ให้ราษฎรมีความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา

ดังนั้น นอกเหนือจากที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะมีแหล่งเงินทุนจากค่าสมัครเข้าเรียนของนักศึกษาแล้ว จึงยังมีเงินดอกผลของธนาคารแห่งเอเชียเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม ที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้งอีกด้วย

โดย อ.ปรีดีได้มอบหุ้นของธนาคารแห่งนี้ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองถึง 80% พร้อมกับที่ยกโรงพิมพ์นิติสาส์นของตนเองให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อใช้สำหรับพิมพ์ตำราอีกต่างหาก

ดังนั้น จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องที่กล่าวเกินความจริงมากไปนัก ถ้าจะบอกว่า “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” หรือ อ.ปรีดี พนมยงค์ นี่แหละครับ ที่เป็นผู้ไปนำเอา “พระธรรมศาสตร์” จากกำแพงจักรวาล มาไว้ที่สยามประเทศไทย •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...