โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นัยของข้อมูล "พระเจ้าตาก" และ "กลียุคปลายกรุงธนบุรี" ที่ถูกเล่าในเอกสารต้นรัตนโกสินทร์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ก.ค. 2565 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2565 เวลา 03.07 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ภาพวาดพระเจ้าตากทรงม้าสู้ศึก ในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เทศบาลเมืองตาก (ถ่ายโดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, 2560)

การบ้านการเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยา แม้จะเต็มไปด้วยการทำรัฐประหารแย่งชิงพระราชบัลลังก์ หลายต่อหลายครั้งเป็นไปอย่าง “รุนแรง” หลายครั้งมีการ “ฆ่า” โดยไร้ความปรานี แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงนั้น การกล่าวร้ายพระมหากษัตริย์ผู้พ่ายแพ้ต่อวิถีทางการเมือง ก็ไม่เคยชัดเจนและต่อเนื่องเสมอด้วยการแทรกแซงชำระประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงเทพฯ ที่มีต่อพระเจ้าตาก ดังจะเห็นได้ว่าเรื่องราว “กลียุค” ตอนปลายกรุงธนบุรี จึงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ประโยชน์บางประการในช่วงศตวรรษแรกของกรุงรัตนโกสินทร์อย่างไม่ขาดสาย

หลังสิ้นกรุงธนบุรี พระราชวงศ์จักรีโดยพระปฐมบรมกษัตริย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงวางรากฐานพระราชวงศ์เป็นที่มั่นคง มีการสืบสายพระราชวงศ์อย่างต่อเนื่องยาวนานและเรียบร้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมิได้ถูกแทรกแซงจากสายสกุลอื่น แม้จะมีอาการ “ขลุกขลัก” บ้างในบางรัชกาล แต่ก็เป็นเพียงข้อขัดข้อง “ภายใน” ที่มีทางออกอย่างสันติเสมอ

ความมั่นคงทางการเมืองการปกครอง ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นในภาพต่างๆ เพื่อสนับสนุน “พระเดชดุจร่มฟ้า เย็นดิน” [1] ซึ่งก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองหลายด้าน ทั้งความโอ่อ่าของพระนคร การค้าการขาย แม้การศึกสงครามก็ลดน้อยถอยลงจนเกือบสิ้นไปในเวลาเพียงกึ่งศตวรรษของกรุงเทพฯ ความสงบสุขของราษฎรกลับเป็นดั่งเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี

ภายใต้ความสงบมั่นคงทั้งหลายทั้งปวงนั้น กลับมีสิ่งหนึ่งที่สะท้อนความ “อ่อนไหว” ให้ราชอาณาจักรใหม่ออกมาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่ใช่ทั้งการเมืองภายในและการศึกภายนอก หากแต่เป็นเรื่องของจุดเริ่มต้นแห่งการกำเนิดราชอาณาจักรแห่งใหม่นั้นเอง

ไม่น่าเชื่อว่าราชอาณาจักรที่เข้มแข็งอย่างกรุงเทพฯ ไม่อาจหนีการหลอกหลอนเหตุการณ์เมื่อครั้ง “กลียุค” ในแผ่นดินพระเจ้าตากได้ แม้ว่าการกำราบปราบปรามจะเป็นไปโดยสำเร็จสมบูรณ์ แต่ทุกรัชสมัยในช่วงศตวรรษแรกก็ไม่สามารถก้าวข้ามสิ่งนี้ไปได้โดยไม่อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการ “ชิงราชบัลลังก์” กับการ “ปราบยุคเข็ญ”

ดังจะเห็นได้ว่าเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ปลายกรุงธนบุรี จนถึงการทำรัฐประหารของเจ้าพระยาจักรี ไม่ว่าจะทำขึ้นในสมัยใด ล้วนมีเป้าประสงค์ในการชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการ “ชิงราชบัลลังก์” กับการ “ปราบยุคเข็ญ” อย่างตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุการณ์นี้จำเป็นต้องอธิบายขยายวงขึ้น จนกระทั่งสู่ระดับโลก ในเวลาที่สยามประเทศต้องติดต่อกับชาติตะวันตก หรือการเข้าสู่ยุค “สยามใหม่” ในสมัยรัชกาลที่ 4

