โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ร่องรอย "บาม" เมืองโบราณในอิหร่าน สร้างจากอิฐดิบ เคยรุ่งเรือง สู่จุดพลิกผันเสียหายหนัก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 มิ.ย. 2565 เวลา 03.24 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2565 เวลา 03.23 น.
ภาพถ่ายเมืองบาม (Bam) ในอิหร่าน ถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1975 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2003 ภาพจาก JEAN-FRANCOIS CAMP / AFP

คืนของวันที่ 26 ธันวาคม 2546 หนึ่งวันหลังคริสต์มาส ปีที่คนในโลกตะวันตกเฉลิมฉลองด้วยความกังวลภัยของการก่อการร้าย (ตามการคาดการณ์ของหน่วยข่าวกรองอเมริกัน) และหนึ่งวันก่อนการถล่มค่ายลิมา เมืองคาร์บาลา ในอิรัก อันมีผลให้ทหารไทยเสียชีวิตไป 2 นาย พร้อมกับทหารบัลแกเรียอีกสี่ และคนบาดเจ็บนับร้อย

บาม (Bam) เมืองที่สร้างขึ้นมาจากอิฐดิบ ซึ่งกำลังหลับใหล ได้ถูกแผ่นดินไหวรุนแรง…ถล่มใส่ ภายในเวลาเพียง 10 วินาที ป้อมปราสาทศูนย์กลางของเมืองอายุประมาณ 2,000 ปี ได้ถล่มราบลงมาทั้งหมด กลายสภาพเป็นเพียงภูเขาดินขนาดมหึมา เฉกเช่นเดียวกับบ้านเรือนอีกเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของเมือง

ผู้คนซึ่งกำลังนอนหลับใหลอยู่ ไม่มีโอกาสแม้จะลุกมาจากที่นอน ทั้งตายและสูญหายไปอย่างไม่ทราบจำนวน จนอีกหลายวันต่อมาจึงสามารถนับจำนวนผู้เสียชีวิตได้ว่ามีถึงประมาณครึ่งแสนคน

นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดในแง่ของภัยจากแผ่นดินไหวของอิหร่าน และของโลก…

อดีตของเมืองบาม (Bam)

อิหร่านเป็นประเทศที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยืดยาว ความจริงร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในอิหร่าน ก็มีอย่างอุดมสมบูรณ์และน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง

คนอิหร่านถือว่าโคตรเหง้าศักราชของตัวเองเป็นชนชาวอารยันที่อพยพต่อเนื่องกันมาจากบริเวณเทือกเขาคอเคซัส จะมา “ร่วมกอ” กับพวกอาหรับก็จนเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก้าวมาสู่ความเป็นประเทศสมัยใหม่ จึงหันกลับไปเรียกชื่อประเทศตนเองว่าอิหร่าน (Iran) ซึ่งหมายถึงอารยัน (Aryan)

ราชวงศ์แรกของอิหร่านคือราชวงศ์อาเคมีนิค (Achaemenic) ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 2,600 ปีที่แล้ว แก่กว่าพุทธกาลนิดหน่อย ในราชวงศ์นี้มีกษัตริย์เก่งๆ ที่เราเคยได้ยินอยู่หลายพระองค์ เช่น ไซรัส (Cyras) มหาราช ดาริอุส (Darius) เซอร์เซส (Xerxes) ที่ยกทัพไปตีกรีซ แล้วยังมีตำนานเด็กจากเมืองมาราธอนซึ่งวิ่งทางไกลมาแจ้งข่าวที่เอเธนส์ จนเป็นที่มาของคำว่ามาราธอน (Marathon) ซึ่งหมายถึง “ความอึด” ในภาษาอังกฤษนั้นแล