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ปัญหาอื่นใด นอกเสียจากว่า การขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของเจ้าพระยาจักรีนั้น เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นอย่าง “ผิดปรกติ” นั่นเอง

พระเจ้าตากในแผ่นดินกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่พระมหากษัตริย์ที่ถูกทำให้ลืมเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ถูกปลุกขึ้นมาให้ท่องจำอย่างขึ้นใจด้วยเนื้อความในเอกสารต่างๆ ที่ชี้ความเป็นปฏิปักษ์และอันตรายต่อราษฎร

เอกสารลำดับแรกๆ ที่ทำขึ้นในช่วงต้นกรุงเทพฯ เช่น สังคีติยวงศ์ แต่งขึ้นโดยสมเด็จพระวันรัตน วัดพระเชตุพน เมื่อครั้งยังเป็นพระพิมลธรรม เมื่อพุทธศักราช 2332 หรือ 7 ปี หลังสถาปนาพระราชวงศ์จักรี มีวัตถุประสงค์ชัดเจน“เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” [2] แต่การเฉลิมพระเกียรตินั้นย่อมหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึงพระเจ้าตากในเหตุการณ์เมื่อปลายกรุงธนบุรี ว่า “ได้เสวยราชย์อยู่พระนครธนปุร ในแว่นแคว้นกรุงอโยธยนคร 14 ปีเศษ ได้ทรงทำกรรมต่างๆ มีนวทาเปนต้น (หรือนวทาน) แล้วมีจิตรฟุ้งซ่านวิปริตต่างๆ มหาชนพากันโกรธฆ่าเสีย ได้ทำกาลกิริยาทั้งบุตรแลนัดดาทั้งหลาย” [3]

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2338 ก็มีการชำระ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งได้กล่าวถึง “พระเจ้าแผ่นดินเสียพระจริตฟั่นเฟือน” [4] จนทำให้ราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัส

ในรัชกาลที่ 2 นอกจากเหตุ “กบฏเจ้าฟ้าเหม็น” อันเป็นคดีใหญ่โตที่สุดที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าตากหลังสิ้นกรุงธนบุรี ยังมีเอกสาร เช่น เทศนาจุลยุทธการวงศ์ ที่มีเนื้อความกล่าวถึงตอนสิ้นรัชกาลพระเจ้าตากว่า

“เสวยราชมไหสวรรย์อยู่ประมาณ 14 ปีเศษ แลกระทำอกุศลกรรมต่างๆ ภายหลังมีจิตฟุ้งซ่านถึงซึ่งสัญญาวิปลาส ประพฤติพิปริตธรรมกรรมอันเดือดร้อน แก่สมณพราหมณาประชาราษฎรทั้งปวงอันชนทั้งหลายมีความโกรธ ชวนกันคิดกำจัดเสียจากราชสมบัติ แล้วพิฆาตฆ่าเสียกับทั้งบุตรนัดดาวงศานุวงศ์ทั้งสิ้น” [5]

เอกสารฉบับนี้น่าจะเป็นลำดับแรกที่นิยามพระอาการของพระเจ้าตากด้วยคำว่า “สัญญาวิปลาส” ก่อนที่ “อารมณ์” เดียวกันนี้จะไปปรากฏใน พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ในรัชกาลที่ 4

ถึงสมัยรัชกาลที่ 3 มีเอกสารสำคัญเล่มหนึ่งคือ จดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ที่แม้มิได้กล่าวถึงพระอาการสัญญาวิปลาสแต่ก็กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อปลายแผ่นดินว่า “เมื่อต้นแผ่นดินเย็น ด้วยพระบารมีชุ่มพื้นชื่นผลจนมีแก่น ปลายแผ่นดินแสนร้อนรุมสุมรากโคน โค่นล้มถมแผ่นดิน ด้วยสิ้นพระบารมีแต่เพียงนั้น” [6]

อย่างไรก็ดีอาจนับได้ว่าเรื่องพระเจ้าตาก “ในเอกสาร” ค่อยๆ ซาลงตามลำดับ เมื่อผลัดแผ่นดินแล้ว 3 รัชกาล ในรัชกาลที่ 1 นั้นต้องยอมรับว่าเพิ่งผ่านเหตุรัฐประหารมา สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน เรื่องราวซุบซิบหรือความรู้สึกของผู้คนยังมิได้จางหายไปโดยฉับพลัน เช่นกรณีนางในร่ำไห้ในงานพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระเจ้าตากเพราะ “คิดถึง” [7] จึงถูกลงพระราชอาญาจาก “พระเจ้าแผ่นดินทั้งสอง” สั่งโบยกันถ้วนทั่ว