ราชวงศ์นี้สร้างเมืองหลวงที่มีปราสาทพระราชวังอันโอ่อ่าตระการตา ชื่อเพอร์เซโพลิส (Persepolis) อยู่ทางตอนใต้ของประเทศปัจจุบัน ปราสาทนี้ถูกปล้นสะดม เผาทำลาย “โดยไม่ได้ตั้งใจ” ด้วยฝีมือของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อ 2,400 ปีที่แล้ว

แม้กระนั้นซากของเมืองที่เหลือก็ยังเป็นมรดกสำคัญของประเทศและของโลก ที่ดึงดูดทั้งนักโบราณคดี และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ไปเยือนประเทศอิหร่านจนปัจจุบัน

ราชวงศ์ที่สองของอิหร่านคือราชวงศ์ซาสสานิค (Sassanic) ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 767 (ค.ศ. 224) และยืนยาวต่อมาจนถึง พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638)

ลำดับราชวงศ์ต่อๆ ไป ผมจะไม่พูดถึงละนะครับ เพราะเข้าใจว่าท่านผู้อ่านที่สนใจคงจะหาอ่านเอาเองได้จากที่อื่น และจุดมุ่งหมายที่ผมมาหยุดเอาตรงนี้ ก็เพียงเพื่อจะบอกว่าเมืองบามที่จะพูดถึงนั้น เริ่มก่อสร้างอาคารหลังแรกๆ ก็ในสมัยราชวงศ์นี้แหละ

จะตรงไหน อย่างไร ข้อมูลที่มีอยู่ไม่มีรายละเอียด เพียงแต่บอกว่าซากปราสาทเมืองบามบางส่วนยืนยันได้ว่าตกทอดลงมาจากราชวงศ์ซาสสานิค แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นในรูปก่อนจะถล่มทลายไป เป็นการก่อสร้างทับซ้อนขึ้นในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิดส์ (Safavids) เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่แล้ว หรือเทียบคร่าวๆ ก็คือตอนกลางสมัยอยุธยาของเรานั้นเอง

ในยุคสมัยที่ว่านี้ เรามักจะเรียกรวมๆ ว่าเป็นปลายสมัยกลาง โดยเทียบกับการแบ่งยุคสมัยของยุโรป ซึ่งในยุโรปเองก็มีการสร้างปราสาทราชวังเป็นแบบป้อมค่ายที่ใช้หิน (castle) เพราะสอดรับกับเทคโนโลยีในการศึกสงครามสมัยนั้นตลอดทั่วทั้งตะวันออกกลาง (ความจริงรวมเอาอินเดีย อียิปต์ โมร็อกโกด้วย) ก็มีการสร้างปราสาทลักษณะป้อมค่ายแบบเดียวกันโดยทั่วไป

ทำไมบามจึงต้องใช้อิฐดิบ

ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ก็มันไม่มีวัสดุชนิดอื่นให้ใช้นี่ครับ

ตอบแบบขยายความอีกหน่อย ก็เห็นจะต้องบอกว่ามันเป็นกฎของสากลโลก ที่ช่างย่อมจะใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นถิ่น หรือที่ตนมีความชำนาญ หรือเท่าที่สอดรับกับแรงงานที่มี หรือเท่าที่กำหนดเวลาอำนวยให้ เช่น ช่างอินเดียใต้ที่เมืองมัลลาปูรัม ย่อมใช้หินบะซอลต์ที่มีอยู่ทั่วไป และมีความรู้ในการสร้างเครื่องมือเหล็ก โลหะที่แกร่งพอที่จะสกัดหินชนิดนี้ได้นั้นดีพอแล้ว

ช่างเขมรสร้างนครวัด ย่อมใช้หินทรายเพราะการชักลากหินทรายจากเขาลิ้นจี่ (พนมกุเลน) นั้น ไม่เหลือบ่า และไม่กว่าแรง อีกทั้งหินทรายย่อมตอบสนองต่อความเชื่อว่า บ้านของพระเจ้าย่อมมั่นคง แข็งแรง เหนือกาลเวลาอันเป็นสิ่งสมมติของมนุษย์ตัวกระจ้อยอย่างเราๆ

มหาพีระมิดที่กิซาห์ ใช้หินปูน เพราะสถานที่ตั้งนั้นเป็นที่ราบสูงหินปูน (lime) แต่หินทรายและแกรนิตที่นำมาใช้ประกอบในการก่อสร้างด้วยต้องออกแรงมากขึ้น เพราะแหล่งหินทรายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งแกรนิตนั้นอยู่ห่างไกลลงไปทางใต้ถึงเมืองอัสวาน

กรรมวิธีในการสกัดแกรนิตนั้นต้องเรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็น เพราะมันแกร่งเหลือหลาย ช่างอียิปต์ต้องใช้เครื่องมือหลายชนิด โดยเฉพาะนำเอาหินภูเขาไฟแกร่งที่สุดที่เรียกว่าออบสิเดียน (obsidian) มาสกัดแกรนิตอีกทีหนึ่ง ในกรณีนี้อาจจะต้องใช้แนวคิดเรื่องอาณาจักร อุดมการณ์ ศาสนา ความสามารถในการจัดการแรงงานมนุษย์มาช่วยอธิบายด้วย

ในกรณีเมืองโบราณบุคารา (Bukhara) ประเทศอุซเบกิสถาน (2,400 ปีที่แล้ว) ใช้ทั้งอิฐดิบ และอิฐเผาไฟ

และในกรณีปราสาทอูกัยดีร์ (Ukhaidir) ในอิรักเมื่อศตวรรษที่ 8 ใช้อิฐเผาไฟ และหินประกอบกัน เพราะบริเวณนั้นมีเหมืองหินอันอุดมสมบูรณ์

ส่วนบามนั้น พื้นที่เต็มไปด้วยดินทรายสีน้ำตาลแดงของทะเลทรายดาช-อี คาวีร์ (Dash-e Kavir) ซึ่งอากาศแห้งจัด ขาดแคลนแหล่งหิน อิฐดิบจึงดูจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะเพียงแต่เอาดินที่ว่านี้มาผสมกับเศษฟางหญ้าผสมกับน้ำ ปั้นเป็นก้อน ตากไว้กลางแดด และด้วยอากาศที่แห้งมาก ก็จะสามารถได้อิฐดิบที่ใช้สร้างบ้านเรือนในระยะเวลาที่รวดเร็ว

ไอ้ครั้นจะให้เผาเพื่อให้มีความแกร่งนั้น ต้องบอกว่าไม้เชื้อฟืนนั้นหาได้ยากเหลือหลาย พืชที่อาจทนแล้งได้ก็เห็นจะมีแต่ลำต้นของอินทผลัม ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกไว้เก็บผลกินมากกว่าการใช้เนื้อไม้

ด้วยเหตุทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เมืองบามก่อตัวขึ้นมาจากการใช้อิฐดิบ บ้านไหนผุพังลงก็จะกลายเป็นฐานที่จะได้สร้างบ้านใหม่ทับซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นแม้บ้านรุ่นหลังๆ จะได้มีการใช้โครงเหล็กหรือแผ่นซีเมนต์มาประกอบ แต่กำแพงและฐานซึ่งปราศจากเสาเข็ม ก็ยังคงเป็นอิฐดิบอยู่ดี

และการถล่มทลายของบ้านอิฐดิบนั้น มันอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะอิฐจะแตกเป็นผง หรืออิฐชิ้นเล็กมาก คนที่ติดอยู่ใต้ซากจึงมักขาดอากาศหายใจ เพราะไม่มีโพรงที่เก็บอากาศพอให้ยังชีพต่อไปได้นาน

ภายในเมืองบาม

ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่งของเขตร้อนแล้งก็คือลำธารหรือสายน้ำที่ไหลอยู่ในโตรกหินใต้ดินนั้นมีอยู่เป็นแหล่งๆ และที่ไหนที่ลำธารที่ว่านี้ผุดขึ้นมาบนดิน ก็จะเกิดเป็นแหล่งอุดมขึ้นเป็นหย่อมๆ ที่เราเรียกกันว่าโอเอซิส

บามเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนโอเอซิสของทะเลทราย 2 ผืน คือ ดาช-อี คาวีร์ (Dash-e Kavir) และดาช-อี ลุต (Dash-e Lut) เป็นทะเลทรายที่เป็นพรมแดนของประเทศอิหร่าน กับประเทศอัฟกานิสถาน และปากีสถาน ปัจจุบัน

บามจึงเป็นเมืองที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองนักเดินทางและขบวนคาราวานที่เดินเท้ากันมาจาก 2 ประเทศดังกล่าว และเป็นป้อมปราการทางทิศตะวันตกของอิหร่าน

ตัวเมืองบามโบราณแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เป็นที่อยู่ของเจ้าครองนครอยู่บนเนินสูงสุด ส่วนล่างลงมาเป็นบ้านเรือนร้านค้าของพ่อค้าวาณิช และพลเมืองที่สำคัญรองลงมา มีกำแพงล้อมเมืองทั้งหมดนี้ 2 ชั้น ชั้นในล้อมตัวป้อมปราสาทของเจ้านาย มีหอคอยเชิงเทิน 28 หอ มีใบเสมา (ซึ่งพบทั่วไปในตะวันออกกลาง แม้เมืองเก่าๆ อย่างเช่น บาบิลอน) ประกอบเหนือตลอดความยาวของกำแพง

ข้อมูลไม่ได้บอกว่าเมืองบามในสมัยโบราณนั้นเพาะปลูกอะไรกิน แต่เมืองบามปัจจุบันมีชื่อในเรื่องอินทผลัมรสดี และมีพืชสวน (ซึ่งผลไม้มีชื่อของตะวันออกกลางก็มีทั้งส้ม ทับทิม ถั่วนานาชนิด แม้กระทั่งองุ่น)

แม้บามจะมีชื่อในด้านการถักทอมาตั้งแต่อดีต แต่หากจะพูดถึงฝ้ายแล้ว พืชชนิดนี้กินน้ำจุเหลือหลาย ฉะนั้นการถักทอก็น่าจะเป็นการถักทอขนสัตว์ประเภทแกะและแพะ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทนทาน และเล็มหญ้าหรือพืชเรี่ยดิน เป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนหลัก (เนื้อ นม เนย และเนยแข็ง) ของประชากรในตะวันออกกลาง

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า สินค้าประเภทเครื่องถักทอนี้ (ผ้า และพรม) เป็นหัวใจอย่างหนึ่งของเมืองบามที่ดึงดูดพ่อค้า และช่างฝีมือจำนวนมากให้พากันมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้

นานเข้าเมืองบามก็ขยายตัวขึ้นกลายเป็นเมืองที่ต่อเชื่อมเส้นทางการค้า ที่ผ่านออกจากอัฟกานิสถานและปากีสถานปัจจุบัน เลี่ยงทะเลทราย จากนั้นจึงเลี้ยวลงใต้เพื่อลงทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย อีกด้านหนึ่ง เดินทางต่อไปยังเมืองที่อยู่ทางตอนกลางประเทศ แล้วทะลุเข้าไปยังเมืองที่อยู่บนลุ่มน้ำไทกริส กับยูเฟรติส เช่น ฮัตรา (Hatra) ในอิรัก เมืองปาล์มีรา (Palmyra) ในซีเรีย เมืองเปตรา (Petra) ในจอร์แดน

จากนั้นก็ไปยังเมืองท่าของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น บิบลอส (Byblos) เมืองไท (Tye) ซิดอน (Sidon) และอื่นๆ จากนั้นก็กระจายตัวเข้าไปยังยุโรป โดยกองเรือการค้าที่แล่นกันนานนับพันปีในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ตัวเมืองบามจึงมีหมู่อาคารจำนวนมากที่มีบทบาทหน้าที่รองรับกิจกรรมที่หลากหลาย สมกับฐานะที่เป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าต่อเนื่องกันยาวนาน