ในรัชกาลที่ 2 นอกจากคดี “กบฏเจ้าฟ้าเหม็น” แล้วยังมีคดีใหญ่คือการสำเร็จโทษลูกพระเจ้าตากอีก 1 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าทัศไภยหรือพระอินทรอภัยในแผ่นดินที่ 2

ส่วนในรัชกาลที่ 3 นั้นไม่ปรากฏ “คดีใหญ่” เกี่ยวกับลูกหลานพระเจ้าตากอีก แม้จะมี “ลูกเจ้าตาก” รับราชการอยู่ถึงชั้นพระยา เช่น เจ้าฟ้าชายศิลาเป็นที่พระยาประชาชีพ พระองค์เจ้าชายละมั่ง เป็นที่พระยาสมบัติกาล และเจ้าฟ้านเรนทรราชกุมารเป็นพระนเรนทรราชา แม่ทัพหลังในศึกเจ้าอนุวงศ์ กรุงเวียงจันทน์

สามารถกล่าวได้ว่า “เอกสาร” ที่กล่าวโทษพระเจ้าตากตลอด 3 รัชกาลนี้ มีเพียง พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ที่มีอิทธิพลชี้นำต่อแนวคิดในเรื่องนี้มากที่สุด ซึ่งเป็นเอกสารที่ “ชำระ” ในสมัยรัชกาลที่ 1

เรื่องราวของพระเจ้าตากอาจจางหายลงตามลำดับเวลาก็จริง แต่เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 4 ดูเหมือนว่า บทอวสานพระเจ้าตาก จะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้งเพื่อผลทางการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองในประเทศ

คำอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการ “ชิงราชบัลลังก์” กับการ “ปราบยุคเข็ญ” กลับมาจำเป็นอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสยามประเทศเริ่มคบค้ากับฝรั่ง และการเข้าสู่ยุคแห่ง “การพิมพ์” แนวความคิดในเรื่องกลียุคกรุงธนบุรีได้กลับมา “เป็นประเด็น” อีกครั้ง และกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกมาถึงทุกครั้งเมื่อต้องกล่าวความถึงพระเจ้าตาก

พระราชนิพนธ์ฉบับหนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรง “ให้การ” เรื่องราวตอนนี้ให้กับฝรั่งในชื่อเรื่องว่า พงศาวดารสยามอย่างย่อ (Brief History of Siam) พระราชนิพนธ์ฉบับนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร The Chinese Repository ฉบับเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2394 หรือประมาณ 3 เดือนหลังทรงขึ้นครองราชย์ พระราชนิพนธ์ฉบับนี้มีความเกี่ยวกับพระเจ้าตากตอนหนึ่งว่า

“พวกข้าราชการหลายคนจากครั้งกรุงศรีอยุธยา ไม่เต็มใจที่จะเข้าเฝ้าถวายตัวต่อพระเจ้าตาก พวกเขาทั้งหมดมีใจโอนเอียงไปข้างแม่ทัพผู้พี่ และยิ่งกว่านั้นพวกเขาซึ่งมีใจอคติต่อพระเจ้าตากในเรื่องที่ว่าทรงมีเชื้อสายจีน ได้พากันมองว่าท่านแม่ทัพผู้พี่ควรมีฐานันดรศักดิ์สูงกว่าพระองค์เสียอีก พวกผู้ดีเก่าเหล่านี้ได้ชุมนุมกันเป็นข้ารับใช้ในเรือนส่วนตัวของท่านแม่ทัพโดยมิให้ผิดสังเกต หรือแม้กระทั่งเป็นที่ล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าอยู่หัว” [8]