หมู่อาคารเหล่านี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยชั้นในสุด และอยู่ในตำแหน่งสูงสุดเป็นที่ประทับของเจ้านายซึ่งมีกำแพงแน่นหนาล้อมเอาไว้ และมีตัวเมืองชั้นนอกออกมา ซึ่งบริเวณรอบนอกนี้ก็มีกำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง

ในส่วนชั้นในนั้นศูนย์กลางอยู่ที่ “ที่ประทับสี่ฤดู” หรือชาฮาร ฟาซล (Chahar Fasl) และอาคารที่เคยเป็นคลังอาวุธ สนามฝึกและกองทหาร กับโรงเลี้ยงสัตว์

ส่วนชั้นนอก มีทั้งบ้านเรือน คฤหาสน์สำหรับคนชั้นสูง สุเหร่าถึง 3 แห่ง จัตุรัสลานกว้าง ตลาดปสาน (bazaar) และที่พักกองคาราวาน (caravan-serai)

พื้นที่ทั้งหมดนั้นคะเนด้วยสายตาก็น่าจะกินบริเวณกว้างประมาณ 6 ตารางกิโลเมตร พอๆ กับเกาะอนุธยาซึ่งเป็นบริเวณของเมืองเก่าทั้งเมือง และเคยมีประชากรถึง 9,000-13,000 คน

ความเรืองรองของบามค่อยๆ ร่วงโรยไปพร้อมๆ กับเส้นทางทางการค้าใหม่ๆ ได้เกิดขึ้น และการรุกรานของอัฟกานิสถานในศตวรรษที่ 15 จนเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย) ศูนย์กลางของเมืองเก่าได้ถูกทิ้งร้าง เช่นเดียวกับหมู่อาคารร้านค้า โรงงานช่างฝีมือ ตลอดจนศาสนสถาน เมืองเก่ากลายเป็นเพียงอนุสรณ์แห่งกาลเวลา เมืองใหม่ซึ่งเกิดขึ้นรอบนอกกำแพง เป็นเพียงชุมชนการเกษตรที่ปลูกอินทผลัม และพืชสวนไม้ผล

จุดจบและการเกิดใหม่

คนกลุ่มใหม่ที่เดินทางมาสู่เมืองบาม คือนักท่องเที่ยว จวบจนวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา บามได้กลับกลายเป็นเพียงภูเขาธุลีสีดิน

รัฐบาลอิหร่านประกาศว่าจะได้บูรณะเมืองบามขึ้นมาอีกครั้ง โดยห้ามการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นอิฐดิบ แต่ก็คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์…

อ่านเพิ่มเติม :

เอกสารประกอบการค้นคว้า

1. St. Vincent, David. Iran. (Lonely Planet Publications, 1992)

2. Matheson, Sylvia A. Persia : An Archaeological Guide. (Yassavoli Publications, Tehran, Iran, 2001)

3. Stierlin, Henri. Islam : Vol. 1 : Early Architecture from Baghdad to Cordoba. (Benedikt Taschen Verlag Gmbh, Koln, 1996)

4. Bukhara : A Museum in the Open. (Tashkent Gafur Gulyam Art and Literature Publishers, 1991)

5. Reuters Foundation : Alert Net; Chronology-Major Earthquakes in Iran 26 December 2003

6. Travelrag.com : Bam, Iran : an axis far from evil by Ryan Pyle

7. BBC News : Bam : Jewel of Iranian Heritage, 27/12/2003

8. __. : A Historic City Counts its Losses by Jim Muir, 3/1/2004

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “บาม : เมืองที่ถูกธรณีสูบ” เขียนโดย ทรงยศ แววหงษ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2547

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...