พระราชนิพนธ์ตอนนี้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อสาย ระหว่าง “ลูกเจ๊ก” กับ “ผู้ดีเก่า” ซึ่งมีผลต่อการยอมรับของข้าราชการในรัชกาลพระเจ้าตาก ต่อมาพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ถูกตีพิมพ์ซ้ำอีกในหนังสือ The Kingdom and People of Siam ของ เซอร์จอห์น เบาว์ริง พร้อมกับพระราชหัตถเลขาอธิบายความเกี่ยวกับพงศาวดารสยามอีกฉบับหนึ่ง โดยมีพระราชาธิบายเกี่ยวกับการขึ้นสู่อำนาจของพระราชวงศ์ของพระองค์ดังนี้

“พระองค์เกิดพระสติฟั่นเฟือนหรือทรงพระพิโรธ ตรัสว่าทรงเป็นพระพุทธเจ้า ฯลฯ แล้วสั่งประหารผู้บริสุทธิ์ไปมากกว่า 10,000 คน และบีบบังคับขู่เข็ญเอาเงินเข้าพระคลังหลวง โดยที่มิได้เป็นค่าภาษีหรือเหตุผลที่ชอบธรรมใดๆ ดังนั้น จึงเกิดการกบฏลุกลามขนานใหญ่ขึ้น จับเอาพระเจ้าแผ่นดินที่เสียพระจริตเอาไว้ แล้วส่งคณะไปยังกัมพูชาเพื่ออัญเชิญพระเจ้าแผ่นดินทั้งสอง คือ เจ้าแห่งสงครามกับกษัตริย์สยามตอนเหนือ กลับมาครองราชย์บัลลังก์ประเทศสยามทั้งหมดกับทั้งเมืองขึ้นทั้งปวง” [9]

พระราชนิพนธ์บทนี้ทรงอธิบายให้ “ฝรั่ง” เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าจุดเริ่มต้นของพระราชวงศ์นั้นเป็นความชอบธรรมในการ “ปราบยุคเข็ญ” ของเจ้าพระยาจักรีมากกว่าการ “ชิงราชบัลลังก์” และการได้มาซึ่งราชสมบัติก็เนื่องมาจากพระเจ้าตากนั้นทรงหมดความชอบธรรมแล้ว แม้จะมีปัญหาเรื่องข้อเท็จจริงบางประการ เช่นจำนวนผู้ถูกสังหารมากกว่า 10,000 คนนั้น ไม่ปรากฏในเอกสารใดของฝ่ายสยาม แต่ “ฝรั่ง” ก็ไม่สนใจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงใดๆ แม้หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2400 ห่างจากเหตุการณ์จริงไม่ถึง 80 ปีก็ตาม…

อ่านเพิ่มเติม :

เชิงอรรถ :

[1] พระยาไชยวิชิต (เผือก).ยอพระเกียรติ 3 รัชกาล. พิมพ์ในงานศพพระนิเวศน์วิสุทธิ. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย, 2458), น. 2.

[2] สมเด็จพระวันรัตน. สังคีติยวงศ์ พงศาวดาร เรื่องสังคายนาพระธรรมวินัย. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์. (กรุงเทพฯ : ศิวพร, 2521), น. (ค).

[3] เรื่องเดียวกัน, น. 423.

[4] ประชุมพงศาวดารภาคที่ 65. (พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)). พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. (กรุงเทพฯ : ชัยวิโรจน์การพิมพ์, 2535), น. 67.

[5] ประชุมพงศาวดารภาคที่ 66. (จดหมายเหตุรายวันทัพคราวปราบเมืองพุทไธมาศและเขมรสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2314). พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นาวาตรี หลวงจักรวิธานสันทัด (กมล อากาศวิภาต), (พระนคร : โรงพิมพ์สุคธิสารการพิมพ์, 2503), น. 118.

[6] กรมหลวงนรินทรเทวี. จดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) ตั้งแต่ จ.ศ. 1129-1182. พิมพ์ครั้งที่ 4. (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับ, 2546), น. 15.

[7] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ฉบับตัวเขียน. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์วิชาการ, 2539), น. 49.

[8] วินัย พงศ์ศรีเพียร. ความยอกย้อนของอดีต : พิพิธนิพนธ์เชิดชูเกียรติ พลตรี หม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี. (กรุงเทพฯ : ม.ป.ท., 2537), น. 102.

[9] เซอร์ จอห์น เบาว์ริง. ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม 1. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547), น. 90.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “พระเจ้าตากกับพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพฯ ตอนต้น” เขียนโดย ปรามินทร์ เครือทอง ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2551

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 ธันวาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...